กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดตัว “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” พัฒนาน้ำบนดิน-น้ำใต้ดิน 25 ลุ่มน้ำ เติมเต็มชุมชนอย่างยั่งยืน

น้ำคือชีวิต…

“…หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…”
…พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529

จากข้อมูลสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.)ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีปริมาณฝนตกตลอดทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 754,730 ล้าน ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่กักเก็บน้ำฝนได้ราว 43,000 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นเพียง 5.7 % ของน้ำฝน ซึ่งเพียงพอต่อการใช้เพียงแค่ 17 % ของพื้นที่ประเทศไทยทั้งหมด แต่ในทางกลับกันมีความต้องการใช้น้ำมากกว่า 100,000 ล้าน ลบ.ม./ต่อปี นอกจากยังมีหมู่บ้านมากกว่า 36,000 หมู่บ้าน ที่อยู่นอกพี้นที่เขตชลประทานและยังไม่ได้บริหารจัดการน้ำชุมชน ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข

กลุ่มธุรกิจ TCP เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มประกอบด้วย 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ รวม 8 แบรนด์ คือ กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังคือ กระทิงแดง เรดดี้ โสมพลัส และวอริเออร์ กลุ่มเครื่องดื่มเกลือแร่ คือ สปอนเซอร์ กลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล ดริ้งก์ คือ แมนซั่ม กลุ่มเครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม คือ เพียวริคุ ผลิตภัณฑ์เมล็ดทานตะวัน คือ ซันสแนค และกลุ่มหัวเชื้อเครื่องดื่ม คือ เรดบูลรสดั้งเดิม และเป็นองค์กรธุรกิจที่มุ่งทำโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอยางต่อเนื่อง ได้เล็งเห็นของความสำคัญของของการพัฒนาและการการจัดการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน โครงการ “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” จึงเกิดขึ้นเพื่อพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการบริหารจัดการแหล่งน้ำที่หลากหลายของลุ่มน้ำไทยและการเติมเต็มน้ำใต้ดินเพื่อปรับสมดุลน้ำ โดยมุ่งหวังให้ชุมชนได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ รวมทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือของกลุ่มธุรกิจ TCP, มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สสน. ตั้งเป้าในการดำเนินการ 5 ปี( 2562 – 2566) ในการเพิ่มปริมาณน้ำมากกว่า 12 ล้านลูกบาศก์เมตร ให้ชุมชน กว่า 16,000 ครอบครัว ใน 6 จังหวัด ได้เข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

พัฒนาน้ำบนดิน – น้ำใต้ดิน 25 ลุ่มน้ำ

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิต อีกทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่างมีความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นทุกปี รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประเทศของเรา กลุ่มธุรกิจ TCP เป็นหนึ่งในองค์กรที่ใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลักในการดำเนินธุรกิจ จึงกำหนดให้การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอยู่ในกรอบการทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร

“โครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย จึงเกิดขึ้น โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกมิติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งน้ำที่หลากหลายเพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนทั้งน้ำบนดิน และน้ำใต้ดิน” นายสราวุฒิกล่าว

ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจ TCP ได้ทำงานใกล้ชิดกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน. ในการบริหารจัดการแหล่งน้ำบนดิน ในแถบพื้นที่จังหวัดแพร่ และปราจีนบุรี จากความสำเร็จดังกล่าวเป็นตัวจุดประกายและเป็นแรงขับเคลื่อนให้ “โครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” ต่อยอดเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการตลอดทั้งลุ่มน้ำ สานต่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ ในพื้นที่ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำปราจีน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง สร้างสมดุลน้ำให้แก่ชุมชนในทั้งสองพื้นที่ได้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี โดยในอนาคตพร้อมขยายการพัฒนาออกไปจนครบทั้ง 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

“เราคาดว่าจะสามารถช่วยให้ชุมชนในลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำปราจีน ได้เข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมากกว่า 12 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือกว่า 3 เท่าของปริมาณน้ำที่กลุ่มธุรกิจ TCP ใช้ในตลอดกระบวนการ และคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับชุมชนจากการมีน้ำใช้ในการเกษตรอย่างเพียงพอ โดยกลุ่มธุรกิจ TCP ได้สนับสนุนประมาณ 100 ล้านบาท” นายสราวุฒิกล่าว

ส่วนน้ำใต้ดินนายสราวุฒิ กล่าวว่าน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำที่ชุมชนจำนวนมากพึ่งพาเพื่อการเกษตรและการอุปโภค บริโภค เนื่องจากชุมชนเหล่านั้นอยู่นอกเขตชลประทาน และใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำประปาของชุมชนแต่การใช้น้ำบาดาลจำนวนมากโดยไม่มีการบริหารจัดการรักษาสมดุลที่ดีทำให้หลายพื้นที่มีระดับน้ำใต้ดินลดต่ำลงมาก กระทบทั้งทางด้านปริมาณ คุณภาพของน้ำใต้ดิน ไปจนถึงต้นทุนในการสูบน้ำที่สูงขึ้น

“แม้ว่าแหล่งน้ำในการผลิตของกลุ่มธุรกิจ TCP ไม่ได้มาจากน้ำใต้ดินแต่ด้วยความห่วงใยในปัญหาทรัพยากรน้ำในทุกมิติ จึงให้ความสำคัญกับการเติมน้ำให้กับชั้นดินควบคู่กัน โดยร่วมกับสถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษา วิจัย รวมทั้งประเมินศักยภาพของพื้นที่ เพื่อหาแนวทางในการนำน้ำคืนสู่ชั้นใต้ดิน พร้อมกับให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องน้ำบาดาลด้วย” นายสราวุฒิกล่าว

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการปริมาณน้ำฝน ปริมาณการกักเก็บน้ำและปริมาณน้ำใช้มีความจำเป็นมากในปัจจุบัน โดยมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ มีหน้าที่สนับสนุน และถ่ายทอดความสำเร็จเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตามหลักทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปสู่ชุมชนเพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยได้ทำงานร่วมกับ โครงการ “TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย” ผ่านหลักการทำงานที่ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อันเป็นการขยายผลจากคน และชุมชน ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ระดับตำบล และระดับลุ่มน้ำต่อไปตามลำดับ

การจัดการน้ำชุมชนแบบพึ่งตนเอง

ดร. สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการ สสน. กล่าวเสริมว่า “สสน. และโครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย สานต่อการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ในการส่งเสริม สนับสนุนให้เกิดความรู้ในการบริหารจัดการ และพัฒนาแหล่งน้ำ โดยนำวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกพื้นที่ที่เราเข้าไป เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างน้ำ และการจัดการน้ำแบบพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนแก่ชุมชน ทั้งนี้จะเริ่มใน 6 จังหวัดจากสองลุ่มน้ำ คือ จังหวัดแพร่ สุโขทัย พิจิตร สระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก”

อ่างเก็บน้ำห้วยยาง บ้านแม่ขมิง ตำบลสรอย อำเภอสอง จ.แพร่ ที่ทางกลุ่มธุรกิจ TCP เข้าไปส่งเสริมและบริหารจัดการน้ำ
ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ในลุ่มน้ำปราจีนบุรี บริเวณนาข้าว ต.บ้านสร้าง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี

ดร.โพยม สราภิรมย์ ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่าปัจจุบันมีการใช้น้ำใต้ดินมากเกินสมดุล ส่งผลกระทบ 2 ด้าน ทั้งเรื่องปัญหาระดับน้ำบาดาลที่ลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ทำให้ชุมชนมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่าตัวในการสูบน้ำบาดาล เพราะต้องเจาะบ่อให้ลึกกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัวเพื่อให้ถึงระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนโดยตรง

การที่สถาบันวิจัยทรัพยากรน้ำใต้ดิน ได้ทำงานร่วมกับ โครงการ TCP โอบอุ้มลุ่มน้ำไทย เพื่อทำการศึกษาแนวทางจัดการการเติมน้ำใต้ดิน ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ ลดปัญหาภัยแล้ง โดยการกักเก็บน้ำที่มีมากในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง และลดการระเหยของน้ำที่กักเก็บไว้ใช้ในฤดูต่างๆ โดยมุ่งหวังให้ผลที่ได้จากการศึกษาจะเป็นองค์ความรู้สำหรับการเติมน้ำในดิน คืนความสมดุลให้กับแหล่งน้ำใต้ดินและยังเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์น้ำใต้ดินให้แก่ชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตามด้วยนโยบายด้านความยั่งยืนของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ได้ผนึกความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติคือ Integrity (พันธมิตรธุรกิจยั่งยืนและองค์กรธรรมาภิบาล) Quality (คุณภาพสินค้าและบริการ และคุณภาพชีวิตบุคคลากร) และ Harmony (รักษ์สิ่งแวดล้อม และชุมชนยั่งยืน) เพื่อมุ่งยกระดับกลุ่มธุรกิจ TCP เป็นหนึ่งใน “บริษัทคนไทยที่ได้รับการชื่นชมที่สุด

TCP Spirit …พยาบาลลุ่มน้ำ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นกับคนทั่วไป กลุ่มธุรกิจ TCP ได้วางแผนจัดกิจกรรมอาสาสมัครผ่านโครงการ “TCP Spirit” ซึ่งเน้นการทำกิจกรรมร่วมกับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ให้ได้เรียนรู้ถึงการเชื่อมโยงของสรรพสิ่งรอบตัว สอดแทรกสาระความรู้ แฝงความสนุกสนาน และประสบการณ์แปลกใหม่ พร้อมกับได้ลงมือทำเองทุกขั้นตอน

ปีนี้เป็นปีที่ 2 ของโครงการ TCP Spirit จะจัดกิจกรรม 2 ครั้ง ภายใต้แนวคิด “พยาบาลลุ่มน้ำ” เพื่อพาอาสาสมัครรุ่นใหม่เกือบ 200 คน ไปเปิดประสบการณ์ เข้าใจปัญหาลุ่มน้ำและสร้างความตระหนักรู้ รวมทั้งร่วมลงมือทำงานแก้ปัญหา เพื่อจะนำไปสู่การจุดประกายสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในเรื่องนี้ต่อไป โดยเริ่มครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ที่จังหวัดน่าน และปิดท้ายโครงการในเดือนตุลาคม