“บิ๊กตู่” โอด “ชิมช้อปใช้” นโยบายดีมักถูกโจมตี – มติ ครม.อนุมัติงบกลาง 116 ล้าน จัดแพ็คเกจทัวร์ “ร้อยเดียว เที่ยวทั่วไทย”

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th/

“บิ๊กตู่” โอด “ชิมช้อปใช้” นโยบายดีมักถูกโจมตี – มติ ครม.อนุมัติงบกลาง 116 ล้าน จัดแพ็คเกจทัวร์ “ร้อยเดียว เที่ยวทั่วไทย”

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน โดยในที่ประชุม ครม.วันนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แจกหนังสือเล่มใหม่ที่ได้เขียน ชื่อ “ลงเรือแป๊ะ” ให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ครม.ทุกคน โดยเลขาธิการ ครม.เป็นผู้แนะนำเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวกับ ครม. ขณะที่นายกฯ ได้ระบุสั้นๆ ว่า “ผมก็ไม่รู้ว่าท่านจะเขียน”

โอด “ชิมช้อปใช้” นโยบายดีมักถูกโจมตี

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการ “ชิมช้อปใช้” ที่มีขั้นตอนยุ่งยากว่า ตนได้สังเกตดูเห็นว่าอะไรที่รัฐบาลทำแล้วดูจะได้ผลก็มักถูกโจมตีพอสมควร ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน โดยมาตรการนี้ทำด้วยระบบควบคุม มีการขึ้นทะเบียน มีการรายงานประจำวันเป็นตัวเลขต่างๆ ออกมาชัดเจน ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถชี้แจงได้ตรงนี้

สำหรับเรื่องความยุ่งยากของขั้นตอนการใช้เงิน ประชาชนต้องเข้าใจว่า เงินของรัฐบาล เงินหลวงนั้นไม่ได้ง่ายจนใช้ยังไงก็ได้ หากผิดพลาดขึ้นมารัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบอีก ฉะนั้นหากจะใช้เงินก็ต้องเคารพกติกาบ้าง เราใช้อย่างฟุ่มเฟือยมากไม่ได้ เราต้องใช้ตามความจำเป็น

“ที่บอกว่าการใช้เงินยุ่งยาก แต่วันนี้เราเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดมาระยะหนึ่งแล้ว อย่างการใช้เงินจากบัตรประชารัฐ ไม่ใช่เรื่องไปแจกเงินสดในมือ แต่เป็นการโอนเข้าบัญชี นี้ที่เขาเรียกว่ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเลต) เราต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ด้วย”

“รัฐบาลมีมาตรการเหล่านี้ออกมา เพื่อควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ เพื่อวันหน้าทำได้อีก ก็เป็นธรรมดา อะไรก็ตามที่เราไม่เคยใช้ก็ต้องเรียนรู้และคุ้นเคยกับมันเอง อย่างบัตรประชารัฐ ตอนแรกก็ยุ่งยากพอสมควร แต่วันนี้ก็เข้าใจกันหมดแล้ว มีแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้มากกว่าเดิม รัฐบาลกำลังหาเงินอยู่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เผยระดับน้ำลดลง เริ่มซ่อมบ้านแล้วกว่า 10,000 หลัง

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากพายุคาจิกิ-โพดุล ว่า ในที่ประชุมวันนี้ได้มีการหารือกันถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 32 จังหวัด โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก 4 จังหวัด รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือทั้งมาตรการปกติและมาตรการพิเศษเพิ่มเติม คือ การจ่ายเงินให้กับครอบครัวผู้ประสบภัยเพิ่มเติม จำนวน 5,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งมีพื้นที่ทางการเกษตร ปศุสัตว์ และประมงได้รับความเสียหายไปกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งส่วนของพื้นที่ทางการเกษตรมีมาตรการช่วยเหลือเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว ส่วนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายก็ได้มีการดำเนินการซ่อมแซมไปแล้วกว่า 10,000 หลัง ด้วยความร่วมมือจาก ทหาร อาชีวศึกษา และประชาชน และขณะนี้กำลังเร่งฟื้นฟูในพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้

“วันนี้เป็นที่น่ายินดีว่าระดับน้ำลดลงไปเรื่อยๆ ในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ก็ค่อยๆ ระบายออก สถานการณ์จึงมีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น ประชาชนบางส่วนได้อพยพกลับไปบ้านเรือนของตนเองแล้ว ขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนทำความสะอาด ขนย้ายข้าวของ และต้องเร่งทำการสำรวจในการหามาตรการเสริมที่จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบ นี่คือการดำเนินงานอย่างมีระบบ ตามกฎหมาย ตามแผนการขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ก่อนประสบภัย ระหว่างประสบภัย และแผนการฟื้นฟู รวมถึงวันนี้ได้มีการอนุมัติงบประมาณซ่อมถนนหนทาง และอีกหลายอย่างด้วยกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สั่ง “บัวแก้ว” ประสานอียิปต์ ช่วยนศ.ไทยถูกจับ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงกรณีการติดตามช่วยเหลือนักศึกษาไทยที่ถูกจับกุมที่ประเทศอียิปต์ ว่า ตนได้มอบหมายให้ทางกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ โดยความคืบหน้าล่าสุดเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ได้หารือกับทางการอียิปต์ ผ่านทางรองผู้ช่วยรัฐมนตรีการต่างประเทศของอียิปต์เพื่อหาทางช่วยเหลืออยู่ ซึ่งทางการอียิปต์รับปากว่าจะให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และจะเร่งติดตามเรื่องนี้ พร้อมให้ความร่วมมือจากฝ่ายไทย ยืนยันรัฐบาลไม่เคยทอดทิ้งประชาชนที่อยู่ในต่างประเทศ

“ทุกเรื่องเวลามีเหตุการณ์ต่างประเทศ เราก็ได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ประสานงานในชั้นต้นก่อนในการเข้าไปดูแล เช่น กรณีที่แรงงานประมงไทยถูกจับ หรือถูกปล่อยทิ้งไว้ที่โซมาเลีย รัฐบาลก็ดำเนินการช่วยเหลือให้ได้กลับประเทศไทยได้ทั้งหมด เราไม่นิ่งนอนใจสักเรื่อง”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องนักศึกษาไทยไปเรียนต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีผู้ที่ไปเรียนในประเทศสายกลางบ้าง ประเทศมุสลิมที่เข้มงวดบ้าง วันนี้ไทยได้มีการประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตทุกประเทศให้ช่วยกันดูแลนักศึกษาเหล่านี้ และทำอย่างไรให้นักศึกษาเหล่านี้กลับมาแล้วมีงานทำ ซึ่งรัฐบาลเองพยายามสนับสนุนทุนการศึกษาให้นักศึกษาไทยไปศึกษาต่อในต่างประเทศที่มี 2 หลักสูตรทั้งสายสามัญและศาสนา

“ทางรัฐบาลก็มีการตรวจสอบอยู่ตลอดยังไม่พบว่ามีการเชื่อมโยงกับกลุ่มต่างประเทศแต่อย่างใด ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็ต้องเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ฉะนั้นส่วนตัวแล้วตนคิดว่า เมื่อศึกษาจบกลับมายังประเทศแล้วก็อยู่ที่รัฐบาลเช่นกันในการจะดูแลบุคคลเหล่านี้ได้อย่างไร ในการที่จะดูแลให้เขามีรายได้ในการประกอบอาชีพที่เพียงพอ ต้องดูในทุกมิติ และรัฐบาลได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ตลอดเวลา ผมก็ได้มีการพบปะกับทูตหลายประเทศด้วยกัน ซึ่งประเทศต่างๆ ก็มีการสนับสนุนทุนการศึกษาเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีสายสามัญเข้าไปด้วย แต่ต้องมาเทียบวุฒิกับของไทยให้ได้เท่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการก็รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้อยู่ “ นายกรัฐมนตรีกล่าว

บูรณาการทุกหน่วยเร่งแก้ PM 2.5 ก่อนวิกฤต

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงกรณีการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า วันนี้ใน ครม.ได้มีการหารือกันโดยได้นำแผนปฏิบัติการของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาพิจารณาในที่ประชุม ซึ่งหากค่าฝุ่นละอองเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะต้องมีการประชุมคณะกรรมการร่วมกัน และรัฐบาลจะต้องหามาตรการที่เข้มงวดสั่งการจากระดับประเทศลงไปซึ่งก็เคยทำมาแล้วในบางพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา โดยตนได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการก่อนเกิดวิกฤติแก่หน่วยงานต่างๆ ไปแล้วเมื่อวันก่อน

“ต้องไปดูเป้าหมายที่อ่อนแอก่อน ได้แก่ เด็ก และสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว โดยกระทรวงสาธารณะสุขได้เตือนให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมไว้แจกจ่ายสำหรับทุกจังหวัด หากไม่พอก็สามารถขอมาที่ส่วนกลางได้”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า ทางกระทรวงคมนาคมได้ขอความร่วมมือในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะทดแทนการใช้รถส่วนบุคคลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน ทั้งเครื่องยนต์ ท่อไอเสียเหล่านี้ก็คงต้องเข้มงวด ลดควันดำต่างๆ และขอแจ้งเตือนผู้ประกอบการทุกส่วนด้วย ในส่วนของกระทรวงคมนาคมได้จัดจุดตรวจในทุกพื้นที่ จะมีการเข้มงวดในเรื่องการตรวจรถควันดำ จะต้องหยุดการใช้งานจนกว่าจะปรับปรุงใหม่

ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมขอความร่วมมือกับสถานที่ก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรม ควบคุมและลดการระบายฝุ่นและลดมลพิษทางอากาศ ส่วนกรุงเทพมหานครหรือพื้นที่ก่อสร้างอื่นๆ ในปริมณฑลต่างๆ ก็ต้องขอความร่วมมือในการก่อสร้างให้ลดฝุ่นละอองให้ได้ ต้องมีการฉีดพ่นน้ำในช่วงที่มี PM 2.5 สูงขึ้น

และกระทรวงมหาดไทยได้จัดเตรียมเครื่องพ่นละอองไอน้ำ ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูง อย่างไรก็ตามในช่วงนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้พิจารณาแล้วว่าอากาศที่ปิดเป็นเหมือนโดมครอบประเทศไทยอยู่ เนื่องจากมีมวลอากาศเย็นสูงและไม่มีลม อากาศหนัก และฝุ่นละอองจึงไม่กระจายออกไป ฉะนั้นจึงเป็นบางพื้นที่ที่มีศูนย์ควบคุมหรือสถานีตรวจวัดอยู่แล้วก็ขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังตัวเองด้วย รัฐบาลก็พยายามทำอย่างเต็มที่ และกรมฝนหลวงพร้อมที่จะปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อที่จะบรรเทาปัญหาฝุ่น และพร้อมขึ้นดำเนินการทันทีเช่นกัน

“ก็ขอความร่วมมือกับประชาชนงดการเผาในพื้นที่โล่งทุกชนิด อย่าให้ต้องบังคับใช้กฎหมายกันนักเลย ต้องรับผิดชอบร่วมกันบ้าง ซึ่งทุกอย่างต้องอาศัยความร่วมมือด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ ทุกอย่างมีกฎหมาย อยู่ที่ว่าจะบังคับใช้ได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้อยากละเว้น แต่ปัญหาคือเมื่อประชาชนได้รับผลกระทบก็มีไม่ยอมกัน นี่คือปัญหาของเรา ก็ต้องค่อยๆ แก้กันไป”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปถึงความร่วมมือกับต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ก็มีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเข้าใจว่า บางอย่างก็ไม่ได้เร็วมากนัก พร้อมระบุว่าตอนนี้สถานการณ์ก็ดีขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศประกอบด้วย

แผนปฏิบัติการฝุ่น 2.5 (300962)

ปัดข้อเสนอฝ่ายค้านให้นายกฯถือธง-นำแก้ รธน.

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงจุดยืนของรัฐบาลต่อแนวคิดการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ว่า เรื่องนี้ยังไม่มีอะไร เลยยังไม่รู้ว่าจะตอบอะไร ก็เป็นเรื่องของขั้นตอนซึ่งตนเคยบอกแล้วว่าการแก้ปัญหาก็ต้องไปแก้ไขในมาตรา 265 ที่เขียนไว้ ซึ่งฝ่ายที่ต้องการให้แก้ ก็ขอให้แก้ในมาตรา 265 ที่เป็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามขั้นตอน เขาต้องการแก้ตรงนี้ให้ง่ายขึ้น ก็ไปว่ากันมาตามขั้นตอน ทำได้ก็ทำไป ตนไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น

“ก็ต้องไปดูว่าจะต้องมีการทำประชามติด้วยหรือเปล่า ซึ่งทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนและมีระยะเวลาที่กำหนดอยู่ ส่วนเรื่อง กมธ.ก็ว่ากันไป”

ทั้งนี้เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านต้องการให้นายกฯ ถือธงนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.อ. ประยุทธ์ ระบุว่า “ผมไม่มีธง ธงของผมคือจะทำอะไรก็ตามต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามขั้นตอนและรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็เพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน ถ้าจะแก้ไขก็ต้องทำตามขั้นตอน”

เมื่อถามว่า เหตุที่ฝ่ายค้านต้องการให้นายกฯ ถือธงนำ เพราะสังคมมองว่าจะสามารถขอความร่วมมือจาก ส.ว.ในสภาฯ ได้ พล.อ. ประยุทธ์ ย้อนถามว่า สังคมไหน ถ้าใครทำได้ก็ไปทำมา

“ผมคงไม่ไปนำธงอะไรทั้งสิ้น ที่พูดว่าสังคมต้องการ บางครั้งก็ต้องถามกลับว่าเป็นสังคมของกลุ่มไหน หรือประชาชนที่ว่าเป็นประชาชนกลุ่มไหน หรือพรรคการเมืองไหน ใช่คนทั้งประเทศหรือเปล่า ไปหามา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ชี้เลือกตั้งใหม่ให้ ปชช.ตัดสิน – ไม่ก้าวล่วงสิทธิพรรคการเมืองส่ง ส.ส.

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงการเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่ หากพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคร่วมรัฐบาลแพ้จะมีผลต่อเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลในสภา ทำให้รัฐบาลทำงานยากหรือไม่ ว่า การเลือกตั้งในหลายพื้นที่จะมีผลหรือไม่มีผลทุกคนรู้อยู่แล้ว ถ้าแพ้ก็มีผล ไม่แพ้ก็ไม่มีผล เท่านั้นเอง เป็นเรื่องของประชาชน ขออย่างเพิ่งคาดคะเนว่าใครจะแพ้-ชนะ

“เป็นเรื่องของประชาชน และประชาชนก็ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้ง เราเลือกตั้งเพื่ออะไร เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือเปล่า ถ้าเขาไม่เข้าใจตรงนี้มันก็วุ่นวายกันไปหมดแบบนี้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ต่อคำถามการเลือกตั้งซ่อมที่พรรคร่วมรัฐบาลส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้กันเองนั้น พล.อ. ประยุทธ์ ระบุว่า เป็นสิทธิทางการเมืองของแต่ละพรรคในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกติกา ส่วนใครจะได้ไม่ได้ก็เป็นเรื่องของประชาชน

เผยม็อบนิวยอร์กคนน้อย ไร้ผลกระทบ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงกรณีมีกลุ่มต่อต้านชูป้ายประท้วงระหว่างเยือนสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของนายกฯ หรือไม่ ว่า ไม่ส่งผลกระทบอะไร ไม่มีใครสนใจ ต่างประเทศก็ไม่ได้สนใจ ตนก็ไม่สนใจ จะไปสนใจทำไม ตนไปทำในสิ่งที่ดี และคนเขาก็ตอบรับ ต่างชาติก็ตอบรับ ผู้นำประเทศก็ตอบรับ แล้วตนจะไปสนใจทำไมประเทศไทยก็คือประเทศไทย ถ้าเราไม่รู้จักรักษาเกียรติของประเทศไทยเองมันก็ไปไม่ได้หรอก

เมื่อถามว่า การประท้วงครั้งนี้ดูมีจำนวนมากกว่าทุกครั้ง พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นจะมากกว่า และไม่เห็นจะมีคนเลย

เมื่อถามว่า มีเอกสารหลุดว่าหัวหน้าพรรคการเมืองไทยพรรคหนึ่งจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์นั้น มีการตรวจสอบเกี่ยวโยงกันหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนก็เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์และมีข่าวแพร่ในโซเชียล ทำไมต้องให้ตนพูดด้วย

เมื่อถามว่า จะให้ฝ่ายความมั่นคงติดตามและดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของกฎหมายก็ไปว่ากันมา เขามีคนทำอยู่แล้ว หน้าที่ใครหน้าที่มัน

ทำกิจกรรมจิตอาสา “สวนสันติชัยปราการ” 2 ต.ค.นี้

พล.อ. ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ตนจะร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในนามรัฐบาล เนื่องในโอกาสการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2562 และวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2562 ที่สวนสันติชัยปราการ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ซ้าย-ขวา)
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th/

รายงานผลประชุมยูเอ็น 3 เวที

ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้นายกรัฐมนตรีได้รายงานผลการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ (United Nations General Assembly-UNGA) ครั้งที่ 74 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ไปกล่าวปาฐกถาใน 3 เวทีหลัก คือ เวทีการประชุมระดับสูงว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มให้มีการหารือในประเด็นนี้ ภายใต้หลักการ 3 ประการ คือ ความเท่าเทียมให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างเท่าเทียม ประการที่ 2 เป็นเรื่องของการให้บริการที่มีประสิทธิภาพที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการในโรงพยาบาลเอกชนได้ รวมถึงเรื่องของการเข้าถึงยา การดูแลผู้ป่วยในชั้นปฐมภูมิที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และประการที่ 3 คือ การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในโครงการนี้ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น

“จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ที่ประชุม ครม.ช่วยดูแลโรงพยาบาลประจำตำบลกว่า 9,000 แห่งซึ่งนายกรัฐมนตรีอยากให้เน้นพัฒนาตรงนี้เพิ่มเติม เพื่อให้โรงพยาบาลตำบลช่วยดูแลประชากรในกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มชายขอบ ให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น” ดร.นฤมล กล่าว

เวทีที่ 2 เป็นการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Summit)โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อที่ประชุมว่าทางรัฐบาลไทยได้นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายในการพัฒนาประเทศตามหลักการ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติและประธานสมัชชาสหประชาชาติ กล่าวชื่นชมกับแนวทางและบทบาทของไทยที่ชัดเจนในการนำหลัก SDGs มาใช้ในการพัฒนาประเทศให้เกิดความยังยืน

เวทีที่ 3 เป็นการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Action Summit) ซึ่งมีการทำข้อตกลงร่วมกันและกำหนดเป้าหมายที่จะลดปริมาณคาร์บอนเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้แจ้งครม.ให้รับทราบ

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ไปแสดงปาฐกถาในเวที Asia Society ได้กล่าวถึงความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยในมิติต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การลดความเหลื่อมล้ำ เรื่อง EEC และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ช่วยแก้ปัญหาด้านราคา จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไทยในสหรัฐอเมริกาประมาณ 200 คน และพูดคุยกับนักศึกษาไทยประมาณ 20 คน นักศึกษาเหล่านี้สนใจที่จะกลับมาทำงานในประเทศไทยเมื่อเรียนจบ และอยากจะให้นายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐมนตรี ช่วยประสานความต้องการของภาครัฐ โดยการจัดตั้งสมาคมหรือ สภานักศึกษาไทยที่ไปศึกษาต่อในต่างประเทศที่อยากจะกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพ โดยการนำนักศึกษาไทยเหล่านี้ไปขึ้นทะเบียนประวัติ เพื่อพิจารณาดูความเหมาะสมของตำแหน่งงาน ทั้งในส่วนของการเข้ารับราชการ ประสานงานภาคเอกชน หรือ ไปช่วยงานที่ EEC เป็นต้น

นายกฯ ร่วมพิธีบรมราชาภิเษกจักรพรรดิญี่ปุ่น 21 – 24 ต.ค.นี้

ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า วันนี้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนากยรัฐมนตรี ได้แจกหนังสือลงเรือแป๊ะให้แก่คณะรัฐมนตรีและผู้ที่เข้าร่วมการประชุมครม. และมีการแจ้งเพื่อทราบว่านายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีบรมราชาภิเษกพระจักรพรรดิญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม 2562 จึงมอบหมายให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกฯแทน และเป็นประธานประชุมครม.ในวันอังคารที่ 22 ตุลาคม 2562

อนุมัติงบกลางให้ คค.ซ่อมถนน หลังน้ำลด 2,283 ล้าน

ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า จากนั้นพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานที่ประชุม ครม.ถึงการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจากพายุโพดุล และคาจิกิ ภายหลังประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัยในระดับที่ 3 ว่าขณะนี้มีผู้ประสบภัยอพยพเหลือประมาณ 3,000 ราย จากเดิมมี 20,000 ราย โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานีต่อที่ประชุม ครม. เดิมคาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ แต่จากการเร่งระบายน้ำที่ดี ทำให้ปริมาณน้ำจะลดลงเร็วกว่ากำหนด คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ปกติในวันที่ 3-4 ตุลาคมนี้ และจากการสำรวจพื้นที่ที่น้ำลดลงแล้ว 50% มีบ้านพักอาศัยเสียหายกว่า 20,000 หลัง ในจำนวนนี้ได้รับการซ่อมแซมแล้วกว่า 9,000 หลัง โดยได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทหาร , ตำรวจ และนักศึกษาอาชีวะเข้าไปซ่อมแซมบ้านพักอาศัยของประชาชน โดยใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าไปดำเนินการ

“ส่วนสาธารณูปโภคไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา ที่ได้รับความเสียหาย ส่วนนี้ใช้งบประมาณจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สำหรับการซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหาย ก็ใช้งบประมาณ ซึ่งในวันนี้ที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติงบกลาง 2,283 ล้านบาท ให้กระทรวงคมนาคม ไปดำเนินการซ่อมแซมถนน ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานตัวเลขพื้นที่เกษตรที่ได้รับความเสียหายมีประมาณ 3 ล้านไร่ ซึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการเยียวยาต่อไป ส่วนเรื่องเงินชดเชยครอบครัวละ 5,000 บาท ขณะนี้ได้โอนไปที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาเบิกจ่ายเงิน”ดร.นฤมล กล่าว

ต่ออายุผู้ถือบัตรคนจนใช้ “น้ำ – ไฟ” ฟรีอีก 1 ปี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ก็จะมีมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยครม.มีมติเห็นชอบในหลักการขยายเวลามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาและมาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลจากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีบัตรฯ ได้ชำระ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สำหรับมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ มีภาระค่าครองชีพลดลง ตามมติครม.เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1) กรณีค่าไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้ใช้สิทธิค่าไฟฟ้าฟรีตามมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่หากใช้ไฟฟ้าเกิน 50 หน่วยต่อเดือน ให้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ในวงเงิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรฯ เป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด

2) กรณีค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้เกินวงเงินที่กำหนด ผู้มีบัตรฯ เป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด

ในส่วนของมาตรการดังกล่าวนี้ที่ประชุม ครม. ได้มีมติให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนกันยายน 2563 รวมเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,770 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าไฟฟ้า 1,740 ล้านบาท ค่าน้ำประปา 30 ล้านบาท

ส่วนมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% ให้กับผู้ที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกรมบัญชีกลางจะนำเงินร้อยละ 5 มาจ่ายชดเชยโดยโอนเข้าช่อง e-Money ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีบัตรฯ และอีก 1% โอนเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ แต่ไม่เกิน 500 บาทต่อคนต่อเดือน มาตรการนี้ที่ประชุมครม.มีมติให้ขยายระยะเวลาออกไปโดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงเดือนกันยายน 2563 (ระยะเวลา 11 เดือน) ใช้งบประมาณ 99.30 ล้านบาท

ลดหย่อนภาษีช่วยน้ำท่วม ซ่อมบ้าน 1 แสน – รถยนต์ 3 หมื่น

ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุล พายุโซนร้อน คาจิกิ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ว่า วันนี้ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ และมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมรถ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ รวมทั้ง เห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ (มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์และมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมรถ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้สั่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ ให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ ในการซ่อมแซมอาคาร หรือ ทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งกับตัวอาคารหรือในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคาร หรือ ในการซ่อมแซมห้องชุดในอาคารชุดหรือทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งกับห้องชุดในอาคารชุด และได้จ่ายระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

    1.1 ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนโพดุล พายุโซนร้อนคาจิกิ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
    1.2 ผู้มีเงินได้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผู้เช่า หรือผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ใช้ประกอบกิจการ หรือใช้ประโยชน์อื่น
    1.3 กรณีที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินมากกว่าหนึ่งแห่ง ให้รวมคำนวณค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินทุกแห่งเข้าด้วยกัน

2. มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซมรถ ให้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซ่อมแซม หรือ ค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถ และได้จ่ายระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

    2.1 รถหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถนั้น ได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนโพดุล พายุโซนร้อนคาจิกิ และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในขณะที่รถดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
    2.2 ผู้มีเงินได้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือผู้เช่าซื้อรถนั้น
    2.3 ในกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถมากกว่าหนึ่งคัน ให้รวมคำนวณค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถทุกคันเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

โดยผลกระทบจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากมาตรการในข้อ 1 ประมาณ 30 ล้านบาท และจากมาตรการในข้อ 2 ประมาณ 1,020 ล้านบาท

เห็นชอบมาบตาพุดเฟส 3 ถมทะเลพันไร่ สร้างท่าเรือขนถ่าย LNG

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า จากนี้ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบการลงทุนโครงการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำเสนอ โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เสนอภายใต้กรอบวงเงิน 55,400ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณของ กนอ. ร่วมลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 12,900 ล้านบาท และเอกชนที่ร่วมลงทุนวงเงิน 42,500 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านท่าเรือได้เพิ่มขึ้นอีก 14 ล้านตันต่อปี ในช่วง 30 ปีข้างหน้า โดย กนอ. จะลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานงานขุดลอกและถมทะเลในพื้นที่ 1,000 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ถมทะเลหลังท่าเพื่อใช้งานประมาณ 550 ไร่ (เพื่อก่อสร้างท่าเรือ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงาน) และ พื้นที่บ่อเก็บกักตะกอนดินเลน ประมาณ 450 ไร่ ส่วนเอกชนจะลงทุนบนพื้นที่ที่ได้จากการถมทะเลในช่วงที่ 1 (Superstructure) ซึ่งประกอบไปด้วย ท่าเรือก๊าซ (พื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 1,415 เมตร) , ท่าเทียบเรือสินค้าเหลว 2 ท่า (พื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 814 เมตร) และ คลังสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ (พื้นที่ 150 ไร่)

แก้กฎกระทรวงเพิ่มอำนาจ ปปง. สกัดฟอกเงินหนุนก่อการร้าย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ. … ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำเสนอ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของ ปปง.ให้เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า เพื่อให้สอดคล้องมาตรฐานสากลด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งมีสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง มีดังนี้

1. กำหนดบทนิยามคำว่า “ลูกค้า” “บุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมาย” “ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ” “ธุรกรรมเป็นครั้งคราว”

2. กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 ต้องดำเนินการประเมิน บริหาร และบรรเทาความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงอันเกิดจากลูกค้า พื้นที่หรือประเทศ ผลิตภัณฑ์ บริการ ธุรกรรม หรือช่องทางในการให้บริการ

3. กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 ดำเนินการระบุตัวตันและพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้า รวมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า ตลอดจนโครงสร้างการบริหารจัดการหรือการเป็นเจ้าของ และอำนาจในการควบคุมนิติบุคคลหรือบุคคลที่มีการตกลงกันทางกฎหมายนั้นด้วย

4. กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 ต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงในระดับที่เข้มข้นที่สุด หากพบกว่าลูกค้ามีความเสี่ยงสูง จนอาจเป็นเหตุให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ต้องปฏิเสธการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ไม่ทำธุรกรรม ยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือไม่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวกับลูกค้าดังกล่าว และรายงานเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยต่อสำนักงาน

5. กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 อาจลดระดับความเข้มข้นในการดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำลงได้

6. กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 ดำเนินการบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สำหรับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวที่มีความเสี่ยงสูง โดยต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวดังกล่าวในระดับที่เข้มข้นที่สุด ในกรณีที่ลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวมีความเสี่ยงสูงจนอาจเป็นเหตุให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 ต้องไม่ทำธุรกรรมกับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นครั้งคราวดังกล่าว และรายงานเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยต่อสำนักงาน

7. กรณีที่มีการให้บริการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ข้ามประเทศ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป สถาบันการเงินผู้ส่งคำสั่งโอนและสถาบันการเงินผู้รับคำสั่งโอน ต้องดำเนินการส่งและรับข้อมูลของผู้โอน และผู้รับโอนพร้อมคำสั่งโอนเงิน โดยต้องจัดให้คำสั่งโอนเงินมีข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน

8. กรณีการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับสถาบันการเงินตัวแทน ประเภทการชำระเงินโดยผ่านบัญชีโดยตรง สถาบันการเงินต้องรับรองได้ว่า สถาบันการเงินตัวแทนต้องดำเนินการบริหารความเสี่ยง และตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าและจะให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้ารายนั้น แก่สถาบันการเงินตามที่ได้รับการร้องขอ

9. กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16 ต้องดำเนินการตามนโยบายและระเบียบวิธีการเกี่ยวกับการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงภายในองค์กรและขนาดธุรกิจของสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามมาตรา 16

ยกเลิกประกาศพาณิชย์ ลดขั้นตอนส่งออกกุ้ง – ปลาหมึก

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. ยังมีมติอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 43) พ.ศ. 2530 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมาย และร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยสาระสำคัญของร่างประกาศฉบับนี้ เป็นการยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 43) พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2530

ทั้งนี้ ร่างประกาศฯ เป็นการยกเลิกหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการส่งออกสินค้ากุ้งและปลาหมึกแช่เย็นหรือแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีกุ้งผสม ที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองด้านสุขอนามัย และผู้ส่งออกต้องเป็นสมาชิกสมาคมผู้ค้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำและอาหารแช่เยือกแข็งไทย เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์เห็นว่าปัจจุบันมีการตรวจสอบด้านสุขอนามัยในการส่งออกสินค้าดังกล่าว ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมประมงตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยไม่ขัดข้องต่อการยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าวหากภาครัฐกำกับดูแลผู้ประกอบการได้

อนุมัติงบกลาง 116 ล้าน จัดแพ็คเกจทัวร์ “ร้อยเดียว เที่ยวทั่วไทย”

ด้านนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดำเนินการโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว “ถึงเวลาทัวร์ ให้ทั่วไทย” จำนวน 2 มาตรการ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยให้ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2562 ไปพลางก่อน ภายในกรอบวงเงิน 116 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการใช้จ่ายงบกลางรายการดังกล่าวแล้ว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการดังกล่าวข้างต้น

โดยในปีงบประมาณ พ.ศ 2562 ททท. กำหนดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว “ถึงเวลาทัวร์ ให้ทั่วไทย” ในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2562 ร่วมกับหน่วยงานในภาครัฐและภาคเอกชน เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตลอดทั้งกลุ่มธนาคารในประเทศไทย สมาคม สมาพันธ์ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจสายการบิน ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และวิสาหกิจชุมชน ในการกระตุ้นการเดินทางและใช้จ่ายให้เกิดขึ้นอย่างถ้วนทั่วทุกพื้นที่และทุกภาคส่วนธุรกิจให้มากที่สุด รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดเล็ก ได้เพิ่มศักยภาพและยกระดับการบริหารธุรกิจ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและขับเคลื่อนการเพิ่มรายได้ของประเทศ

การดำเนินโครงการ/กิจกรรมของ ททท. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่สำคัญดังกล่าวข้างต้น ททท. จึงเสนอโครงการ รวม 2 มาตรการ ค่าใช้จ่ายจำนวนเงินทั้งสิ้น 116 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. มาตรการส่งสริมการท่องเที่ยว “ร้อยเดียว เที่ยวทั่วไทย” โดยร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ที่พัก สายการบิน สปา แหล่งท่องเที่ยว และ สมาคมต่าง ๆ เพื่อซื้อแพ็คเกจในราคาพิเศษ เพื่อมานำเสนอขายในราคา 100 บาท จำนวน 10,000 รายการ/ต่อรอบการจัดกิจกรรม รวมทั้งหมด 40,000 รายการ โดยการลงทะเบียนเพื่อร่วมซื้อแพ็คเกจทาง official line ของ ททท. เพื่อรับสิทธิ์ใน link สู่หน้าการซื้อ package โดยจะสามารถซื้อได้คนละ 1 รายการเท่านั้น โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย Gen X Gen Y และกลุ่มผู้มีกำลังการใช้จ่ายในระดับปานกลาง ค่าใช้จ่ายจำนวนเงินทั้งสิ้น 63,500,000 บาท

2. มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยววันธรรมดา ราคา SHOCK โลก” ผ่านการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรกลุ่มที่ให้บริการสินค้าทางการท่องเที่ยวกลุ่มหรูหรา (Luxury) ได้แก่ โรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยว สายการบิน แบรนด์สินค้าชั้นนำ ศูนย์การค้า สปา โรงพยาบาล ร้านอาหาร ร้านจิลเวลรี่ สวนสนุกและบริการต่าง ๆ โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในราคาพิเศษสุด (Sales Promotion) ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์และโปรแกรมบริการพิเศษต่าง ๆ ให้กับ นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดา ผ่านจัดทำ Mini Site เว็บไซต์ และ Mobile Platform และกลไกการกระตุ้นการตลาดผ่าน Online Campaign และการประชาสัมพันธ์โครงการให้ทั่วถึง ค่าใช้จ่ายจำนวนเงินทั้งสิ้น 52,500,000 บาท

ยกเว้นภาษีเงินปันผลกองทุนรวมตราสารหนี้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ รวม 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวง มีดังนี้

1.ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 1.1 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้จากกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    1.2 ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้
    1.3 ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ เป็นการกำหนดให้กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ได้รับเงินได้ (ประเภทดอกเบี้ย) ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรและถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้

ทั้งนี้ กำหนดให้การยกเว้นภาษีเงินได้ตามร่างพระราชกฤษฎีกาฯ และการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามร่างกฎกระทรวงฯ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป

โยก “ปกรณ์ นิลประพันธ์” นั่งเลขากฤษฎีกา ดัน “อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ” ขึ้นก.พ.ร.แทน

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่าที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติรับโอน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการ ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีนำเสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งเกษียณอายุราชการ โดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอนด้วยแล้ว และเสนอแต่งตั้ง นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ รองเลขาธิการ ก.พ.ร. ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่เดิมโอนไปดำรงตำแหน่งอื่น

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงการต่างประเทศจำนวน 3 ราย ได้แก่

1. นายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

2. นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน สาธารณรัฐโปรตุเกส

3. นายสรยุทธ ชาสมบัติ รองอธิบดีกรมการกงสุล ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 3 ราย ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง 2 ราย ได้แก่ 1. นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 2. นายกีรติ รัชโน ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

อ่านมติ ครม. ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2562เพิ่มเติม