ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 12-18 พ.ย. 2559: ” ลด ‘พื้นที่-ผลผลิต’ ข้าวนาปรัง หนุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และ “บึมปัตตานี 2 จุด เจ็บ 5”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 12-18 พ.ย. 2559

  • ไฟเขียว ลด “พื้นที่-ผลผลิต” ข้าวนาปรัง หนุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • หัวหน้าพรรคคนไทย ชง “อินเดียโมเดล” เปลี่ยนแบงก์ปราบคอร์รัปชัน
  • วีซ่าไม่ผ่าน “เบสท์ อรพิมพ์” แจงติดเครดิตบูโร-เครดิตบูโร ยัน “ไม่เกี่ยว”
  • “สมชัย” ส่อแวววืดเก้าอี้ กกต. – คุณสมบัติไม่เข้า “กฎหมายใหม่”
  • บึมปัตตานี 2 จุด เจ็บ 5
  • ลด “พื้นที่-ผลผลิต” ข้าวนาปรัง หนุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

    screen-shot-2016-11-18-at-5-14-26-am

    เว็บไซต์ประชาไทรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม. มีมติเห็นชอบการดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ด้านการผลิต (เพิ่มเติม): การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าว ปี 2559/60 รอบที่ 2 จำนวน 2 โครงการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบแล้ว ดังนี้ 1. โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ดำเนินการโดยกรมพัฒนาที่ดิน และ 2. โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร สาระสำคัญของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปี 2559/60 ด้านการผลิต (เพิ่มเติม) : การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าว ปี 2559/60 รอบที่ 2 จำนวน 2 โครงการ

    เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลได้สรุปสาระสำคัญของโครงการดังกล่าวไว้ดังนี้ 1) โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดพื้นที่การปลูกข้าวในฤดูนาปรัง ปี 2560 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด และเพื่อปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้พืชปุ๋ยสด ดำเนินการในพื้นที่ 19 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 200,000 ไร่ ประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี สิงหบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท สระบุรี นครนายก อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร วิธีดำเนินการ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ขายคืนให้กรมพัฒนาที่ดิน จำนวน 50,000 ไร่ และสนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อไถกลบ จำนวน 150,000 ไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต้นทุนให้แก่เกษตรกร ไร่ละ 5 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 20 ไร่ และสนับสนุนค่าไถเตรียมดินครั้งแรกให้เกษตรกร ไร่ละ 500 บาท (200,000 ไร่) และค่าไถกลบเฉพาะพื้นที่ที่ปลูกและไถกลบพืชปุ๋ยสดไร่ละ 500 บาท (150,000 ไร่) ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะรับซื้อเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดคืนจากเกษตรกร จำนวน 6,000 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม 2559 – พฤษภาคม 2560

    2) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีวัตถุประสงค์เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว เพิ่มพื้นที่และผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี นำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้อง มั่นคง และยั่งยืน รวมถึงให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า ดำเนินการในพื้นที่ 35 จังหวัด จำนวน 2,000,000 ไร่ ในพื้นที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก พื้นที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปานกลาง ในเขตชลประทาน หรือแหล่งน้ำอื่นที่มีน้ำตลอดการเพาะปลูก ที่เกษตรกรเคยปลูกข้าวนาปรังอย่างน้อย 1 ปี ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555/56 – 2558/59) รวมทั้งมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (500-700 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่) โดยความร่วมมือของภาคเอกชน ภาครัฐ และ ธ.ก.ส.

    วิธีดำเนินการ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกร ไร่ละ 4,000 บาท ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ซึ่งธนาคาร คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 7 ต่อปี) โดยเรียกเก็บจากเกษตรกรในอัตรา ร้อยละ 4 ต่อปี และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ และภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ รับซื้อผลผลิตผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. หรือสหกรณ์การเกษตร หรือเครือข่ายเกษตรกรของภาคเอกชนในท้องถิ่น โดยรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ด กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท

    หัวหน้าพรรคคนไทย ชง “อินเดียโมเดล” เปลี่ยนแบงก์ปราบคอร์รัปชัน

    นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/786266)
    นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/786266)

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าhttp://www.thairath.co.th/content/786266 วันที่ 17 พ.ย. 2559 นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลอินเดียประกาศยกเลิกธนบัตร 500 รูปี และ 1,000 รูปี รุ่นเก่าอย่างกะทันหัน และเปิดให้ประชาชนแลกธนบัตรรุ่นใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ปราบปรามวงจรเงินนอกระบบ และสกัดกลุ่มทุนที่สนับสนุนการก่อการร้ายว่า ถือเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งส่วนตัวเคยเสนอวิธีนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย เกี่ยวกับปริวรรตเงินตรา โดยการปรับแก้ไขกฎหมายให้เปลี่ยนสีธนบัตรทุกชนิดในประเทศไทย โดยเฉพาะธนบัตรใบละ 500 บาท และใบละ 1,000 บาท แต่ยังคงมูลค่าเดิมไว้

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เช่นเดียวกับที่ประเทศอินเดียกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีประชากรมากกว่าไทยหลายเท่าก็ยังสามารถทำได้ แม้จะมีความวุ่นวายอยู่บ้างก็เนื่องมาจากการประกาศอย่างกะทันหัน และวิธีบริหารจัดการให้ประชาชนแลกเปลี่ยนธนบัตรยังสับสนอยู่บ้าง

    “การเปลี่ยนธนบัตรเพื่อขจัดเงินนอกระบบไม่ใช่เรื่องใหม่ และผมก็ได้เสนอมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ในการรับลูกไปดำเนินการ รวมไปถึงสื่อมวลชนก็ไม่ให้ความสำคัญในการขยายแนวคิดที่ว่านี้ด้วย”

    สำหรับประเทศไทยก็อยากให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ใช้ความกล้าหาญและอำนาจที่มีอยู่ในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง อย่าเป็นเพียงวาทกรรมสวยหรูไปวันๆ แต่กลับมีการทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับชั้นอย่างในตอนนี้ พล.อ. ประยุทธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ควรศึกษาการดำเนินการของประเทศอินเดีย และนำแนวทางที่ตนได้เสนอไว้ไปประยุกต์ให้เกิดการปฏิบัติที่เหมาะสำหรับเมืองไทย ด้วยการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา ปี 2501 เพื่อให้เปลี่ยนสีธนบัตรทุกชนิดแต่ยังคงมูลค่าเดิมไว้

    จากนั้นให้ผู้ที่ถือครองนำธนบัตรเดิมมาแลกเปลี่ยนภายในเวลาและจำนวนที่กำหนด หากมีผู้ใดมีและนำมาแลกเกินกว่าที่กำหนดไว้ ต้องมีหลักฐานแสดงที่มาและหลักฐานการเสียภาษีของเงินนั้นๆ ด้วย หากแสดงที่มาไม่ได้ก็ต้องยึดเงินส่วนนั้นคืนรัฐ เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการตรวจสอบว่าใครร่ำรวยผิดปกติได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งเงินสีเทานอกระบบก็จะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมหาศาล นำกลับมาเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศ

    “การแก้ไขกฎหมายเงินตราจะเป็นเครื่องมือสำคัญของการปราบปรามการทุจริตและการหนีภาษีทั้งปวง ก็ขึ้นอยู่ว่า นายกฯ ประยุทธ์ และ คสช. กล้าหรือไม่ที่จะทำเรื่องนี้ ในขณะที่ตัวเองมีทั้งกำลัง อำนาจ และกฎหมายในมือ อย่างเบ็ดเสร็จ ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชาติอย่างถาวร เพื่อความมั่นคงของชาติ ของลูกหลานเรา เชื่อว่าทุกอย่างสามารถทำได้สำเร็จภายใต้รัฐบาลนี้ แต่หากทำไม่ได้ทั้งที่มีอำนาจขนาดนี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกปรามาสว่าเสียของ”

    วีซ่าไม่ผ่าน “เบสท์ อรพิมพ์” แจงติดเครดิตบูโร-เครดิตบูโร ยัน “ไม่เกี่ยว”

    เบสท์-อรพิมพ์ รักษาผล ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ (https://www.khaosod.co.th/?p=101172)
    เบสท์-อรพิมพ์ รักษาผล
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ (https://www.khaosod.co.th/?p=101172)

    จากกรณีที่นางสาวอรพิมพ์ รักษาผล หรือเบส นักพูดสร้างกำลังใจ ไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปพูดเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่นครลอสแอนเจลิสนั้น

    ในเวลาต่อมา นางสาวอรพิมพ์ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า อาจเป็นเพราะสถานะทางการทำงานที่เบสไม่มีสถานะการทำงานประจำ ประกอบกับสถานะทางการเงินที่อาจมีปัญหาทางเครดิตบูโร จากการยกเลิกกิจการบริษัทเมื่อปลายปีก่อนที่ยังจัดการไม่เรียบร้อย

    ทว่า ต่อมา นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า เครดิตบูโรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเอกสารการยื่นขอวีซ่า เนื่องจากการขอวีซ่าของสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ต้องยื่นหลักฐานแสดงรายงานข้อมูลเครดิตหรือรายงานเครดิตบูโร การพิจารณาให้ผู้ขอยื่นวีซ่าของสหรัฐอเมริกาจะมุ่งเน้นหลักฐานที่แสดงความผูกพันกับประเทศที่ผู้ขอวีซ่าที่ถือสัญชาติอยู่ หลักฐานแสดงความผูกพัน ได้แก่ เอกสารรับรองการทำงาน เอกสารทางการเงิน (รายละเอียดบัญชี) เอกสารรับรองทางการศึกษา ฯลฯ และเครดิตบูโรมีหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลเครดิต ซึ่งมีทั้งประวัติการชำระหนี้ที่ดีและไม่ดี ตามที่สถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกส่งให้เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) หรือติดเครดิตบูโร อย่างที่เข้าใจผิดกัน และในเครดิตบูโรไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า Blacklist หรือติดเครดิตบูโร แต่อย่างใดทั้งสิ้น

    “สมชัย” ส่อแวววืดเก้าอี้ กกต. – คุณสมบัติไม่เข้า “กฎหมายใหม่”

    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/783787)
    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/783787)

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงาน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวในรายการ “เจาะลึก ทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยเฉพาะเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. ที่จะให้มีการยุบ กกต.จังหวัด แล้วจัดให้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดขึ้นมาแทนว่า ทาง กรธ. ได้รับฟังข้อดีข้อเสียการมี กกต.ประจำจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมามีการวิจารณ์กันว่า คนที่เข้าไปเป็นเป็นคนของใคร รวมถึงปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะทำหน้าที่อย่างมาก 4 ปี เมื่อมีการเลือกตั้งท้องถิ่น จึงมีการคิดกันว่า ถ้าต้องแก้สองจุดนี้ จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้มีกลไกถาวร อาจจะมีการแบ่งเขตของแต่ละจังหวัดเป็นคนในพื้นที่ โดยให้มีการเลือกล่วงหน้าว่าเป็นใคร แต่เมื่อถึงเวลาจัดการเลือกตั้งคนเหล่านี้จะเข้าไปช่วยดูจัดการเลือกตั้งร่วมกับ กกต. เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ก็อาจจะเป็นลักษณะในพื้นที่ก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่อาจจับสลากกันซึ่งจะทำให้ สามารถทำหน้าที่โดยไม่ลำบาก นี่คือแนวความคิดใหม่

    ส่วนจำนวนผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดจะมีจำนวนกี่คนนั้น เรื่องนี้อยู่ในรายละเอียดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งอาจมีเอ็นจีโอเข้าไปเสริมด้วย รวมทั้งนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย และจะสนับสนุนให้มีผู้มาเสริมช่วยในการเลือกตั้งทุกครั้ง ซึ่งต้องอาศัยตัวแทนพรรคการเมืองช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย ดังนั้น หากมีการเลือกตั้งจริง คนที่จะมีบทบาทอย่างมากตามรัฐธรรมนูญใหม่คือกระทรวงมหาดไทย จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดเข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตกผลึกแล้วและถือว่าเป็นร่าง กรธ. แล้ว

    เมื่อถามว่า กกต. ค้านแน่ๆ กับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ นายนรชิตกล่าวว่า ตนไม่คาดการณ์ดีกว่า ทุกครั้งเขาก็รับฟังตลอดเมื่อเราได้มีการประชุม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งความเห็นของ กกต. ก็คงต้องรับฟัง ยังมีโอกาสอีก เพราะร่าง พ.ร.บ. กฎหมายลูกต้องเสนอกับ สนช.

    เมื่อถามว่า กรธ. บอกว่าไม่มีแนวคิดและบทบัญญัติรีเซต กกต. ทั้ง 5 คน แต่เกิดไฟต์บังคับเล็กๆ ในบางบทบัญญัติที่ว่าถึงเรื่องคุณสมบัติ กกต. ที่ถูกยกระดับขึ้น และอาจเป็นเหตุทำให้ กกต. บางคนต้องพ้นไป จริงหรือไม่ นายนรชิตกล่าวว่า ทาง กรธ. ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่ขอเรียนว่าไม่ได้มองถึง กกต. แต่มองถึงองค์กรอิสระทุกองค์กร ด้วยหลักการง่ายๆ คือ ร่าง รธน. มีคุณสมบัติและมีความเข้มงวดขึ้น ที่เราเขียนไว้ว่าคุณสมบัติและข้อห้ามที่เข้มงวดขึ้นเมื่อ รธน. ประกาศใช้เมื่อใดทุกองค์กรอิสระจะอยู่ภายใต้ รธน. นั้น ถ้าคุณสมบัติของแต่ละท่านไม่ถึง เราก็เพียงแต่เขียนว่าให้มีคณะกรรมการสรรหาขึ้น และ กกต. อย่างนี้อยู่ในบทเฉพาะกาล เพราะเห็นอยู่แล้วว่า รธน. กำหนดให้มีกกต. 7 คน แต่ขณะนี้มีอยู่ 5 ก็ต้องบวกอีก 2 เลยกำหนดว่าให้มีกรรมการสรรหาขึ้นมา ซึ่งคนเหล่านี้จะเป็นคนพิจารณาคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้ง กกต. ต้องวินิจฉัยให้เสร็จภายใน 15 วัน และคำวินิจฉัยจะเป็นที่สุด ดังนั้นขอตอบคำถามที่ถามว่า “ใช่ครับ แต่ยืนยันเราไม่ได้มุ่งหมายใคร หรือองค์กรใดโดยเฉพาะแต่ว่าเมื่อ รธน. ประกาศใช้ก็เป็นไปตามนั้น”

    เมื่อถามว่า ถ้าโฟกัสไปที่ กกต. เดิมทั้ง 5 คน คณะกรรมการสรรหาก็จะพิจารณาว่าคุณสมบัติเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปตามที่บัญญัติใหม่ก็ทำหน้าที่ต่อแต่ถ้าไม่เป็นตามบทบัญญัติใหม่ก็จะต้องพ้นสภาพ นายนรชิตกล่าวว่า พ้นสภาพแต่เราเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าใครที่พ้นสภาพให้ปฏิบัติหน้าที่ จนกระทั่งมีการแต่งตั้งคนใหม่แทนเพื่องานจะได้ไม่สะดุด

    เมื่อถามว่า ถ้าเช่นนั้นคุณสมบัติที่กำหนดใหม่ โดยให้ กกต. จะต้องดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจเทียบเท่าระดับอธิบดี อัยการ ผู้พิพากษา 10 ปี  เป็นต้น ถ้าใช้สเปกนี้ อดีตผู้ช่วยหรือรองอธิการบดีก็ต้องพ้นสภาพ นายนรชิตกล่าวว่า “ถูกต้อง”  

    เมื่อถามว่า อย่างนี้หมายถึง นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. จะต้องไปก่อนเลยใช่หรือไม่ นายนรชิตกล่าวว่า “ตนไม่ได้พิจารณา กรธ. ยังไม่ได้พิจารณา”

    บึมปัตตานี 2 จุด เจ็บ 5

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (https://goo.gl/2Ksu9u)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (https://goo.gl/2Ksu9u)

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าhttps://goo.gl/2Ksu9u เมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 17 พ.ย. 2559 พ.ต.อ. ฐมฌ์พงศ์ เพ็ชรพิรุณ ผกก.สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีเหตุคนร้ายลอบขวางวัตถุต้องสงสัย เข้าไปภายในร้านค้าของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมกำแพงวัดมุจลินทวาปีวิหาร หมู่ที่ 1 ต.ตุยง อ.หนองจิก จึงนำกำลังเข้าไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พร้อมประสานไปยังชุดเก็บกูวัตถุระเบิดเข้ามาตรวจสอบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

    จากการสอบสวน ทราบว่า ในขณะที่ชาวบ้านกำลังนั่งดื่มกินอยู่ภายในบริเวณร้านดังกล่าว ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณหน้าร้าน จากนั้นคนร้ายที่ซ้อนท้ายได้นำวัตถุบางอย่างที่ซุกซ่อนไว้ภายในเสื้อขว้างเข้าไปในร้าน ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ภายในร้านต่างวิ่งกระเจิง ออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด แต่โชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน ทำให้มี่ผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

    ต่อมาเมื่อเวลา 18.20 น. พ.ต.อ. มนตรี คงวัดใหม่ ผกก.สภ.ยะหริ่ง ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดบริเวณตู้น้ำมันหยอดเหรียญ ข้างร้านสหกรณ์รวมพลัง หน้าวัดปิยาราม ม.3 ต.ปิยามุมัง อ.ยะหริ่ง จึงนำกำลังเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้บริเวณหัวจ่ายและตัวเครื่องนำมันหยอดเหรียญ จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลยะหริ่ง เข้าทำการดับไฟ ใช้เวลากว่า 30 นาทีจึงสามารถดับเพลิงได้

    นอกจากนี้ แรงระเบิดยังส่งผลให้อาคารสหกรณ์เกิดเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย ทราบชื่อคือ นายสันติ หวังนุรักษ์ อายุ 31 ปี น.ส.สุชาดา พรหมภักดี อายุ 33 ปี นางอมรมาศ จันทรดี อายุ 40 ปี นายยุทธกานต์ ชูเนต อายุ 41 ปี และนายวรรณพล รุ่งสุวรรณ อายุ 27 ปี ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลยะหริ่ง อาการพ้นขีดอันตราย ขณะเดียวกันในที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด สีดำ ป้ายทะเบียน บธ 9302 สงขลา เป็นป้ายทะเบียนปลอม สภาพได้รับความได้เสียหาย อย่างหนัก ซึ่งเป็นรถคันก่อเหตุ

    จากการสอบสวน ทราบว่า ในขณะที่ประชาชนกำลังจับจ่ายสินค้าภายในสหกรณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าได้มีคนร้ายขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวมาจอดทำทีว่าจะมาเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันหยอดเหรียญซึ่งอยู่ด้านหน้าสหกรณ์ ก่อนที่คนร้ายที่ขับรถยนต์คันดังกล่าวจะนั่งรถจักรยานยนต์อีกคันหลบหนีไป จากนั้นก็ได้เกิดระเบิดเสียงดังสนั่น ทำให้เกิดเพลิงไหม้บริเวณหัวฉีด ก่อนที่จะลามไปยังตัวอาคารของสหกรณ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ภายในสหกรณ์ต่างรีบวิ่งออกมาทันที นอกจากนี้ แรงระเบิดยังทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

    ส่วนสาเหตุคาดว่าเป็นการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ โดยเฉพาะการก่อเหตุกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ของรัฐ