ThaiPublica > Thaipublica Sustainability >  ส่งขยะพลาสติกกลับบ้าน: ปลดล็อควิกฤตขยะหลังโควิด-19

 ส่งขยะพลาสติกกลับบ้าน: ปลดล็อควิกฤตขยะหลังโควิด-19

20 พฤษภาคม 2020


 

ในขณะที่สถานการณ์การรายงานระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ผลกระทบจากการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่การปิดเมืองกำลังส่งผลกระทบสำคัญกับปัญหาขยะพาสติกของไทยที่เคยวิกฤตอยู่แล้วให้วิกฤตมากขึ้น รายงานกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ล่าสุดระบุว่า สถานการณ์วิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะในประเทศไทยโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15 เพิ่มขึ้นจาก 5,500 ตันต่อวัน เป็น 6,300 ตันต่อวัน

“ขยะพลาสติก” วิกฤตซ้อนวิกฤต

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า “ที่ผ่านมาประเทศไทยก่อนโควิดประสบความสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่งในการลด ละ เลิกใช้ถุงพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง แต่พออยู่ในช่วงโควิดเราก็เข้าใจในช่วงเหตุการณ์วิกฤตไวรัสโควิด-19 เราพบว่ามีปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นประมาณ 15% เฉพาะในกรุงเทพมหานครมีขยะพลาสติกรวมกับขยะหน้ากากอนามัยที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งเพิ่มขึ้นถึงประมาณวันละ 1,500 ตัน”

ทิศทางการงดใช้ขยะพลาสติกแบบที่ใช้ครั้งดียวทิ้งกำลังไปได้ดีนับตั้งแต่การออกมาตรการงดการใช้ถุงพลาสติกแบบสมัครใจจากธุรกิจค้าปลีก

“พออยู่ในช่วงโควิดเราก็เข้าใจ แต่ก็ขอความร่วมมือว่าตรงไหนที่สามารถลดได้ก็ช่วยลดก่อน แล้วพอเป็นช่วงโพสต์โควิด ก็คงจะต้องเป็น new normal ต่อไป”

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในฐานะธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานพลาสติก นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี  กล่าวว่า “พลาสติกยังไงก็จะถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิด ไม่ว่าจะเป็นฟู้ด เดลิเวอรี่ อุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ มันช่วยเราได้เยอะ แต่ปัญหาคือเราจะทำยังไงในการทิ้ง เก็บ แล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นจุดที่สำคัญ”

แม้ว่าในอนาคตอันใกล้ภายในปี 2564 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมที่จะผลักดันมาตรการการงดใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง สำหรับมาตรการเชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติก แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ทางออกเดียวที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหา เมื่อพูดถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นระบบ  ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องแก้ไขหากเราจะลดขยะพลาสติกสู่หลุมฝังกลบอย่างจริงจัง

แค่ความมุ่งมั่น (ก็ยัง)ไม่เพียงพอ

ยูนิลีเวอร์ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้อย่างน่าสนใจ ในปีที่ผ่านมายูนิลีเวอร์ประกาศเป้าหมายในการลดขยะบรรจุภัณฑ์ แต่แม้จะใช้แผนฯเดียวกับทั่วโลก แต่การดำเนินการในประเทศไทยของยูนิลีเวอร์ยังทำได้ไม่ดีนักเพราะข้อติดขัดจากระบบนิเวศน์ของการจัดการขยะ

นางณัฏฐิณี เนตรอำไพ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายองค์กรและสื่อมวลชนสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภายใต้แผนการการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (Unilever Sustainable Living Plan)  เรามีพันธกิจที่จะลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมลงครึ่งหนึ่ง ด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ สามารถรีไซเคิลได้ หรือย่อยสลายได้ 100% และเมื่อปีที่ผ่านมา เราได้ประกาศแผนลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ในบรรจุภัณฑ์ลงครึ่งหนึ่งและให้คำมั่นที่จะเก็บและแปรรูปบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้มากกว่าที่ขาย ทั้งหมดนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2568

“ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย อยู่บนเส้นทางแห่งการปฏิวัติพลาสติกโดยได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกใหม่เป็นพลาสติกรีไซเคิลแบบ post-consumer recycled (PCR) แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ดีพอ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแยกประเภทขยะตั้งแต่ต้นทาง การทำความสะอาด และการจัดเก็บที่เป็นกุญแจสำคัญที่จะก้าวไปสู่การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน หนึ่งในขยะพลาสติกที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมายคือ ขยะพลาสติกกำพร้าที่ไม่มีใครอยากได้แต่สามารถไปรีไซเคิลได้ ประเภทที่ไม่ยืดและประกอบด้วยพลาสติกหลายชั้น เช่น ถุงขนม ถุงเติมสบู่และน้ำยาแบบต่าง ๆ ดังนั้นการส่งพลาสติกกำพร้าเหล่านี้กลับบ้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการลดขยะพลาสติก และมอบวงจรชีวิตใหม่กับพลาสติกเหล่านั้นต่อไป”

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา มีขยะพลาสติกเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์ใหม่หรือ recycle ประมาณ 0.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน ไม่ถูก recycle ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากขยะขาดการคัดแยกที่ต้นทาง ถือเป็นการเสียโอกาสในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

สอดคล้องกับยูนิลีเวอร์ในมุมของ “จีซี” มองว่าทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาขยะพาลสติก ได้แก่   1.การใช้ผลิตภัณฑ์ Bioplastics – ฝังกลบ แล้วเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2. พลาสติกมีประโยชน์ – ใช้ให้เป็น ทิ้งให้ถูก 3. ความร่วมมือ – เกิดเป็น ecosystem ร่วมกับภาครัฐและเอกชน โดยการทำให้สำเร็จต้องเริ่มจากที่บ้าน เชื่อว่า New Norm คือ พลาสติกเป็นสิ่งมีประโยชน์แต่ต้องถูกจัดการอย่างถูกต้อง GC

“ในยุค new normal เรื่อง circular economy จะยิ่งเป็นเทรนด์ของโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากที่เคยเป็นอยู่แล้ว เพราะพลาสติกจะถูกใช้มากขึ้น ดังนั้นการบริการจัดการที่ดีจะยิ่งมีความสำคัญ”

ออกแบบใหม่ระบบบริหารจัดการขยะพลาสติกใหม่

บรรยากาศการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน” เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา

วันนี้ทั้ง “จีซี” และ “ยูนิลีเวอร์” เป็นส่วนหนึ่งของภาคีภายใต้โครงการ “ส่งพลาสติก”กลับบ้าน ที่ริเริ่มโดยเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) ข้อเสนอของโครงการนี้คือ การสร้างโมเดลต้นแบบการเรียกคืนขยะที่มีประสิทธิภาพ จากความร่วมมือของภาคเอกชน ภาครัฐและภาค และประชาชน ที่ออกแบบตามแนวทาง “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (circular economy)

และเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวเพื่อเปิดตัวเรื่องนี้อย่างเป็นทางการไปที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) โดยความร่วมมือของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และภาคีธุรกิจ สถาบันวิชาการและภาคประชาสังคม กว่า 24 แห่ง โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่เป้าหมายไปที่การปิดช่องไม่ให้ขยะหลุดออกสู่ธรรมชาติหรือไปสู่บ่อฝั่งกลบให้น้อยที่สุด

โครงการได้เริ่มทดลองเปิดจุดรับพลาสติกสะอาด(plastic drop point)   10 จุดบนถนนสุขุมวิท ในการเปิดรับพลาสติก 2 ประเภทคือพลาสติกยืดและพลาสติกแข็ง โดยจะใช้เวลา 2 เดือนจากนี้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เรียนรู้วงจรในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับขยะ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการขยายผล การจัดการขยะพลาสติกตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนไปยังที่อื่นๆในอนาคต

 หัวใจสำคัญในการ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน”อยู่ที่การบริหารจัดการขยะ ทั้งเรื่องการแยกขยะและการทำให้ขยะสะอาด สำหรับวิธีการแยกขยะอย่างถูกต้องทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยในการจัดการขยะติดเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย ต้องตัด ผูก ใส่ถุงและติดป้าย ขณะที่ขยะรีไซเคิล (Recycle) เช่น ภาชนะใส่อาหาร ต้องกำจัดเศษอาหาร ล้างน้ำให้สะอาด เช็ด/ตากแห้ง ใส่ถุงและติดป้าย  การแยกขยะอย่างถูกต้องจะมีส่วนช่วยให้พนักงานเก็บขยะปลอดภัยขึ้น ลดภาระบ่อฝังกลบ และช่วยส่งพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง  และวัสดุอื่นๆ กลับเข้าสู่ระบบการนำมาใช้ประโยชน์หรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน”

ปลดล็อคด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

เริ่มต้นจากตัวเรา ทำขยะให้สะอาด ขยะถุงแกงที่เปื้อนก็ล้าง ตากให้แห้ง แยกขวดจากขยะอื่นที่ไม่ปนเปื้อน เมื่อมีปริมาณมากพอขยะจะถูกส่งไปยังจุดรับขยะ ที่จะรวมขยะเพื่อเข้าโรงงานรีไซเคิลอีกครั้ง และเตรียมกลับไปสู่การเป็นเมล็ดพลาสติกและเส้ยนใย ที่พร้อมจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างเสื้อยืด ขวด ฯลฯ เพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

“ก่อนทำโครงการของเรา เรารู้ว่าไม่ใช่ไม่มีคนทำ มีคนทำอยู่ก่อนแล้ว เขาแยกขยะแต่หยุดไปเพราะวิกฤต หรือก็มีคนที่อยากแยกขยะ แต่ก่อนหน้านี้ไม่รู้จะเอาพลาสติกไปทิ้งไว้ที่ไหน”  นางพิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) กล่าวถึงอินไซด์ที่นำมาสู่การพัฒนาโครงการที่พึ่งเปิดตัวและหวังว่าถ้าทำได้นี่จะเป็นโมเดลที่ทำได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลออกไปในอนาคต ในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่ใช้การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

นอกจากจุดรับพลาสติกสะอาด(plastic drop point)  โครงการมีแอพพลิเคชั่น ECOLIFE เก็บแต้มสะสมแลกของสมนาคุณต่าง ๆ มีผู้สนับสนุนระบบลอจิสติกส์ ผู้ดำเนินธุรกิจ recycle/upcycle และ แบรนด์ ที่มีนโยบายเรื่องการเรียกคืนขยะพลาสติกที่ชัดเจน รวมทั้งผู้สนับสนุนด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ในโครงการยังมีนักวิชาการมาร่วมออกแบบการเก็บข้อมูลวิจัยถอดบทเรียน เพื่อการต่อยอดขนาดผลต่อไป รวมมีภาคีเครือข่ายตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลาสติก เพื่อ close loop นำพลาสติกจากผู้บริโภคส่งเข้าสู่กระบวนการจัดการให้สามารถแปรรูปกลับไปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ผู้บริโภคใช้ต่อไป

นางพิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN)นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี

ทั้งนี้ตั้งแต่ปลายปี 2562 เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) ได้ดำเนินโครงการ “วิภาวดีปลอดขยะ” ในการบริหารจัดการขยะร่วมกับองค์กรภาคธุรกิจบนถนนวิภาวดีฯ และนำมาสู่การต่อยอดการพัฒนาโมเดลต้นแบบ “ส่งพลาสติกกลับบ้าน”ที่เตรียมจะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆในอนาคต

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่เราหวังจะเห็นความรู้ในการแยกขยะที่ถูกต้อง และโมเดลนำร่องในการเรียกคืนขยะพลาสติก ได้รับการขยายผลต่อไป เราไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ หรือภาคประชาสังคม เราทั้งหมดล้วนเป็นคนที่จะสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการ TRBN กล่าวในที่สุด

จำนวนจุดรับพลาสติกสะอาด ทั้ง 10 จุดบริเวณถนนสุขุมวิทในโครงการนำร่อง “ส่งพลาสติกกลับบ้าน”