ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 8-14 ต.ค. 2559: “คนไทยหัวใจสลาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สู่สวรรคาลัย” และ “ภูเก็ตเดือด ฮือล้อมบ้านคนโสเฟซไม่เหมาะสม”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 8-14 ต.ค. 2559

  • คนไทยหัวใจสลาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯสู่สวรรคาลัย
  • ทีดีอาร์ไอเสนอ ผู้ป่วยนอกร่วมจ่ายบัตรทอง
  • สิ้นสุดคดี “ทนายสมชาย”
  • ตำรวจเฝ้าระวัง หลังเตือนเหตุ “คาร์บอมบ์”
  • ภูเก็ตเดือด ฮือล้อมบ้านคนโสเฟซไม่เหมาะสม

คนไทยหัวใจสลาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสู่สวรรคาลัย

thaipublica -สู่สวรรคาลัย

thaipublica-ในหลวง1

13 ต.ค. 2559 เหล่าพสกนิกรแห่งราชวงศ์จักรีมีอันต้องหัวใจสลาย เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร สวรรคต โดยมีใจความว่า

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี

ต่อมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงว่า ตนได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งพระองค์ได้ทรงรับสั่งไว้ว่า ท่านทรงรับพระราชทานเป็นองค์รัชทายาทอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ท่านทรงขอเวลาทำพระทัย และแสดงความเสียใจร่วมกับประชาชนทั้งประเทศไปก่อนในระยะเวลานี้ และท่านขอเวลาสำหรับกระบวนการของกฎหมายในการอัญเชิญขึ้นสืบราชสมบัตินั้นให้รอเวลาที่เหมาะสม โดยหลังจากที่พระองค์ทรงทำพระทัยแสดงความเสียใจร่วมกับประชาชนและทรงนึกถึงพระราชบิดา ทั้งนี้ เมื่อร่วมแสดงความเสียใจและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ร่วมกับประชาชนผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม โดยทรงยืนยันว่า ทรงตระหนักในหน้าที่องค์รัชทายาทในส่วนของพระราชภารกิจต่างๆ จะทรงปฏิบัติต่อไปในฐานะสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร หวังว่าทุกคนคงเข้าใจและไม่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย

ทีดีอาร์ไอเสนอ ผู้ป่วยนอกร่วมจ่ายบัตรทอง

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มาภาพ: เว็บไซต์ Hfocus (https://www.hfocus.org/content/2016/10/12867)
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ที่มาภาพ: เว็บไซต์ Hfocus (https://www.hfocus.org/content/2016/10/12867)

วันที่ 10 ต.ค. 2559 เว็บไซต์ Hfocus รายงานว่า นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บรรยายพิเศษหัวข้อ “ทิศทางและอนาคตประเทศไทย” ภายในการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2559 ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) กำลังป่วยเสียเอง เนื่องจากงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นถึงปีละ 5% ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในอนาคตอาจจะโตต่ำกว่า 3% อีกนาน ส่งผลให้เกิดปัญหาทางการเงิน

นายสมเกียรติ กล่าวว่า หากงบประมาณของบัตรทองถูกแช่แข็งต่อไป ปัญหาก็คือคุณภาพการบริการก็จะแย่ลง สุดท้ายคนชั้นกลางก็จะไม่ใช้บริการ และระบบก็จะกลายเป็นระบบสงเคราะห์สำหรับคนจนเท่านั้น

“สุดท้ายแล้วคนชั้นกลางก็จะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน และก็จะถูกเก็บค่ารักษาพยาบาลแพง ผนวกกับนโยบายเมดิคัล ฮับ ที่จะทำให้คุณภาพบัตรทองแย่ลงไปอีก” นายสมเกียรติกล่าว

ประธานทีดีอาร์ไอกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคนชั้นกลางมักจะมีปากเสียงและรัฐบาลก็เกรงอกเกรงใจ ฉะนั้นหากทำให้คนชั้นกลางเข้ามาใช้บริการในระบบบัตรทองมากยิ่งขึ้น ก็จะมีแรงกดดันไปสู่การยกระดับบริการให้ดีขึ้น

“สิ่งสำคัญก็คือจะต้องปฏิรูปบัตรทอง ชักชวนให้คนชั้นกลางอยากมาใช้บัตรทองมากยิ่งขึ้น เพิ่มงบให้ผู้ป่วยใน ส่วนผู้ป่วยนอกต้องใช้วิธีร่วมจ่าย เว้นแต่กรณีเจ็บป่วยเรื้อรัง” นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติกล่าวอีกว่า สำหรับการร่วมจ่ายนั้นอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ร่วมจ่ายค่ายา ร่วมจ่ายเบี้ยประกันแล้วรักษาฟรี หรือร่วมจ่ายโดยผ่านเบี้ยประกันและจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียงเล็กน้อย

และยังกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยได้มาถึงจุดสำคัญที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ซึ่งจะกระทบกับระบบประกันสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประการแรกกคือแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้นโดยตรรกะตามธรรมชาติ ผนวกกับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้นอีก ในขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะจำนวนแรงงานที่เข้าสู่ตลาดลดลงไปด้วย ซึ่งทั้งหมดจะผลักดันให้เกิดความตึงเครียดสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะกับระบบบัตรทอง

สิ้นสุดคดี “ทนายสมชาย”

สมชาย นีละไพจิตร ที่มาภาพ: เว็บไซต์มติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news/319157)
สมชาย นีละไพจิตร
ที่มาภาพ: เว็บไซต์มติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news/319157)

วันที่ 12 ต.ค. 2559 เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักเคลื่อนไหวสตรี ภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร โพสต์ข้อความเป็นภาพหนังสือดีเอสไอที่แจ้งผลการดำเนินคดีกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร โดยดีเอสไอระบุว่าเห็นควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฎตัวผู้กระทำผิด

“คดีตำรวจอุ้มฆ่าสมชาย นีละไพจิตร DSI ใช้เวลาสอบสวนทั้งสิ้น 11 ปี 3 เดือน ก่อนสรุปว่าควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ตัวผู้กระทำผิด ถ้าคดีที่พยานหลักฐานมากมายเช่นคดีสมชาย DSI ยังทำไรไม่ได้ แล้ว DSI จะทำคดีเจ้าหน้าที่รัฐ ทรมาน อุ้มหาย อุ้มฆ่า ตาม พรบ ทรมาน -สูญหาย ได้อย่างไร – #วัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวล #CultureOfImpunity” นางอังคณา

ทั้งนี้ นายสมชาย นีละไพจิตร เกิด 13 พฤษภาคม 2494 เป็นอดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 โดยสมชายมักทำคดีด้านสิทธิมนุษยชนที่ทนายความส่วนมากปฏิเสธ เช่น คดีที่ชาวบ้านถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ คดีคนพม่าลี้ภัยการเมือง คดีชาวอิหร่านที่ถูกจับในข้อหาเป็นผู้วางระเบิดสถานทูตอิสราเอลในประเทศไทย

สมชายเคยร่วมกับองค์กรมุสลิมต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้ง ชมรมสมาชิกรัฐสภาไทยมุสลิม เสนอแนวทางในการแก้ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 และในเวลาเดียวกันก็เรียกร้องขอความเป็นธรรม ในการสอบสวน 5 ผู้ต้องหา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมูจาฮีดีน ซึ่งสมชายได้ยืนยันว่าได้พบกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้ความว่า ทั้งหมดไม่ได้กระทำความผิด แต่จำต้องรับสารภาพ เนื่องจากถูกตำรวจขู่เข็ญทำทารุณกรรม ซึ่งกรณีนี้สร้างความอับอายให้กับกระบวนการสืบสวนสอบสวนของรัฐเป็นอันมาก

วันที่ 13 มกราคม 2549 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษพบหลักฐานสำคัญที่ระบุว่าสมชายเสียชีวิตแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องมากกว่า 4 คน โดยจะสรุปสำนวนเสร็จสิ้นไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์

หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับ อังคณา นีละไพจิตร ภรรยา เป็นตัวแทนเรียกร้องความเป็นธรรมและมีบทบาททางสังคมนับแต่นั้นมา

ตำรวจเฝ้าระวัง หลังเตือนเหตุ “คาร์บอมบ์”

วันที่ 10 ต.ค. 2559 เว็บไซต์ไทยพีบีเอสรายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวน หลังการข่าวแจ้งเตือนมีกลุ่มบุคคลเตรียมก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 จุด ช่วงระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค. 2559 ขณะที่ ผบช.ภ.8 สั่งเฝ้าระวังการก่อเหตุระเบิดในจังหวัดภาคใต้ตอนบน

พล.ต.อ. ศรีวราห์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนของตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 ตำรวจภูธรภาคภาค 2 ตำรวจภูธรภาคภาค 7 ตำรวจสันติบาล ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจสอบสวนกลาง หลังมีการข่าวแจ้งเตือนว่าจะมีกลุ่มเตรียมก่อเหตุคาร์บอมบ์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค. 2559 จำนวน 3 จุด โดยมีเป้าหมายเป็นแหล่งชุมชน เช่น ห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

พล.ต.อ. ศรีวราห์ ยอมรับว่า การแจ้งเตือนที่ผ่านมามักจะเป็นการแจ้งเตือนการก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคมเป็นวันครบรอบของเหตุการณ์หลายอย่าง รวมทั้งเป็นวันสถาปนาของกลุ่มต่างๆ ส่วนการแจ้งเตือนในพื้นที่กรุงเทพมหานครยังไม่ทราบมูลเหตุจูงใจ แต่คาดว่าต้องการสร้างสถานการณ์

รอง ผบ.ตร. ให้ข้อมูลด้วยว่า เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยมีความเป็นห่วงสถานการณ์จึงได้เดินทางมาสอบถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งตำรวจยืนยันว่าได้กำชับให้ทุกหน่วยกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมในทุกพื้นที่แล้ว และเน้นสืบสวนหาข่าวเชิงลึกด้านความมั่นคง เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลเป้าหมาย

ภูเก็ตเดือด ฮือล้อมบ้านคนโสเฟซไม่เหมาะสม

เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้เผยแพร่เหตุการณ์ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งรวมตัวประท้วงที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เมื่อเวลาประมาณ 23:30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2559 โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวหาว่าเจ้าของกิจการดังกล่าวเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความไม่เหมาะสม และมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

การถ่ายทอดสดดังกล่าวดำเนินไปกว่าหนึ่งชั่วโมง และมีผู้ชมออนไลน์กว่า 50,000 คน ขณะที่เหตุการณ์ขณะถ่ายทอดสดแสดงให้เห็นว่าประชาชนทยอยมาชุมนุมที่หน้าร้านอาหารดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการร้องตะโกนข่มขู่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังมีผู้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าเจรจาให้ยุติการชุมนุม เนื่องจากจะเป็นการละเมิดคำสั่ง คสช. พร้อมทั้งได้มีการบอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า “ขณะนี้ตำรวจและทหารได้จับกุมผู้ต้องหาเอาไว้แล้ว” และในวันพรุ่งนี้จะมีการจัดกลุ่มตัวแทนผู้ชุมนุมไปพบกับผู้ถูกกล่าวหา ก่อนที่การถ่ายทอดสดจะยุติลง