ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 24-30 ธ.ค. 2559: “‘วีระ’ แฉ ‘บ้านปริศนา’ – ‘ปรีชา’ รับ ของตนเอง เตรียมแจ้ง ป.ป.ช.” และ “แก้ไข ‘พ.ร.บ.สงฆ์’ ผ่านสามวาระรวด”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 24-30 ธ.ค. 2559

  • “วีระ” แฉ “บ้านปริศนา” – “ปรีชา” รับ เป็นของตน เตรียมแจ้ง ป.ป.ช.
  • รวบมือเจาะเว็บรัฐ โดนหนัก 23 กระทง
  • ไทยติดอันดับประเทศคนไม่รู้ข้อมูลตัวเอง
  • “ทรัมป์” ฉะ “ยูเอ็น” – “ตัวสร้างปัญหา-ไร้ประสิทธิภาพ”
  • แก้ไข “พ.ร.บ.สงฆ์” ผ่านสามวาระรวด
  • “วีระ” แฉ “บ้านปริศนา” – “ปรีชา” รับ ของตนเอง เตรียมแจ้ง ป.ป.ช.

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์คมชัดลึก (https://goo.gl/MyJS7K)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์คมชัดลึก (https://goo.gl/MyJS7K)

    วันที่ 26 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์รายงานว่า นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Veera Somkwamkid” ระบุถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ราคาหลายสิบล้าน ณ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินผืนใหญ่ 2 ผืนติดกันเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ พร้อมระบุว่าชาวบ้านละแวกนั้นบอกว่าเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2557 และเจ้าของพร้อมครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่เมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 โดยชาวบ้านยืนยันว่าเป็นบ้านของ พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม และนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา โดยนายวีระตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นของ พล.อ. ปรีชา จริง ได้มีการแจ้งคฤหาสน์หลังนี้ไว้ในการแจ้งบัญชีทัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. หรือไม่ หรือใช้ชื่อผู้ใดเป็นเข้าของบ้าน รวมทั้งการที่ไม่มีเลขที่ติดอยู่หน้าบ้านนั้น เป็นความต้องการจะปกปิดอะไรหรือไม่ เนื่องจากหลังจากไปขอออกเลขบ้านจากทางราชการแล้วต้องติดเลขที่บ้านให้ชัดเจน

    ต่อมา พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ยอมรับ ว่าเป็นบ้านพักของตนและครอบครัวที่สร้างไว้อาศัยหลังเกษียณอายุราชการ ขอย้ำว่าเป็นบ้าน ไม่ใช่คฤหาสน์อย่างที่นายวีระระบุ ทั้งนี้ บ้านดังกล่าวเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเดือน สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา และเพิ่งได้บ้านเลขที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการต่างๆ ให้แล้วเสร็จ รวมถึงแจ้งชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เพิ่มเติม

    “ขอให้เข้าใจว่าในขณะนั้นอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ แต่ในขณะนี้บ้านเสร็จแล้ว ผมยังเป็นสมาชิก สนช. ก็ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ส่วนที่ผมถูกโจมตีตลอด ตั้งแต่เรื่องภริยาและบุตรชายจนชินแล้ว แสดงว่าผมทำอะไรไม่ได้เลยหรืออย่างไร” พล.อ. ปรีชา กล่าว

    รวบมือเจาะเว็บรัฐ โดนหนัก 23 กระทง

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (https://www.khaosod.co.th/?p=159904)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสด (https://www.khaosod.co.th/?p=159904)

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2559 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แถลงข่าวรับมอบตัวผู้ต้องหาแฮ็กข้อมูลเว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ และเข้าถึงระบบฐานข้อมูลการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตัวเอง

    โดยพฤติการณ์ของผู้ต้องหาคือจะใช้ความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ทำการเข้าถึงระบบข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ก่อนจะทำการบันทึกภาพไว้แล้วส่งต่อให้กับผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กชื่อพลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อนำไปเผยแพร่ และจากการสืบสวนสอบสวนยังพบว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นสมาชิกของกลุ่มแฮ็กเกอร์ 3 กลุ่มหลักด้วยกัน รวมทั้งยังเป็นสมาชิกคนเพจพลเมืองต่อต้าน SIngle Gateway อีกด้วย

    นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบ้านพัก พบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้แฮ็กข้อมูล ฮาร์ดไดรฟ์ ปืน กัญชาอัดแท่ง และอุปกรณ์การเสพอีกจำนวนหนึ่ง

    ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการรายอื่นต่อไป โดยเฉพาะผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มขบวนการดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นกลุ่มขบวนการใหญ่ มีทั้งอยู่ในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งหากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใด ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ส่วนรายละเอียดการสอบสวนนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

    “เจ้าหน้าที่ยังฝากเตือนผู้ที่คิดจะทำผิดเจาะข้อมูลเว็บไซต์ราชการด้วยว่า ให้หยุดความคิดดังกล่าวทันที เพราะทางเจ้าหน้าที่ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถสืบสวนสอบสวนไปยังผู้กระทำผิด และจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เช่นเดียวกันกับผู้ต้องรายดังกล่าวนี้

    ในเวลาต่อมา เว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า มีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหารายนี้ทั้งหมดรวม 23 ข้อหา และนำตัวไปฝาก ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว

    ไทยติดอันดับประเทศคนไม่รู้ข้อมูลตัวเอง

    วันที่ 28 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจรายงานว่า “อิปซอสส์ โมริ” บริษัทผู้ให้บริการด้านการสำรวจตลาดชื่อดัง เปิดเผยผลสำรวจชี้วัด “ดัชนีความไม่รู้เรื่องรู้ราว” ประจำปี 2559

    จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 27,250 คน ระหว่างวันที่ 22 ก.ย. – 6 พ.ย. 2559 โดยสำรวจผ่านระบบออนไลน์ใน 40 ประเทศ กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 16-64 ปี เปรียบเทียบข้อมูลจริงกับข้อมูลที่กลุ่มตัวอย่างตอบคำถามจำนวน 12 คำถามที่เกี่ยวข้องกับสังคมในประเทศของตัวเอง เช่น จำนวนประชากร งบประมาณสาธารณสุข การซื้อบ้าน สัดส่วนชาวมุสลิมในประเทศ รวมถึงความสุขในประเทศเป็นต้น

    ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า ประเทศที่มีความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของประเทศตัวเองน้อยที่สุด หรือมี “ดัชนีความไม่รู้เรื่องรู้ราว” อันดับ 1 คือ ประเทศอินเดีย ตามมาด้วยอันดับ 2. จีน 3. ไต้หวัน 4. แอฟริกาใต้ 5. สหรัฐอเมริกา 6. บราซิล และอันดับ 7 ประเทศไทย ขณะที่เพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างสิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 8 อินโดนีเซีย 10 ฟิลิปปินส์ 16 เวียดนาม 22 มาเลเซีย 36

    “ทรัมป์” ฉะ “ยูเอ็น” – “ตัวสร้างปัญหา-ไร้ประสิทธิภาพ”

    โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (https://goo.gl/GpnCzg)
    โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์เดลินิวส์ (https://goo.gl/GpnCzg)

    วันที่ 29 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานโดยอ้างอิงสำนักข่าวต่างประเทศว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่รีสอร์ทของตัวเอง “มาร์-อา-ลาโก” ที่เมืองปาล์มบีช ในรัฐฟลอริดา เมื่อวันพุธ ว่าสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ แต่ในปัจจุบันไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไป เพราะยูเอ็นกำลังเป็น “ตัวสร้างปัญหา” เสียเอง แม้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่เป็นหน่วยงานในเครือยูเอ็น ช่วยกำจัดโรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษให้หมดไป แต่การทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ต้องชะงักมานานมากจากปัญหาในซีเรีย

    ถ้อยแถลงของทรัมป์ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. 2560 ที่จะถึงนี้ มีขึ้นไม่นานหลังการทวีตบนทวิตเตอร์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่ายูเอ็นเป็นเพียง “สโมสรสังสรรค์เพื่อการผ่อนคลาย” ของกลุ่มประเทศทรงอำนาจเท่านั้น ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส ว่าที่เลขาธิการยูเอ็นคนใหม่ ซึ่งจะรับตำแหน่งในวันปีใหม่นี้ กล่าวว่าต้องการพบหารือกับทรัมป์ “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” และต้องการประชุมร่วมกับรัฐบาลวอชิงตันชุดใหม่ด้วย หลังพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เมื่อปลาย เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

    แก้ไข “พ.ร.บ.สงฆ์” ผ่านสามวาระรวด

    วันที่ 30 ธ.ค. 2559 เว็บไซต์คมชัดลึกรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ พ.ศ. ….  ตามที่คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ เสนอแก้ไขมาตรา 7 โดยให้ใช้ข้อความว่า  “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสัฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

    ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าว มีนายออมสิน ชีวพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเพื่อรับฟังการพิจารณาด้วย

    ในส่วนของหลักการและเหตุผลนั้น พล.ต.อ. พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ชี้แจงว่า เป็นการขอแก้ไขประเด็นเดียว คือ มาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช กล่าวคือ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระสังฆราช เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 จากเดิมที่กฎหมาย พ.ศ. 2535 ได้แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้การเสนอชื่อเสนอโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม และคำนึงถึงความอาวุโสโดยสมณศักดิ์   เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี และให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  

    ต่อมา สนช. ได้สอบถามนายออมสิน ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลว่า รัฐบาลติดใจที่จะนำร่างพระราชบัญญัติ ไปพิจารณาก่อนหรือไม่ ซึ่งนายออมสินระบุว่าไม่ติดใจและให้ดำเนินการต่อไป สนช. จึงเดินหน้าพิจารณาต่อ 

    ทั้งนี้นายสมพร เทพสิทธา สนช. ได้อภิปรายสนับสนุนว่า การให้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชทำตามอาวุโส ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการสถาปนา เมื่อปัญหาเกิดจากกฎหมายก็ควรแก้ไขกฎหมาย   ที่ผ่านมาพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก จึงสมควรอย่างยิ่งที่พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนา และที่ผ่านมา พระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้ทรงเลือกจากความอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์  การที่กฎหมายปี 2535 กำหนดเช่นนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่าลงยิ่ง  สนช. จึงมีหน้าที่แก้ไขให้เหมาะสม  และไม่ควรปล่อยให้เรื่องการสถาปนาพระสังฆราชให้เนิ่นนานต่อไป  และควรทำให้รีบด่วน  และเสนอขอให้ สนช. ประชุมรวดเดียวสามวาระ

    นายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า  กฎหมายปี 2535 เกิดความปราถนาว่าจะได้ไม่มีการตีความว่าจะใช้ความอาวุโสทางพรรษาหรืออาวุโสทางสมณศักดิ์   แต่ต่อมาก็เกิดปัญหาติดล็อกว่าต้องใช้ความอาวุโสโดยสมณศักดิ์เท่านั้น  เมื่อเราทราบปัญหาจึงต้องแก้   เช่นเดียวกับทางโลก หากยึดหลักอาวุโสโดยสมณศักดิ์ อธิบดีก็ไม่สามารถเป็นปลัดได้ เพราะต้องให้รองปลัดเป็นก่อน  เช่นเดียวกับ  5 เสือ เหล่าทัพ ก็ต้องเรียงอาวุโสตาม รองหนึ่ง รองสอง ผู้ช่วย หรือ เสธ. ดังนั้น ต้องพิจารณาหลายคุณสมบัติ เราจึงได้ ผบ.ทบ. จากผู้ช่วย ผบ.ทบ. ไม่ใช่ได้จาก รอง ผบ.ทบ. เสมอไป ไม่อย่างนั้นคนที่เป็นรองก็ไม่ต้องทำอะไร รอวันได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ทบ. อย่างเดียว

    “การแก้เช่นนี้ไม่ได้ไปตัดหรือกีดกันผู้หนึ่งผู้ใด  หรือตัดผู้หนึ่งผู้ใด” นายสมชายระบุ 
     
    นายตวง อัณทะไชย สนช. กล่าวยกตัวอย่างสมัย ร.4 และ ร.5 เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สังฆราชองค์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 4 ก็ไม่ตั้งพระสังฆราชตลอดรัชกาลของพระองค์ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจ จนถึงรัชกาลที่ 5  จึงมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช   นี่คืออำนาจของพระมหากษัตริย์โดยแท้จริง  แต่มาผิดเพี้ยนโดยกฎหมายปี 2535  เหมือนมาเขียนล็อกว่าต้องเป็นคนนี้ ทำให้เป็นปัญหาทางปฏิบัติ  ดังนั้นจึงต้องแก้มาตรา 7 เพื่อเป็นการถวายคืนพระราชอำนาจ 
     
    จากนั้นจึงเป็นการลงมติในวาระที่ 1 (วาระรับหลักการ) โดยมีเสียงรับหลักการ 184   เสียง   ไม่รับ  0 เสียง  งดออกเสียง  5  เสียง 

    ต่อมา นายสมชาย แสวงการ สนช. เสนอให้ตั้งกรรมาธิการเต็มสภา  ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบ โดยไม่มีใครแย้ง และไม่มีผู้อภิปรายในวาระสอง (วาระแปรญัตติ)

    จากนั้นจึงมีการลงมติในวาระที่ 3 (ลงมติเห็นชอบหรือไม่) โดยที่ประชุมมีมติ เอกฉันท์  เห็นชอบ 182  เสียง ไม่เห็นชอบ 0 เสียง งดออกเสียง 6   เสียง 

    โดยใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 1 ชั่วโมง