ThaiPublica > เกาะกระแส > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “1 มิ.ย. ผ่อนคลายล็อคดาวน์รอบ3” และ “ทวิตเตอร์เซ็นเซอร์ทวีตทรัมป์ ระบุ ‘กระตุ้นความรุนแรง’”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “1 มิ.ย. ผ่อนคลายล็อคดาวน์รอบ3” และ “ทวิตเตอร์เซ็นเซอร์ทวีตทรัมป์ ระบุ ‘กระตุ้นความรุนแรง’”

30 พฤษภาคม 2020


ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 23-29 พ.ค. 2563

  • 1 มิ.ย. ผ่อนคลายรอบ 3 เคอร์ฟิว 23.00-03.00 น. เปิดห้าง 3 ทุ่ม โรงหนัง 200 คน
  • ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีพานทองแท้ฟอกเงินกรุงไทย
  • เอไอเอสแจง ข้อมูลลูกค้าที่รั่วไหลไม่อันตราย
  • พิษเศรษฐกิจ-พฤติกรรมเปลี่ยน ปิดฉาก 12 ปีโมโน มิวสิค
  • ทวิตเตอร์เซ็นเซอร์ทวีตทรัมป์ ระบุ ‘กระตุ้นความรุนแรง’

  • 1 มิ.ย. ผ่อนคลายรอบ 3 เคอร์ฟิว 23.00-03.00 น. เปิดห้าง 3 ทุ่ม โรงหนัง 200 คน

    ผ่อนคลายระยะที่ 3 ลดเวลาเคอร์ฟิว 23.00-03.00 น. เปิดห้างได้ถึง 3 ทุ่ม เปิดโรงหนังจำกัดจำนวน 200 คน ผ่อนคลายเดินทางข้ามจังหวัด ยังเข้มเข้า-ออกประเทศ

    นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)

    เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธาน

    ในวันดังกล่าวพบผู้ป่วยเพิ่ม 11 คน เป็นผู้เดินทางมาจากประเทศคูเวต และอยู่ใน state quarantine ทั้งหมด ทำให้ภาพรวมผู้ติดเชื้ออยู่สะสมมีจำนวน 3,076 คน

    โดย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณ ครม. (คณะรัฐมนตรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมมือควบคุมและป้องกันโรค และนายกรัฐมนตรีได้เสนอแนะให้นำนวัตกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ในการรับมือ โควิด-19 ของศูนย์รวมนวัตกรรมของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ผลิตและพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เอง มาพัฒนาต่อยอดต่อไปเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าต่อไปในอนาคตได้

    พร้อมชี้แจงถึงการขยายพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ว่า เพื่อให้การบริหารของ ศบค. ในภาพรวมเป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงเจตนาของการขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งหากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะมีการผ่อนคลายระยะที่ 4 และพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อไป แต่ต้องมีการพิจารณาให้รอบครอบ เพื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ราบรื่น และควบคุมสถานการณ์ต่อไปให้ได้ เช่น ต้องมีมาตรการรองรับการใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ หรือกฎหมายอื่นๆ ที่จะมาทดแทน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

    ทางด้านการพิจารณาเปิดสถานศึกษา ทั้งพื้นที่ห่างไกลไม่มีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และพื้นในเมืองนั้น เห็นว่าพื้นที่ในเมืองอาจจะทำการสลับหรือเหลื่อมเวลาเรียน แต่ในกรณีของเด็กเล็กอาจยังมีความเสี่ยง และกรณีของโรงเรียนนานาชาติ เพื่อให้ทันกับมาตรฐานของต่างประเทศต่างๆ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปในส่วนนี้ ต้องมีการพูดคุยในรายละเอียดต่อไป โดยได้มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหาข้อสรุปของแต่ละเรื่องนำมาเสนออีกครั้ง

    ลดเวลาเคอร์ฟิวอีก 1 ชม. เปิดห้างได้ถึง 3 ทุ่ม

    พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

    พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาผ่อนปรนในระยะที่ 3 แก่กิจการและกิจกรรมดังต่อไปนี้

    • ผ่อนผันการใช้อาคารสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษา เพื่อใช้ในการคัดเลือกหรือสอบคัดเลือกการอบรมระยะสั้น แต่ยังไม่ได้เปิดให้มีการเรียนการสอน รวมทั้งจะให้มีการเปิดโรงเรียนนอกระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเฉพาะประเภทวิชาชีพและเฉพาะประเภทศิลปะการกีฬา
    • กำหนดให้มีการขยายเวลาการดำเนินการของห้างสรรพสินค้า/ศูนย์การค้าออกไปเป็น 21:00 น.
    • อนุญาตให้เปิดศูนย์แสดงสินค้า/ศูนย์ประชุมหรือสถานที่จัดนิทรรศการ โดยกำหนดพื้นที่ไม่เกิน 20,000 ตารางเมตรโดยให้เปิด-ปิดการจัดนิทรรศการและการประชุมภายใน 21:00 น.เป็นเวลาเดียวกับห้างสรรพสินค้า
    • อนุญาตให้เปิดสนามพระเครื่อง/ศูนย์พระเครื่อง แต่มีมาตรการจำกัดคือ ห้ามแออัดหรือทำให้เกิดสภาพการไร้ระเบียบ
    • ผ่อนคลายให้ร้านเสริมสวยแต่งผมตัดผมสุภาพสตรี-สุภาพบุรุษ สามารถทำสีผมได้นอกเหนือไปจากการตัดผมสระผมปกติที่ได้ผ่อนคลายไปในระยะที่ 2 แล้ว เพียงแต่จะต้องใช้เวลาในการในการทำกิจกรรมเหล่านั้นภายใน 2 ชั่วโมง และยังคงห้ามการนั่งรอในร้าน
    • เปิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาประกอบอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งผู้ปกครองก็จะมารับอาหารกลับไป ยืนยันว่าไม่ได้มีเรียนการสอนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    • คลินิกคลินิกเวชกรรมเสริมความงาม ผ่อนคลายเพิ่มขึ้นให้สามารถให้บริการได้ทั้งตัว เว้นใบหน้าที่จำเป็นต้องใส่หน้ากากเป็นปกติทั้งผู้ให้บริการผู้รับบริการ
    • อนุญาตให้เปิดสถานบริการประเภทนวดเพื่อสุขภาพ/สปา/นวดแผนไทย/นวดฝ่าเท้าตามปกติ แต่ต้องมีมาตรการกำกับ เช่น ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ต้องใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการการจับต้องใบหน้าเช่นกัน และยังคงงดการอบตัว อบสมุนไพร อบไอน้ำ ส่วนกิจการอาบอบนวดก็ยังคงห้ามต่อไป
    • ผ่อนคลายให้สถานที่ออกกำลังกาย/ฟิตเนสไม่ว่าที่จะเป็นอยู่ในห้างหรืออยู่นอกห้างสรรพสินค้า ให้สามารถทำกิจกรรมได้ทั้งหมด แต่ว่าจะต้องมีมาตรการกำกับและจำกัดระยะเวลาในการใช้บริการ
    • อนุญาตให้เปิด สนามกีฬาเพื่อออกกำลังกายและการฝึกซ้อมโดยต้องเป็นไปตามมาตรฐานกีฬาสากล ประเภทฟุตบอล ฟุตซอล รวมทั้งมวย วอลเลย์บอล โดยต้องจะมีมาตรการกำกับเรื่องการรักษาระยะห่าง รวมทั้งอาจจะมีบางอย่างที่จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น จำนวนนักกีฬาเป็นไปตามกติกาสากล ส่วนเจ้าหน้าที่กำกับมีได้ไม่เกิน 10 คน รวมทั้งจำกัดจำนวนเวลาในการใช้ในกิจกรรมนั้นด้วย
    • อนุญาตให้เปิดสถานที่เล่นโบว์ลิ่ง/สเกต/โรลเลอร์เบลดหรือการละเล่นในลักษณะเดียวกัน แต่ต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งจำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมนั้นด้วย
    • อนุญาตให้เปิดให้บริการน้ำเพื่อละเล่น หรือกิจกรรมทางน้ำที่อยู่ในบึงเท่านั้น ไม่รวมชายทะเล/ชายหาด โดยต้องมีมาตรการทำความสะอาดอุปกรณ์ และจำกัดผู้เล่น
    • อนุญาตให้เปิดโรงภาพยนตร์/โรงละคร/โรงมหรสพ โดยต้องมีมาตรการควบคุม เช่น จำกัดผู้เข้าชมภาพยนตร์แต่ละครั้งไม่เกิน 200 คน รวมทั้งมีมาตรการรักษาระยะห่าง ในกรณีของระยะห่างในโรงภาพยนตร์ก็จะอนุญาตให้นั่งให้นั่งคู่กันได้แต่ต้องใส่หน้ากาก
    • อนุญาตให้เปิดสวนสัตว์หรือสถานที่จัดแสดงสัตว์ โดยต้องมีมาตรการควบคุมตามที่รัฐบาลกำหนด

    มาตรการทางกฎหมายที่ยังควบคุมมีดังนี้

    • ยังคงควบคุมมาตรการการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ทั้งทางบก-น้ำ-อากาศไว้ในระดับที่ขึ้นเข้มข้นเช่นเดิมเนื่องจากการนำเชื้อจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล
    • การห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ผ่อนคลายเพิ่มอีก 1 ชั่วโมงเป็น 23:00 น.จนถึง 3:00 น. ของวันรุ่งขึ้น เนื่องจากทราบดีว่า 1 ชั่วโมงที่ผ่อนคลายเป็นการช่วยกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ช่วยการแบ่งเบาภาระ รวมทั้งมีการประกอบกิจกรรมบางอย่างที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต
    • การเดินทางข้ามจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไปอนุญาตให้เดินทางข้ามจังหวัดไปมาได้แต่ไม่ถึงกับเสรี ยังคงมองเห็นว่าการอยู่ที่บ้านยังคงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพียงแต่ว่าทราบดีว่าในช่วงเวลาต่อจากนี้มีความจำเป็นที่ต้องผ่อนคลายมากขึ้น การเดินทางข้ามจังหวัดใดๆ กรณีเป็นสิ่งสำคัญเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต และทางเศรษฐกิจจึงอนุญาตให้สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ภายใต้ข้อกำหนดที่ทางราชการกำหนด
    • ห้างสรรพสินค้าให้เปิดได้ไปจนถึงเวลา 21:00 น.

    “การเปิดการผ่อนคลายกิจกรรมซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงตามลำดับนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือมาตรการควบคู่กันไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมหน้ากาก การรักษาระยะห่าง การวัดไข้ การจำกัดจำนวนผู้เข้ากิจกรรม การล้างมือต่างๆ ยังคงต้องปฏิบัติตามปกติ ซึ่งรายละเอียดรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ ซึ่งส่วนนี้เป็นมาตรการกลาง แต่ละจังหวัดอาจมีมาตรการกำกับที่เข้มข้นแตกต่างไปได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละที่อาจเสริมมาตรการได้ หากเห็นว่ามาตรการกลางอ่อนไป” พลเอก สมศักดิ์ กล่าว

    จากคำถามของประชาชนถึงเหตุผลที่ยังต้องคงต้องมีการเคอร์ฟิว พลเอก สมศักดิ์ กล่าวว่า เนื่องจากยังอนุญาตให้มีการขายสุรา แต่ไม่อนุญาตให้ดื่มสุราภายในร้าน ซึ่งยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีการฝ่าฝืนรวมกลุ่มมั่วสุมดื่มสุรา หรือทำกิจกรรมที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม จะมีการปรับลดระยะเวลาลงเรื่อยๆ

    สำหรับคำถามถึงการเปิดให้เสริมความงามมากขึ้นในบริเวณใบหน้า พลเอก สมศักดิ์ ระบุว่า เนื่องจากยังคงมีความกังวล จึงแนะนำให้ผู้รับบริการและผู้ใช้บริการยังคงต้องสวมหน้ากากอยู่ เพราะบริเวณใบหน้าอาจเป็นส่วนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย และต้องจำกัดระยะเวลาในการให้บริการไม่นานเกินไป

    ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของประชาชน พลเอก สมศักดิ์ กล่าวว่า ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ต้องดูว่าไปที่ไหน ที่จองไว้นั้นเกี่ยวกับกิจการอะไร ต้องดำเนินการให้อยู่ในมาตรการที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากชายทะเลยังไม่เปิด ส่วนโบราณสถานต่างๆ นั้นเปิดแล้ว ซึ่งในการเดินทางขอให้ประชาชนพกบัตรประจำตัวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ และยังคงยืนยันว่าอยู่บ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด

    แถลงข่าวทำเนียบ_COVID-19_29 พ.ค. 63

    ชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีพานทองแท้ฟอกเงินกรุงไทย

    นายพานทองแท้ ชินวัตร
    ที่มาภาพ : www.facebook.com/oakpanthongtae/

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2563 ที่สำนักงานคดีอาญา 3 ถนนรัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้แถลงถึงกรณีที่อัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดไม่ยื่นอุทธรณ์คดีหมายเลขดำที่ อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือ โอ๊ค ชินวัตร บุตรชายคนโตนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตเงินปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย จำนวน 10 ล้านบาท ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ว่า

    คดีดังกล่าว นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด อาวุโสลำดับ 1 รักษาราชการเเทนนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ซึ่งขณะนั้นเดินทางไปราชการในพื้นที่ภาค 7 มีคำสั่งชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดี โดยสำนวนดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาความเห็นเเย้ง ได้ทำความเห็นว่าควรไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว ส่งมายังอัยการสูงสุด โดยมีนายเนตร ซึ่งรักษาราชการแทนดังกล่าวพิจารณาแล้วมีความเห็นควรไม่อุทธรณ์คดีตามที่สำนักงานชี้ขาดคดีทำความเห็นส่งมาจึงมีความเห็นชี้ขาดไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าวต่อศาลสูง โดยมีการชี้ขาดเมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา

    ส่วนที่มีการยื่นขยายอุทธรณ์ไปยังศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. แล้ว ศาลอนุญาตขยายไปวันที่ 25 มิ.ย. นั้น เนื่องจากขณะนั้นเมื่อทางสำนักงานคดีพิเศษ 4 ยังไม่ทราบคำสั่งชี้ขาดอัยการสูงสุดจึงได้ยื่นอุทธรณ์ไปตามระเบียบ ถือว่าคดีดังกล่าวสิ้นสุด ส่วนรายละเอียดเหตุผลในการสั่งคดีดังกล่าว ทางนายวงศ์สกุล อัยการสูงสุดได้สั่งการให้อัยการที่เกี่ยวข้องรายงานเพื่อชี้แจงต่อไป

    เอไอเอสแจง ข้อมูลลูกค้าที่รั่วไหลไม่อันตราย

    วันที่ 25 พ.ค. 2563 เว็บไซต์บีบีซีไทยรายงานว่า นายจัสติน เพน นักวิจัยด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ พบข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมหาศาลซึ่งประกอบด้วยข้อมูลจาก Domain Name System (DNS queries) และข้อมูลจราจรบนเครือข่าย (Netflow data) ระหว่างที่เขากำลังค้นคว้าในอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งเมื่อตรวจสอบต่อไป นายเพนพบว่าข้อมูลชุดนี้เป็นข้อมูลจากฐานข้อมูลของบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเอไอเอส

    บีบีซีไทยติดต่อไปยัง ThaiCERT ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่ได้รับคำตอบว่าเอไอเอสจะเป็นผู้ชี้แจงเอง ซึ่งต่อมา นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าสายงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า

    “จากการรายงานข่าวในต่างประเทศเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าเอไอเอสนั้น บริษัทฯ ขอเรียนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าแต่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในภาพรวมบางส่วน และไม่ใช่ข้อมูลที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายด้านการเงินหรือด้านอื่นๆ”

    นางสายชลกล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้เกิดจากการทดสอบเพื่อปรับปรุงคุณภาพเครือข่ายในเดือนพฤษภาคม ซึ่งขณะนี้ได้ทำการทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว

    “ขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีลูกค้ารายใดได้รับผลกระทบทั้งด้านการเงินและด้านอื่นๆ อย่างแน่นอน” หัวหน้าสายงานประชาสัมพันธ์เอไอเอสกล่าว พร้อมกับยืนยันว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า และปฏิบัติตามขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามมาตรฐานระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

    พิษเศรษฐกิจ-พฤติกรรมเปลี่ยน ปิดฉาก 12 ปีโมโน มิวสิค

    เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2563 “โมโน มิวสิค” ได้ออกแถลงการณ์ ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยที่ผ่านมา มีการชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน รวมไปถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทางบริษัท โมโน มิวสิค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือโมโน กรุีป จึงมีมติเห็นชอบในการหยุดการดำเนินธุรกิจ และยุติบทบาทการทำงานทั้งหมดของบริษัทฯ

    ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ ต้องขอขอบคุณแฟนเพลงทุกคนที่ให้การสนับสนุนทั้งผลงานเพลงต่างๆ จากทางบริษัทฯของเรารวมไปถึงตัวศิลปินเอง ที่ได้รับการตอบรับด้วยดีมาโดยตลอด กำลังใจเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทางศิลปินและทีมงานจะตั้งใจทำงานที่เรารักในเส้นทางสายดนตรีต่อไป

    โมโน มิวสิก (MONO MUSIC) ถือเป็นค่ายเพลงในเครือโมโน กรุ๊ป ก่อตั้งเมื่อปี 2551 ผลิตศิลปินและดนตรีเพื่อเอาใจกลุ่มคนฟังทุกเพศทุกวัย เช่น พีท–พีระ, G-Twenty (จี-ทเวนตี้), Run Ran Run (รันแรนรัน), Radio Garden (เรดิโอการ์เด้น), Twenty Town (ทเวนตี้ ทาวน์), SPF (เอสพีเอฟ) และเกิร์ลกรุ๊ปน้องเล็กอย่าง Candy Mafia (แคนดี้มาเฟีย) ที่เน้นการให้บริการในรูปแบบดิจิทัล ผ่านช่องทางบนยูทูบ การฟังและดาวน์โหลดผ่านคลังเพลงออนไลน์ รวมทั้งการจำหน่ายซีดี วีซีดี ดีวีดี และอัลบั้มของศิลปิน รวมทั้งโชว์ต่างๆ จากศิลปิน

    ทวิตเตอร์เซ็นเซอร์ทวีตทรัมป์ ระบุ ‘กระตุ้นความรุนแรง’

    เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2563 เกี่ยวกับสถานการณ์ประท้วงที่เมืองมินนีแอโพลิส ในรัฐมินนิโซตา ซึ่งทวีความรุนแรงตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ หลังปรากฏคลิปบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ว่าเจ้าหน้าที่เดเร็ก ชอวิน ตำรวจผิวขาวซึ่งตอนนี้ถูกไล่ออกจากราชการแล้ว พร้อมเพื่อนเจ้าหน้าที่อีก 3 นาย ทำการจับกุมชายผิวสี คือนายจอร์จ ฟลอยด์ อายุ 46 ปี โดยใช้หัวเข่ากดไปที่คอของอีกฝ่ายซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นถนน และเป็นเหตุให้ฟลอยด์เสียชีวิตในเวลาต่อมา

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความ 2 ครั้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อคืนวันพฤหัสบดี โดยการทวีตครั้งหนึ่งมีใจความว่า เขาไม่สามารถอดทนเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในเมืองอันยิ่งใหญ่ของอเมริกาอย่างเมืองมินนีแอโพลิสได้ สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้การขาดภาวะผู้นำอย่างชัดเจน นายจาค็อบ เฟรย์ นายกดเทศมนตรีเมืองมินีแอโพลิส “ซึ่งเป็นพวกซ้ายจัดสุดโต่งแต่อ่อนแอยิ่งนัก” ต้องหาทางควบคุมสถานการณ์ให้ได้ หรือมิเช่นนั้นเขาจะส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเข้าไปจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้น

    อย่างไรก็ตาม นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ใช้อำนาจพิเศษด้านความมั่นคงระดับผู้ว่าการรัฐ สั่งระดมกองกำลังพิทักษ์มาตภูมิลงพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิสและเมืองใกล้เคียงแล้ว เบื้องต้นมีรายงานอาจมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มากกว่า 500 นาย ด้านผู้นำสหรัฐกล่าวด้วยว่าเขาได้สนทนาทางโทรศัพท์กับวอลซ์ ให้กำลังใจอีกฝ่ายว่า กองทัพอยู่เคียงข้างทางการรัฐมินนิโซตาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ยุ่งยากแค่ไหน แต่เจ้าหน้าที่จะควบคุมได้ในที่สุด “แต่หากมีการปล้นสะดม กระสุนปืนจะดังขึ้นเช่นกัน”

    ทั้งนี้ ทรัมป์ไม่ได้ขยายความประโยคสุดท้าย ที่สื่อถึงกลุ่มผู้ประท้วงว่าเป็น “อันธพาล” ซึ่ง “สร้างความเสื่อมเสีย” ให้กับผู้เสียชีวิต แต่ทวิตเตอร์ได้เซ็นเซอร์การทวีตดังกล่าว พร้อมแถบข้อความเตือนว่า การทวีตนี้ละเมิดกฎของทวิตเตอร์ เนื่องจากมีเนื้อหา “เชิดชูความรุนแรง” อย่างไรก็ดี ทวิตเตอร์เห็นควรให้การทวีตนี้ยังสามารถเข้าถึงได้ต่อไป เนื่องจากอาจยังเป็นที่สนใจของประชาชน
     
    อนึ่ง การดำเนินการของทวิตเตอร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังผู้นำสหรัฐลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการยกเลิก “เอกสิทธิ์คุ้มครอง” บริษัทด้านโซเชียลมีเดีย ที่ในอดีตไม่ต้องรับร่วมผิดชอบทางกฎหมายกับผู้ใช้งานที่ถูกดำเนินคดีจากการเผยแพร่ข้อมูลบนแพลตฟอร์ม

    อ่านกรณีของจอร์จ ฟลอยด์ ได้ที่นี่