hacklink paykwik al
ThaiPublica > เกาะกระแส > สำรวจพฤติกรรมคนไทย “เล่นการพนัน” 29 ล้านคน ตั้งเด็กถึงคนแก่ ลอตเตอรี่ฮอตสุด แถมกลุ่ม “เล่นหนัก” เพิ่มมากขึ้น

สำรวจพฤติกรรมคนไทย “เล่นการพนัน” 29 ล้านคน ตั้งเด็กถึงคนแก่ ลอตเตอรี่ฮอตสุด แถมกลุ่ม “เล่นหนัก” เพิ่มมากขึ้น

25 กุมภาพันธ์ 2019


ตามที่ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน เปิดเผยรายงานผลการสำรวจปี 2561 ในหัวข้อ “สถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจำปี 2560” ที่จัดทำโดย “ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนกับกระทรวงการคลังมีความเชี่ยวชาญงานสำรวจและทำวิจัยเชิงปริมาณ ดำเนินการสอบถามความคิดเห็นประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15 กันยายน ถึง 12 ตุลาคม 2560 รวมทั้งสิ้น 7,008 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น และกำหนดลักษณะกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับประชากรเป้าหมายจริง

ในตอนที่แล้วสำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้านำเสนอไปว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล, ภาคกลางและภาคเหนือ ส่วนคนภาคอีสานและภาคใต้ ชอบเล่นหวยใต้ดินมากกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล ขณะเดียวกัน ก็มีคนไทยประมาณ 2.34 ล้านคน เดินทางไปเล่นการพนันในต่างแดน และที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามว่า เริ่มต้นเล่นการพนันตั้งแต่อายุ 7 ปี และอายุมากที่สุด 60 ปี

  • ผลสำรวจพฤติกรรมการพนันปี ’60 พบคนไทยเริ่มเล่นตั้งแต่ 7 ขวบ – กว่า 2 .3 ล้านคน เล่นพนันข้ามชาติ
  • คนไทย 66 ล้านคน เล่นการพนัน 29 ล้านคน

    ในรายงานศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ปี 2561 ยังมีการจัดทำประมาณการจำนวนนักพนันไทยในปี 2560 พบว่า ประชากรไทยจำนวน 66 ล้านคน อายุ 15 ปีขึ้นไป มี 52 ล้านคน ในจำนวนนี้ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คาดว่ามีคนไทยเล่นการพนัน 28.93 ล้านคน มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อปี 2558 ประมาณ 1.54 ล้านคน กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสานเล่นการพนันมากที่สุด 10.51 ล้านคน รองลงมาเป็นภาคกลาง 5.34 ล้านคน, ภาคเหนือ 4.99 ล้านคน, กรุงเทพฯ และปริมณฑล 4.20 ล้านคน และภาคใต้ 3.89 ล้านคน

    หากเปรียบเทียบจำนวนสัดส่วนนักพนันต่อจำนวนประชากรในแต่ละภาค พบว่ามีนักพนันอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันทุกภาค กล่าวคือ อยู่ในช่วงร้อยละ 50.2-58.8 ของจำนวนประชากร

    ปี’60 นักพนันหน้าใหม่เพิ่ม 6 แสนคน หญิงมากกว่าชาย 6 เท่า

    นักพนันจำนวน 28.93 ล้านคน หากจำแนกตามเพศ แบ่งเป็น นักพนันหญิง 14.61 ล้านคน เปรียบเทียบกับผลการสำรวจปี 2558 เพิ่มขึ้น 1.31 ล้านคน หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 ส่วนนักพนันชายมี 14.32 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.29 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 สรุปในปี 2560 นักพนันเพศหญิงมีอัตราการเพิ่มสูงกว่านักพนันเพศชายเกือบ 6 เท่า และในจำนวนนักพนันทั้งหมดนี้ แบ่งเป็นนักพนันหน้าเก่าที่เคยเล่นการพนันมาก่อน, ยังคงเล่น และกลับมาเล่นต่อในปี 2560 มีจำนวน 28.30 ล้านคน เป็นนักพนันหน้าใหม่ที่ไม่เคยเล่นการพนันมาก่อน แต่เพิ่งมาเริ่มเล่นการพนันในปีนี้มี 6.28 แสนคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นนักพนันหญิง 3.74 แสนคน นักพนันชาย 2.54 แสนคน

    “กลุ่มวัยทำงาน” เล่นการพนันมากที่สุด 19 ล้านคน

    จำแนกตามช่วงอายุ พบว่า วัยทำงานเป็นกลุ่มที่เล่นการพนันกันมากที่สุด โดยคนที่มีอายุ 30-39 ปี เล่นการพนัน 6.23 ล้านคน ช่วงอายุ 40-49 ปี เล่นการพนัน 6.68 ล้านคน และช่วงอายุ 50-59 ปี มีนักพนัน 5.89 ล้านคน รองลงมาเป็นกลุ่มผู้สูงวัย อายุ 60 ปี ขึ้นไป หรือ “วัยเกษียณ” ไม่มีรายได้หลักเหมือนในอดีต แต่เป็นวัยที่มีเวลาว่างมาก และมีเงินออมจากการทำงาน ปี 2560 มีกลุ่มผู้สูงวัยเล่นการพนัน 4.10 ล้านคน และ กลุ่มที่ 3 เยาวชนอนาคตของชาติ อายุ 15-25 ปี เล่นการพนัน 3.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.90 หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนเยาวชนทั้งหมด

    ซื้อทั้ง “ลอตเตอรี่-หวยใต้ดิน” 12.6 ล้านคน

    การพนันที่ได้รับความนิยมจากคนไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล ประมาณการว่ามีคนไทยเล่นการพนันประเภทนี้ 21.43 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 2.36 ล้านคน ในจำนวนนี้มีนักพนันหน้าใหม่ 4.34 แสนคน

    อันดับ 2 หวยใต้ดิน มีคนเล่นการพนันประเภทนี้ 17.32 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 8.31 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นนักพนันหน้าใหม่ 2.75 แสนคน และที่น่าสนใจคือมีคนไทยซื้อทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดินควบคู่กันไปถึง 12.60 ล้านคน

    อันดับ 3 ไพ่ ประมาณ 4.12 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักพนันหน้าใหม่ 1.40 แสนคน

    อันดับ 4 ทายผลฟุตบอล ประมาณ 2.48 ล้านคน เพิ่มจากการสำรวจเมื่อปี 2558 ถึง 4.84 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นนักพนันหน้าใหม่ 1.17 แสนคน

    อันดับ 5 การพนันพื้นบ้าน เช่น ไก่ชน วัวชน ประมาณ 1.17 ล้านคน มีนักพนันหน้าใหม่เกิดขึ้น 60,994 คน

    อันดับ 6 หวยหุ้น ประมาณ 1.09 ล้านคน มีนักพนันหน้าใหม่เกิดขึ้น 36,932 คน

    อันดับ 7 ไฮโล, โปปั่น, กำถั่ว และน้ำเต้า ปู ปลา ประมาณ 1.09 ล้านคน มีนักพนันหน้าใหม่ 37,210 คน

    อันดับ 8 มวยหรือมวยตู้ ประมาณ 6.05 แสนคน มีนักพนันหน้าใหม่ 38,060 คน

    อันดับ 9 บิงโก ประมาณ 4.78 แสนคน และอันดับ 10 จับยี่กี, หวยปิงปอง, หวยอื่นๆ ประมาณ 4.35 แสนคน มีนักพนันหน้าใหม่ 44,854 คน

    “สลากกินแบ่งรัฐบาล” ก้าวขึ้นสู่การพนันอันดับ 1 ของเมืองไทย

    ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามจะแก้ปัญหาขายสลากเกินราคา โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใช้นโยบายพิมพ์สลากเพิ่ม ทำให้ปริมาณสลากฯ ที่หมุนเวียนในตลาดมีปริมาณเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด นับจากเดือนพฤษภาคม 2558 เคยพิมพ์สลากฯ ออกขายที่งวดละ 37 ล้านใบ เดือนพฤศจิกายน 2558 เพิ่มเป็น 50 ล้านใบ และในเดือนพฤศจิกายน 2560 เพิ่มเป็น 80 ล้านใบ การเพิ่มปริมาณสลากฯ เข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้ค้าสลากรายย่อยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง

    ท่ามกลางบริบทการเพิ่มขึ้นของปริมาณสลากฯ และการแข่งขันที่รุนแรงตามที่กล่าวมานี้ ผลการสำรวจ ปี 2560 พบว่า มีคนไทยซื้อสลากฯ เพิ่มขึ้น 2.36 ล้านคน เมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2558 เกือบ 1 ใน 5 ของคนเหล่านี้เป็นนักพนันหน้าใหม่ 4.34 แสนคน ในอดีตนักพนันหน้าใหม่กลุ่มนี้อาจไม่เคยซื้อสลากฯ มาก่อน แต่ด้วยสภาพของการแข่งขัน เมื่อเดินผ่านแผงขายลอตเตอรี่แล้ว อาจจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเลขเด็ด คนที่ถูกรางวัลใหญ่ หรือมีผู้ค้ารายย่อยมาเชิญชวน เพิ่งมาตัดสนใจซื้อสลากในปี 2560

    2 ปี ตลาดสลากฯ ขยายตัว 2 เท่า เงินสะพัด 1.4 แสนล้าน

    การเติบโตทั้งในด้านของปริมาณสลากและจำนวนผู้เล่นเช่นนี้ ทำให้ตลาดของสลากกินแบ่งรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขยายตัว 2 เท่าตัว โดยในปี 2558 ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ประมาณการยอดเงินหมุนเวียนในตลาดสลากกินแบ่งรัฐบาล 77,143 ล้านบาท ปี 2560 เพิ่มเป็น 140,549 ล้านบาท สลากกินแบ่งรัฐบาลกลายเป็นการพนันที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย จากเดิมที่เคยมีขนาดเล็กกว่าการพนันทายผลฟุตบอลและหวยใต้ดิน

    “เยาวชน” ซื้อลอตเตอรี่ 2 ล้านคน อายุต่ำกว่า 18 ปีกว่า 1 แสนคน

    ภาพรวมนักพนันสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คนซื้อลอตเตอรี่ในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (11.21 ล้านคน และ 10.22 ล้านคน ตามลำดับ) กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ โดยอยู่ในภาคอีสานมากที่สุด รองลงมาคือ ภาคกลาง, ภาคเหนือ, กรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคใต้ ตามลำดับ

    นักพนันสลากฯ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงานที่อายุ 30-59 ปี รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปี มีประมาณ 3.07 ล้านคน อย่างไรก็ดี มีเยาวชนอายุ 15-25 ปี ซื้อสลากฯ มากถึง 2.08 ล้านคน ในจำนวนนี้อายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ซื้อสลากฯ (15-17 ปี) จำนวน 1.37 แสนคน

    ผลการสำรวจปี 2558 พบว่านักพนันสลากฯ มักจะซื้อสลากตามแผงมากกว่าซื้อจากผู้ค้าที่เดินเร่ขาย สวนทางกับผลสำรวจปี 2560 พบว่า คนไทยซื้อสลากฯ ผ่านคนเดินเร่ขาย (กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.3 ระบุ) มากกว่าซื้อตามแผงร้อยละ 66.1 ผลการสำรวจปีนี้อาจะชี้ให้เห็นได้ว่า สภาพการแข่งขันของผู้ค้าสลากฯ โดยใช้การตลาดเชิงรุกในการเข้าถึงผู้ซื้อสลากมีมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นความต้องการในการเล่นพนันสลากกินแบ่งรัฐบาล เห็นได้จากความถี่ของการเล่นพนันสลากฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2560 นักพนันจะซื้อลอตเตอรี่ เฉลี่ย 9 งวด ส่วนปี 2558 ซื้อลอตเตอรี่เฉลี่ยที่ 7 งวด ส่วนคนที่ซื้อลอตเตอรี่ทุกงวด (24 งวด) นั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    สุดท้ายเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการซื้อสลากฯ ปี 2560 คนไทยจ่ายเงินซื้อสลากฯ แต่ละงวดมากขึ้น เฉลี่ย 275 บาทต่องวด แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 37.7 ยังคงซื้อสลากงวดละไม่เกิน 100 บาท แต่โดยภาพรวมแล้วร้อยละ 92.8 ของนักพนันสลากฯ จ่ายเงินซื้อสลากไม่เกิน 500 บาทต่องวด แต่พบว่าคนที่เล่นพนันด้วยเงิน 501-3,000 บาทต่องวด มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น จากร้อยละ 3.5 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 7.9 ในปี 2560 กล่าวคือ นักพนันสลากฯ ประเภท “เล่นหนัก” กำลังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น