“บิ๊กตู่” ยัน 6 คำถามไม่เกี่ยวการเมือง – เป้าหมายใช้บริหาร ปท. -มติ ครม.ตั้ง “กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา”

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

ยัน 6 คำถามไม่เกี่ยวการเมือง – เป้าหมายใช้บริหาร ปท.

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงความคืบหน้าในการให้ประชาชนตอบ 6 คำถามของนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นการรับฟังความเห็นของประชาชน ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งตนต้องการนำมาใช้ในการบริหารงานของตนเอง ไม่อยากให้ไปกระทบกับคนอื่น เพราะคำถามดังกล่าวมีหลายประเด็น จะกลายเป็นว่ามาสนับสนุนตนฝ่ายเดียว ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่สามารถไปบังคับประชาชนได้

“หลายคนพูดว่าประชาชนเขาจะกล้าพูดความจริงหรือ ถ้าไม่กล้าเขาจะมาตอบหรือ ก็เป็นเรื่องของเขา ให้ความเป็นธรรมกับผมหน่อย ซึ่งใน 4 คำถามแรกก็มีคนมาตอบประมาณล้านกว่าคน ครั้งนี้เราก็ให้มาตอบได้อีกในคำถาม 6 ข้อ จะตอบกี่ครั้งก็ได้ ให้มีการบันทึกไว้ให้จัดเจนว่าคนเก่าคนใหม่อย่างไร ผมสั่งการกระทรวงมหาดไทยไปแล้วให้แยกอาชีพ อะไรต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการทำโพล ที่เป็นการสุ่มตัวอย่างเอา มีคำถามเกี่ยวข้องกับส่วนงานอื่นๆ ทั้งเรื่องอุตสาหกรรม การเงินการลงทุน หากเอาไปถามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเขาก็ตอบไม่ได้ มันอาจจะมีปัญหาในเชิงข้อเท็จจริง”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า 4 คำถามแรกมีประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ปฏิรูปประเทศ แต่ตนไม่สามารถเอามาพูดได้ว่าจะปฏิรูปก่อนหรือปฏิรูปทีหลังการเลือกตั้ง เดี๋ยวจะหาว่ามาเข้าข้างตน ซึ่งการปฏิรูปก็มีอยู่แค่ 2 อย่าง คือปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้ง อย่างอื่นประชาชนเขาก็เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง จะมีรัฐบาลในอำนาจได้หรือไม่ ซึ่งสรุปแล้วเหมือนกับว่าไม่แน่ใจมากกว่าแน่ใจที่จะได้ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตนต้องนำมาขับเคลื่อน ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในครั้งต่อไปว่าจะได้รัฐบาลที่ดี มีธรรมาภิบาล

“คำถามของผมต่อเนื่องกันทั้งหมด เพื่อจะทำความเข้าใจประชาชนในคำถามชุดแรก หากประชาชนไม่มั่นใจก็ต้องมาต่อตรงนี้ ว่าจะมีพรรคการเมืองใหม่อย่างไร นโยบายควรเป็นอย่างไร หากเขาต้องการทำอะไรใหม่ผมก็จะใส่เข้าไปในการบริหารราชการของผม นั่นคือหลักการทำคำถามของผม หากมองแต่การเมืองอย่างเดียวก็แย่ ผมไม่มีโอกาสฟังใครเลยหรือ รัฐบาลนั้นรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ใครอยากจะว่าผม ไม่ชอบผมก็ว่ามา ไม่ลงโทษ เพราะไม่ผิดอะไร เป็นเพียงความเห็น”

ต่อคำถามว่าจะเปิดรับคำถามทางโซเชียลมีเดียหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ ระบุว่า ความเห็นในโซเชียลนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และมีการบิดเบือนมาก อย่างที่บอกตนพยายามที่จะปรับรูปแบบการทำงานของตนตามที่ประชาชนต้องการ พร้อมย้ำว่าไม่ต้องการให้เป็นประเด็นทางการเมืองว่าจะอยู่ต่อหรือเดินหน้าต่ออย่างไร อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต เป็นเรื่องของประชาชนในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ว่าอย่างไร ตนก็ไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ และกำหนดอนาคตก็ไม่ได้

เตรียมทูลเกล้าฯ ขยายเวลาเข้าชมพระเมรุมาศ

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามถึงการขยายเวลาเข้าเยี่ยมชมพระเมรุมาศว่า อยู่ระหว่างการสำรวจความต้องการของประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ซึ่งตามกำหนดการจะเปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 นี้ หากสรุปความชัดเจนได้แล้วจะทำเรื่องทูลเกล้าฯ ต่อในหลวง ซึ่งตนคิดว่าหากเป็นความต้องการของประชาชนคงได้รับอนุญาตอยู่แล้ว อะไรที่ประชาชนต้องการจะทำให้ เพียงขอให้ลดผลกระทบในช่วงนี้สักหน่อย

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีระบุว่า รายงานตัวเลขจำนวนประชาชนที่เข้าเยี่ยมชมพระเมรุมาศวันนี้มีกว่า 1 ล้านคนแล้ว และยังมีประชาชนทยอยเข้าชมเป็นจำนวนมากทุกวัน โดยเฉพาะวันเสาร์ เช่นตย์ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการเผยแพร่ภาพไปยังต่างประเทศ

“ต่างประเทศก็สงสัย พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร จบไปแล้ว ทำไมคนยังเยอะขนาดนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความรักความศรัทธา ความเชื่อมั่นในสถาบันของเราซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม ผมไปประชุมเอเปกและประชุมอาเซียน ได้รับเสียงชื่นชมพระราชพิธีว่างดงาม เขาบอกว่ารับรู้แล้วว่าคนไทยรักพระเจ้าอยู่หัวมาก ต่างประเทศ ก็ยอมรับในสิ่งที่พระองค์ท่าน ไม่เฉพาะกับประเทศไทย ทั้งในประชาคมโลกด้วย สหประชาชาติ เลขาธิการสหภาพยุโรป หรือ ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ต่างชื่นชมในความมีเอกลักษณ์ของเรา ประวัติศาสตร์ ความงดงามในศิลปวัฒนธรรมของเรา ซึ่งเป็นการดี สิ่งไหนที่เขายังไม่เข้าใจเรา ก็ต้องใช้เวลาในการอธิบายด้วยการทำงานของเรา ผมไม่ต้องการบิดเบือนใดๆ ถ้าเกิดความเสียหายให้เป็นเรื่องของผม ผมจะรับผิดชอบ แต่ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะเราล้วนอยู่ในปัญหาและสถานการณ์เดียวกันมาโดยตลอดหลายสิบปี ก็ต้องแก้ไขให้ได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

วอนสังคมร่วมตรวจสอบ-แจ้งข้อมูล”บัตรคนจน”เป็นเท็จ

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ว่า รัฐบาลทำเรื่องนี้ในปีที่ 3 เพราะต้องมีการทำข้อมูล แยกกลุ่มให้ชัดเจน และตราบใดที่เราไม่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของตัวเองหรือกลุ่มของตัวเอง ก็จะมีคนไม่ซื่อสัตย์อยู่ เท่าที่มีข่าวออกมา มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เหมาะสมที่จะได้บัตรคนจน ซึ่งขอให้แจ้งข้อมูลมาที่ตน จะส่งเป็นทางลับก็ได้ จะได้มีการตรวจสอบและถอนบัตรออก ซึ่งจะมีมาตรการลงโทษ

“เรื่องนี้สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบ เพราะการประกอบอาชีพมีหลายอย่าง ทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน และไม่มีหลักฐานทางกฎหมาย บัญชีก็มีจำนวนเงินน้อยกว่าที่กำหนด นี่คือความยากง่ายสังคมต้องช่วยกัน ถามว่ามีนโยบายที่ดีกว่าไหมที่จะคัดแยกคนออกเป็นกลุ่มๆ ไม่อย่างนั้นเราจะดูแลไม่ได้ รัฐบาลจะดูแลทุกกลุ่มทั้ง บน กลาง ล่าง อย่างวันนี้ระดับล่างเราก็ช่วยไป 300 บาท ก็ใช้งบประมาณเยอะพอสมควร แต่จะให้เงินจำนวนมากๆ แล้วให้ไปซื้อของเอง ก็ทำไม่ได้ เพราะจะหมดไปกับเรื่องอื่น เช่น บางครอบครัวก็เอาไปกินเหล้าหมด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ครม.นัดหารือ “ของขวัญปีใหม่”สัปดาห์หน้า

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามเรื่องของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลจะมอบให้ประชาชนในปี 2560 ว่า เรื่องของขวัญนั้นมีมาตรการช็อปช่วยชาติไปแล้ว สำหรับของขวัญอื่นๆ นั้นตนให้ทุกวันอยู่แล้ว คือความคิดใหม่ๆ แต่ทุกระทรวงคงจะมีออกมา โดยสัปดาห์หน้า ครม. จะประชุมกันอีก

“ยังไม่ถึงปีใหม่เลยไม่รีบร้อน ผมคิดใหม่ทุกวันจะมีงานอะไรให้ใหม่ขึ้นมา สั่งการกระทรวงอย่างไร แต่ทั้งหมดก็ติดกับพื้นฐานเดิมที่มีปัญหาต้องไปรื้อ ทำให้หลายอย่างช้า วันนี้ถ้าเราย้อนกลับไปดูหลายอย่างมันดีขึ้นโดยเฉพาะตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้นตามลำดับ เช่น ช็อปช่วยชาติก็เป็นมาตรการที่รัฐบาลที่ไม่ต้องเสียอะไรมากมาย ซึ่งไม่ซื้อก็ไม่ได้ ซื้อน้อยได้น้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้ ข้อสำคัญประชาชนมีโอกาสจ่ายเงินน้อยลงซื้อเท่าที่จำเป็น แต่ไม่ต้องการให้ไปฟุ่มเฟือย และอย่าไปมองบริษัทที่ขายของว่าเป็นคนรวยได้ประโยชน์ เพราะมีการจ้างงาน มีกำไรรัฐบาลได้ภาษี สร้างระบบการหมุนเวียนของเงิน ทุกมาตรการภาษีของรัฐบาลลดลงเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่รัฐบาลคาดหวังคือธุรกิจอยู่ต่อได้ไม่ล้ม ไม่มีคนซื้อไม่มีคนผลิต ผลิตมากก็ขายไม่ออกแล้วไม่ยิ่งกว่าหรือ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

จัดระเบียบ “สตรีทฟู้ด-หาดพัทยา”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ในที่ประชุม ตนได้สั่งการไปยังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ทบทวนการค้าขายอาหารริมทาง (สตรีทฟู้ด) รวมถึงการขายของแผงลอยตามถนนหนทาง ให้มีการจัดระเบียบ เช่น การยุบรวมการค้าขายบางพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการสัญจรไปมาของผู้คน โดยมีแนวคิดให้มาค้าขายเป็นกลุ่มๆ ในอีกพื้นที่หนึ่ง เพื่อปล่อยพื้นที่ถนนทางเดินให้โล่ง แต่คงไม่ห้ามทั้งหมด เพราะประชาชนจะไม่มีรายได้ และผู้ค้าขายก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ใด โดยทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ

“ถ้ามันเยอะมาก จะสลับวันค้าขายกันได้หรือไม่ ไม่ใช่จะขายแช่กันทุกวัน เพราะคนอื่นจะไม่ได้ขาย ผมได้ให้นโยบายไปแล้ว ไม่ได้ไล่คนออกหมด แต่บางพื้นที่ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้ทำได้ ก็คงทำไม่ได้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องหาวิธีที่ละมุนละม่อม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวต่อไปถึงการจัดระเบียบชายหาดเมืองพัทยาว่า ตนให้แนวทางกับข้าราชการเทศบาลเมืองพัทยา จ.ชลบุรี แล้วว่าควรบริหารจัดการเมืองพัทยาให้เป็น 2 ส่วน คือ 1. เมืองพัทยาแบบดั้งเดิม ต้องจัดระเบียบให้มีความเรียบร้อยและถูกต้องตามกฎหมาย 2. การจัดระเบียบในหาดจอมเทียน ซึ่งอาจมีความแตกต่างกัน โดยจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะเที่ยวสถานบันเทิงแบบดั้งเดิม หรือว่าจะเที่ยวในแหล่งธรรมชาติแบบหาดจอมเทียนเป็นตัวอย่าง แต่ทั้งหมดจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย นอกจากนี้ควรมีการจัดระเบียบพื้นที่การขายอาหารบนชายหาด พร้อมกับให้มีชายหาดอีกส่วน ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเพื่อให้ประชาชนสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วย

“ผมไปต่างประเทศ ได้เห็นชายหาดของเขา จึงคิดว่าถ้าชายหาดโล่งเกินก็เหมือนไม่มีชีวิตจิตใจ ดังนั้นต้องจัดโซนให้คนสามารถเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็นนั่งเล่น จิบเบียร์ หรือเล่นกีฬา และสามรถขายของได้ด้วย แต่ไม่ใช่ขายเยอะเหมือนอย่างบ้านเรา โดยต้องแบ่งพื้นที่ว่าจะขายพื้นที่ใดและปล่อยให้โล่งพื้นที่ใด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

โยน “บิ๊กป้อม” แจง กรณี นร.เตรียมทหารเสียชีวิต

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีญาติ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ข้องใจอวัยวะภายในหายไปหลังการผ่าพิสูจน์ครั้งแรก ว่า ทราบเรื่องนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 แล้ว จากรายงานพบว่าเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แต่มีปัญหาที่ผู้ปกครอง โดยรายละเอียดต้องไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ได้มีการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตโดยนำปอดและหัวใจไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งผู้ปกครองได้ให้แพทย์อีกคณะมาชันสูตร ปรากฏว่าไม่พบปอดและหัวใจ เรื่องนี้ก็ต้องมาคุยกันเอาตรวจกันอีกครั้ง

“เท่าที่ทราบเขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ตนก็เสียใจเพราะเขาเป็นทหารรุ่นหลานไม่อยากให้ใครเสียชีวิต แต่ตนก็สงสัยเพราะทุกคนที่ไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหารต้องแข็งแรง ตนก็ยังไม่รู้ในรายละเอียด แต่ทราบว่าเด็กคนนี้ป่วยบ่อย รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลในโรงเรียนเตรียมทหารอยู่เป็นระยะๆ ก็ต้องไปดูประวัติการรักษาด้วย ไม่มีใครอยากให้ใครเสียชีวิตหรอก แต่ถ้าตายผิดธรรมชาติก็ต้องลงโทษ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ปัดตอบอ.ยักษ์นั่งรมว.เกษตร – ชี้ยังไม่ชัดเจน

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกระแสข่าวให้นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรว่า กรณีดังกล่าวยังไม่ชัดเจน จึงไม่ขอให้รายละเอียดในขณะนี้ เพราะใครจะมาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ หากนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเมือง ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่วันนี้รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากการเมือง

“ไม่ใช่ว่ากระทรวงนี้มาจากรัฐบาลพรรคใคร เสนอขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ กับผมไม่มีการเมือง ดังนั้นเสนออะไรมาเป็นเรื่องของตนที่จะนำเข้า ครม. หรือไม่ ซึ่งจะมีคณะกรรมการที่ช่วยตรวจสอบ ตรวจทาน เรื่องที่จะเข้า ครม. ไม่ได้อนุมัติง่ายเพียงแค่เซ็นชื่อ แต่ทุกอย่างต้องสอดคล้องกับแผนการเดินหน้าประเทศ แผนการใช้จ่ายงบประมาณ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ต่อคำถามว่าคาดหวังกับ ครม. ชุดใหม่อย่างไร และจะขับเคลื่อนโรดแมปที่ตั้งไว้สำเร็จหรือไม่นั้น พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนคาดหวังรัฐมนตรี และ ครม. ไม่ว่าจะ ครม.ใด ทั้งนี้ผมเน้นการเปลี่ยนแปลง การกระจายรายได้ และการดูแลผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สำหรับกรณี ด.ช.ณัฐภาคย์ แย้มพรายภิรมย์ หรือน้องซีจี ให้กำลังใจให้นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งต่อไปนานๆ นั้น เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของเด็ก ซึ่งตนมีทั้งคนที่รักตน และคนที่ไม่ชอบตน เป็นเรื่องธรรมดา ตนไม่สามารถบังคับให้ทุกคนมารักตนได้ แต่หากจะรักขอให้รักรัฐบาล รัก คสช. เพราะว่าเราทำอะไรให้เขา หากประชาชนไม่เข้าใจ ก็พร้อมจะทำความเข้าใจต่อไปเรื่อยๆ

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบรรยากาศในการประชุม ครม. ว่าเป็นไปปกติเหมือนทุกครั้ง โดยหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการในที่ประชุม ครม. แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงความจำเป็นในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีรู้สึกไม่ดีต่อคณะรัฐมนตรีคนหนึ่งคนใด แต่การปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การทำงานเกิดความฉับไวและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้น หากบุคคลใดถูกปรับออกขออย่าได้เกิดความน้อยใจ นายกรัฐมนตรีมีความรู้สึกเสียใจมากกว่าบุคคลอื่น เพราะต้องรับผิดชอบ และเมื่อมีความจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการตามนั้น

จัด “สายสืบ” ลุยตรวจขรก.รับ “ส่วย”-จับได้โทษหนัก 2 เท่า

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตว่า ตนไม่ได้ปล่อยปละละเลยเรื่องดังกล่าว หลายคดีมีการนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีและการตรวจสอบ ทั้งบุคคลคนทั่วไปและอดีตนักการเมือง มีหลายคดีซึ่งไม่เคยได้รับการตรวจสอบก็ได้รับการตรวจสอบ โดยตนได้สั่งการในที่ประชุม ครม. ไปแล้วทั้งในระดับรัฐมนตรีเองหรือ ผู้ใกล้ชิดรัฐมนตรี หรือในสายงานที่ไปถ่ายทอดข้อมูลแล้วบิดเบือนข้อมูล เพื่อผลประโยชน์ตนเอง ตนจะลงโทษทั้งหมด

“สิ่งที่ผมกังวลในขณะนี้คือการเรียกรับผลประโยชน์ในระดับล่างมีหลายหน่วยงานด้วยกันที่ทำงานในระดับพื้นที่ มีการกล่าวอ้างต่อกันเป็นทอดๆ ตอนนี้ผมกำลังจัดชุดสายสืบพิเศษของผมลงไป ไม่ว่าจะห้างร้านที่เคยถูกเรียกเงินก็จะถูกตรวจสอบหมด ผมประกาศไปเลยว่าห้างร้านไม่ต้องจ่ายเงินใครทั้งสิ้น หากทำความผิดแล้วถูกลงโทษเฉพาะรายผมจะลงโทษคนทำเป็น 2 เท่า เพราะผิดเหมือนกันแต่จ่ายเงินอย่างนี้ไม่ได้ หากมีการร่วมมือแม้เพียงต้องการจะอยู่รอดแล้วตนจะทำอย่างไร ดังนั้นทุกคนก็ต้องช่วยกันปฏิบัติให้ถูกกฎหมายก่อนด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

สั่ง “เจรตำรวจ” สอบส่วยภูเก็ต

พล.อ. ประยุทธ์ ตอบคำถามกรณีการร้องเรียนเรื่องส่วย 100 ล้านบาท ที่จังหวัดภูเก็ต ว่า พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีคำสั่งย้ายนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง 12 นาย ให้มาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว (สตช.) และขณะนี้ สตช. ได้ส่ง พล.ต.ต.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ไปสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องตำรวจสอบตำรวจ เพราะถือว่าเป็นกลไกปกติ ซึ่งการตรวจสอบต้องไม่ทิ้งในทุกประเด็น ทั้งจากประชาชน จากโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ว่าจะตัดสินกันเองว่าผิดหรือถูก โดยทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน

“วันนี้มีการตรวจสอบทุจริต เก็บส่วย ความเชื่อมโยงระหว่างตำรวจกับฝ่ายปกครองมาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งเรื่องการขัดแย้งผลประโยชน์ การซื้อขายตำแหน่ง จะต้องตรวจสอบทั้งหมด เพราะฉะนั้นประชาชนให้ข้อมูลได้ ตำรวจและรัฐบาลยินดีรับข้อมูล สื่ออะไรต่างๆ ไม่ต้องกลัว นี่คือสิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริต ทุกคนต้องช่วยกันดู แต่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคนเพราะมีกฎหมายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหาร คนดีๆ ก็มีอยู่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

เล็งใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ฟ้องสื่อ เสนอข่าวบิดเบือน

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงการจะนำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ 2560 มาบังคับใช้ให้เข้มงวดขึ้นว่า การให้ข้อมูลบิดเบือน ข้อมูลเท็จ ข้อมูลสร้างความเกลียดชัง กฎหมายมีอยู่แล้ว และที่ตนจำเป็นต้องพูดวันนี้เพราะอะไร เนื่องจากคณะกรรมการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าสรุปมาแล้วว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช่กฎหมายตัวนี้ เพื่อไม่ให้สร้างความเกลียดชังไปเรื่อยๆ แล้วจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างไร

สำหรับร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ตนไม่ได้ไปเร่งรัดอะไร เขาศึกษากันอยู่ตลอด สื่อยอมหรือไม่ ก็ไม่ยอมอีก แล้วสื่อดูแลกันเองได้หรือไม่ ก็ไม่ได้อีก ไม่รู้ก็ไปหามาให้ได้ข้อสรุป

“ฉันจะไปสร้างศึกทำไม แต่ท่านก็ต้องทำให้สังคมสงบเรียบร้อย เตือนเสียก่อนไม่ว่าใครทั้งสิ้น ต่อไปนี้ใครบิดเบือนมากๆ ไม่ใช้ข้อเท็จจริง หรือ สร้างความเกลียดชังจะต้องถูกฟ้องศาลกันบ้างคราวนี้ ผมไม่ต้องการรังแกใคร นักการเมืองก็อย่าทำ ทุกคนทุกพวก ถ้าทำให้ประเทศเสียหาย ก็ต้องโดนฟ้องกันบ้าง ไม่งั้นผมก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้สงบได้ อำนาจก็ไม่ใช้ คสช. ก็ไม่ใช้อำนาจ แล้วมันจะอยู่กันยังไง ผมไม่เคยบังคับอะไรสื่อ มีใครถูกจับติดคุกหรือยัง มีใครโดนฟ้องหรือยัง แต่คนไม่ดี มันก็ต้องโดนบ้าง พวกที่อยู่ข้างหลัง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน พล.ท. สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้เข้มงวดนั้น นายกรัฐมนตรีได้รับการประสานงานจากคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนอย่างเดียว รวมถึงสถาบันพระปกเกล้ามีความเห็นสอดคล้องกันว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของสื่อมวลชนกฎหมายมีระเบียบที่ชัดเจนและทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าอะไรทำได้ อะไรที่ทำแล้วไปละเมิดสิทธิคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องโชเซียลมีเดีย นายกรัฐมนตรีจึงกำชับรัฐมนตรีต้นสังกัดทุกกระทรวงให้กวดขันกับหัวหน้าหน่วยงานภายในกระทรวง ให้พิจารณาตรวจสอบข้อมูลในโชเซียลมีเดียว่าข้อมูลเหล่านั้นผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ จะต้องไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้จ้องทำร้ายใคร เพียงต้องการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย

มติ ครม. มีดังนี้

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ซ้าย) และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา)
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

อนุมัติสร้างบ้านเช่าคนจน 494 หน่วย วงเงิน 285 ล้าน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบการจัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยปี 2559 ระยะที่ 2 ทั้งสิ้น 3 โครงการ จำนวน 494 หน่วย วงเงิน 248.74 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินงบประมาณ 197.054 ล้านบาทและเงินกู้ภายในประเทศ 51.694 ล้านบาท ได้แก่ โครงการจังหวัดสมุทรสาคร (กระทุ่มแบน 3) ระยะที่ 1 จำนวน 196 หน่วย วงเงิน 111.098 ล้านบาท, โครงการจังหวัดเชียงใหม่ (หนองหอย) จำนวน 102 หน่วย วงเงิน 49.319 ล้านบาท และโครงการจังหวัดนครสวรรค์ 2 ระยะที่ 2 จำนวน 196 หน่วย วงเงิน 88.331 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายได้แก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พนักงานบริษัท ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และอื่นๆ โดยต้องมีรายได้ 16,501-24,700 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือนสำหรับในเขต กทม. และปริมณฑล และมีรายได้ 9,501-14,600 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือนในพื้นที่ต่างจังหวัด มีรูปแบบโครงการเป็นอาคารสูง 3-5 ชั้น ห้องละ 28 ตารางเมตร 1 ห้องนอน และห้องพัก 10% ในชั้นล่างจะรองรับการอยู่อาศัยของครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุและผู้พิการ โดยมีค่าเช่าประมาณ 1,700-2,800 ต่อเดือน ทั้งนี้โครงการมีผลตอบแทนจากการลงทุน 2.268 ล้านบาท และมีผลตอบแทนด้านการเงิน 7.46%

เห็นชอบตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ครม. เห็นชอบการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตามที่คณะกรรมอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาเสนอ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 วรรค 6 ระบุว่าให้ตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษาและกำหนดให้จัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

โดยมีเป้าหมายในเด็กกว่า 4.3 ล้านคนจากเด็กทั้งหมดในปัจจุบัน 13 ล้านคน รวมไปถึงการพัฒนาครูและระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการศึกษาทางไกลต่างๆ ด้วย โดยมีแหล่งที่มาของเงินทุนจาก 1) เงินประเดิมโดยรัฐบาล 1,000 ล้านบาท 2) เงินอุดหนุนรายปีที่เสนอเข้ามาเบื้องต้น 5% ของงบกระทรวงศึกษาธิการหรือ 25,000 ล้านบาท จากที่ปัจจุบันมีการอุดหนุนประมาณ 2,500 ล้านบาท หรือ 0.5% เท่านั้น 3) เงินบริจาคจากประชาชน โดยเงินบริจาคส่วน 5,000 บาทต่อคนต่อปี จะสามารถนำไปหักลดหย่อนได้ 2 เท่าตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และ 4) สลากการศึกษา ซึ่งยังต้องกำหนดว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด ทั้งนี้ การบริหารจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระวาระละ 3 ปีอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรีโดยตรง

“จากการศึกษาพบว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำส่วนหนึ่งมาจากการได้รับโอกาสศึกษาที่ไม่เท่ากัน โดยเด็กตั้งแต่เกิดจะไม่มีความแตกต่างกันมาก แต่พออายุ 6 ปีหากได้รับการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน ผลจะเริ่มแสดงออกมา และพอเข้าสู่ในวัยเรียนภาคบังคับจนถึงอายุ 18 ปี ความแตกต่างจะยิ่งมากขึ้นและส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำในที่สุด ดังนั้น โครงการนี้พยายามจะแก้ไขปัญหานี้โดยต่างจากกองทุน กยศ. ที่จะเป็นการกู้ยืม แต่กองทุนนี้จะให้เปล่า ซึ่งคณะกรรมการจะกำหนดรายละเอียดต่อไป” นายกอบศักดิ์ กล่าว

ผ่านร่าง พ.ร.บ. รับผิดต่อความชำรุดของสินค้า

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความชำรุดของสินค้า พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องของสินค้าและช่วยคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติมจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากในอดีตสินค้าไม่มีความซับซ้อนและสามารถตรวจสอบได้ง่ายขณะที่ซื้อ แต่ในปัจจุบันต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบ เช่นรถยนต์หรือโทรศัพท์มือถือ และควรมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมาคุ้มครองผู้บริโภค

พระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้เช่าซื้อมีสิทธิเท่าผู้ซื้อ จากเดิมที่กรรมสิทธิ์ของผู้เช่าซื้อยังเป็นของธนาคารหรือผู้ประกอบการจนกว่าจะผ่อนชำระแล้วเสร็จ ทำให้เมื่อมีปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่องไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้, กำหนดนิยามให้ชัดเจนมากขึ้น, กำหนดสิทธิของผู้บริโภคเพิ่มเติม เช่น มีสิทธิเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า ลดราคา หรือคืนเงินได้ รวมทั้งเงินชดเชยค่าเสียหายต่างๆ และกำหนดบทสันนิฐานคุ้มครองผู้บริโภคกรณีเกิดความชำรุดบกพร่องในระยะเวลา 6 เดือนแรกว่าเป็นความบกพร่องตั้งแต่แรกและให้ผู้ขายเป็นผู้พิสูจน์ว่าสินค้าไม่ได้ชำรุดบกพร่องตั้งแต่แรก ทั้งนี้ มีบทยกเว้นในกรณีที่ผู้บริโภคทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่บกพร่อง เช่น สินค้าตกมาตรฐานที่ขายในราคาถูกลง เป็นต้น

“หลังจากนี้จะส่งให้กฤษฎีกาตรวจสอบ ซึ่งอาจจะมีการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสินค้าอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องเพียงใด อย่างเรื่องบทสันนิฐาน 6 เดือนอาจจะไม่ทุกสินค้า” นายณัฐพร กล่าว

ยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าบ้านเขาดิน จ.สระแก้ว เป็นจุดผ่านแดนถาวร

นายณัฐพร กล่าวว่า ครม. เห็นชอบยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าที่บ้านเขาดิน อ.คลองหาด จ.สระแก้ว เป็นจุดผ่านแดนถาวร เนื่องจากมีปริมาณการค้าและการเดินทางเข้าออกของบุคคลจำนวนมากและสม่ำเสมอ โดยปี 2559 มีคนไทยข้ามแดนไปกัมพูชา 1,156 คน ขณะที่คนกัมพูชาเดินทางเข้ามาไทย 1,056,775 คน มีมูลค่าการนำเข้าสินค้า 3,587 ล้านบาท ส่งออก 2,984 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีความพร้อมและมีศักยภาพในด้านคมนาคม ซึ่งปัจจุบันมีสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 9 เมตร ยาว 51 เมตร ขณะที่สภาพถนนฝั่งกัมพูชาเป็นถนนลาดยาง มี 2 ช่องทางจราจร และยังมีความพร้อมของส่วนราชการและหน่วยงานเจ้าหน้าที่ และมีทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากรดำเนินการอยู่แล้ว อนึ่งปัจจุบันชายแดนไทย-กัมพูชา มีจุดผ่านแดนถาวรแล้ว 6 แห่ง คือ ที่ศรีสะเกษ สุรินทร์ สระแก้ว ตราด อย่างละ 1 แห่ง และที่จันทบุรี 2 แห่ง นอกจากนี้ยังมีจุดผ่อนปรนการค้าอีก 10 แห่ง

เห็นชอบมาตราการยกอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจปีหน้า

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ครม. มีมติรับทราบมาตรการเกี่ยวกับการพัฒนาความยากง่ายในการทำธุรกิจปี 2561 หรือ Doing Business 2019 ของธนาคารโลก ทั้งด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ด้านการขอใช้ไฟฟ้า ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน ด้านการได้รับสินเชื่อ ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน ด้านการชำระภาษี ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง ด้านการแก้ไขปัญหาการล้มละลาย ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีรายละเอียดดังนี้

Doing Business 2019

ไฟเขียว สขช. เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ 34 รายการ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการขอใช้ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนในความครอบครองของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เสนอ โดยก่อนหน้านี้ สขช. ได้เสนอกฎหมายฉบับนี้และผ่านความเห็นชอบของ ครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นปรับปรุงแก้ไขโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่เกิดช่องว่างขึ้นคือระหว่างที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ จึงขอความเห็นชอบจาก ครม. เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้

“ทั้งนี้มีหน่วยงานราชการที่ทีมีความจำเป็นจะต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งสิ้น 34 ฐานข้อมูล โดยข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลที่ลึกลับ แต่เป็นข้อมูลของประชาชนที่ถูกเปิดเผยอยู่แล้วจากการติดต่อราชการ เช่น ใบอนุญาตพกพาอาวุธ ข้อมูลใบขับขี่ ใบสำคัญการสมรส หลักฐานการกู้เงิน เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานที่รับผิดชอบ สขช. จึงขอเชื่อมโยงข้อมูลที่ถือเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งทุกประเทศปฏิบัติเช่นนี้ เพื่อให้หน่วยงานงานความมั่นคงสามารถดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องคดีความ เช่น ฆาตกรรม ทุจริตประพฤติมิชอบ หรือก่อเหตุร้ายแล้วออกนอกประเทศ สิ่งเหล่านี้สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติจะสามารถดึงข้อมูลมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด โดยการขอเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวจะดำเนินการจนกว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำนำนักนายกรัฐมนตรี
ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

ยุบ พ.ร.บ. ส่งเสริม ปชช. ต้านทุจิตฯ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาขอเพิ่มเติมกฎหมายทางด้านมาตรการฝ่ายบริหาร แทนการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ความรู้กับประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ ใครให้ข้อมูลเพื่อสืบพบต้นตอการทุจริตสามารถกันออกมาเป็นพยานได้โดยละเว้นไม่ดำเนินคดี

“หลังจากที่ ครม. มีมติผ่าน ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา จากนั้นให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปทำความเห็น พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปรากฏว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบพบว่าเนื้อหา สาระของกฎหมายดังกล่าวที่ ครม. ให้ความเห็นชอบมีเนื้อหาเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฉะนั้น การที่มีเนื้อความเดียวกัน การที่จะมาจัดทำร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่งก็ไม่มีความจำเป็น” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

ผ่านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อมฯ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ หลังจากที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. ไปแล้วเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป็นการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปี 2535 ทั้งฉบับ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยในกฎหมายฉบับดังกล่าวจะต้องมีการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดทั้งการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โดยผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ได้รับความยินยอมให้ดำเนินโครงการนั้นจะต้องรวบรวมผลการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดแล้วรายงานเสนอต่อเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนอนุญาตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และจะต้องมีการติดตามผลทุกปี

เห็นชอบเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบให้ประกาศใช้วาระแห่งชาติ เรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอมา ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนจะเข้าใจว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมักจะมีแนวทางการดำเนินงานไม่ลงรอยกับผู้ทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมจึงเสนอเรื่องดังกล่าว โดยมิติของเรื่องนี้มีเรื่องกรอบระยะเวลา 2 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561-2562 มีหลักการ 4 สร้าง 3 ปรับปรุง 2 ขับเคลื่อน และ 1 ลด

“โดย 4 สร้าง ประกอบไปด้วย 1. สร้างจิตสำนึกให้รู้จักเคารพสิทธิมนุษยชนและสิทธิผู้อื่น 2. สร้างระบบติดตามการ ละเมิดสิทธิ ที่ไหนบ้าง ใครมีส่วนเกี่ยวข้อง 3. สร้างวัฒนธรรมเคารพสิทธิของผู้อื่นทุกเรื่อง 4. สร้างเครือข่ายดูแลเรื่องสิทธิ ส่วน 3 ปรับปรุง ประกอบด้วย 1. ปรับปรุงฐานข้อมูล 2. ปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสม 3. ปรับปรุงทัศนคติเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ส่วน 2 ขับเคลื่อน คือ 1. ขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ 2. หาองค์กรหรือกลุ่มจังหวัดที่เป็นต้นแบบ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ทำตาม เมื่อมีความสำเร็จเกิดขึ้น และ 1 ลด คือการลดสถิติการละเมิดสิทธิมนุษยชน หมายความว่าทุกกระทรวง ทบวง กรม จะต้องจัดทำแผนงานให้สอดคล้องกับหลักการนี้ แล้วดูผลสัมฤทธิ์ท้ายปีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น การค้าแรงงาน ค้าประเวณี ลักลอบแรงงานต่างด้าว ว่าลดลงเพียงใด โดยจะให้ทุกกระทรวงรายงานเข้ามา” พล.ท. สรรเสริญ กล่าว

กำหนดการ ครม.สัญจร ภาคใต้

พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2560 นี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการลงพื้นที่ประชุม ครม. นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ โดยช่วงเช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 จะเดินตลาดกลางปศุสัตว์ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ต่อด้วยเยี่ยมชมเกษตรอุตสาหกรรมแปรรูป และติดตามงานด้านความมั่นคงและพัฒนา ที่กองพลทหารราบที่ 15 พร้อมจะพบปะกับผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นกลับมาประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จังหวัดชานแดนใต้ ที่บีพี สมิหลาบีช อ.เมือง จ.สงขลา และในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 ช่วงเช้าจะประชุม ครม. ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และเมื่อประชุมเสร็จจะพบปะกับนักศึกษาด้วย

อ่าน มติ ครม. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ที่นี่