“ประวิตร” ยัน “อนุชา จันทร์โอชา” ได้สิทธิ์ก่อสร้างถูก กม. – หวั่นปราบทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบท่องเที่ยว เตรียม MOU ร่วมจีน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุม เนื่องจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ประวิตร ยัน “อนุชา จันทร์โอชา” ได้รับสิทธิ์ก่อสร้างถูก กม.

พล.อ. ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมี พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้สิทธิ์รับเหมาก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาค 3 ส่วนหน้า 2 โครงการ ว่า เป็นช่องทางประมูลที่ทำตามขั้นตอน มีคณะกรรมการ มีการเปิดซอง ทำตามกฎหมาย ได้ราคาที่สมควร แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องของแม่ทัพไทย ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงกลาโหม

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ลงนาม แล้วให้นางสาวอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามคู่ในหนังสือคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องด้านกฎหมาย จึงให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ตอบแทน

อย่างไรก็ดี พล.อ. ประวิตร ปฏิเสธการออกความเห็นต่อกรณีดังกล่าว และยืนยันว่าทุกอย่างดำเนินไปตามกฎหมาย มิฉะนั้นก็ทำไม่ได้

ประวิตร สั่งเยียวยา กรณีเรือล่ม อยุธยา – ลดปัญหาจราจรติดขัด

พล.อ. ประวิตร กล่าวถึงกรณีเรือล่มหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ได้สั่งให้กระทรวงคมนาคมไปดูรายละเอียด ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการด้านการเยียวยาอย่างเต็มที่ และได้มอบหมายให้ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปติดตามดูแลแล้ว

เมื่อถามถึงการลดปัญหาการจราจร พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ขณะนี้ให้เจ้าหน้าที่คิดแก้ปัญหาอยู่ แต่คนใช้รถใช้ถนนก็ต้องมีจิตสำนึกในการดูแลร่วมกันด้วย ไม่ใช่โทษแต่รัฐบาลอย่างเดียว ซึ่งต่อไปนี้จะเข้มงวดเรื่องบทลงโทษมากขึ้น ส่วนตัวออกความเห็นว่า หากใครโดนใบสั่งแต่ไม่เสียค่าปรับตามเวลา อาจจะต้องโดนค่าปรับอีก 4 เท่า นอกจากนั้นยังสั่งให้กระทรวงคมนาคมอบรมเรื่องจิตสำนึก การใช้รถ การใช้ถนน เพื่อลดปัญหาเรื่องการจราจร การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

ส่วนปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นอนุกรรมการบูรณาการเกี่ยวกับการขับเคลื่อนจราจร และได้มีการจัดประชุมไปแล้ว 37 หน่วยงาน

จับอุยกูร์ที่หลบหนีได้แล้ว 9 คน – ยังไม่ตั้งข้อหา

พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ตนได้รับรายงานกรณีชาวอุยกูร์จำนวน 10 ราย หลบหนีจากอาคารควบคุม จ.หนองคายแล้ว ขณะนี้จับกุมได้ 9 รายแล้ว โดยชาวอุยกูร์เหล่านี้ป็นผู้ที่หลบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่า เป็นคนในที่ช่วยชาวอุยกูร์หรือไม่ พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่เขาอยู่มานานแล้วก็อาจจะเจอช่องทาง (เจาะฝ้าเพดานโรยตัวหลบหนี)

เมื่อถามว่าเป็นการจับกุมให้ทางการจีนหรือไม่ พล.อ. ประวิตร ตอบว่า ไม่ทราบในรายละเอียด เพราะมีผู้ต้องขังชาวอุยกูร์จำนวนมาก และคุมขังในหลายที่ แต่ที่แน่ๆ เป็นผู้หลบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่า ชาวอุยกูร์เหล่านั้นถูกคุมตัวด้วยข้อหาอะไร พล.อ. ประวิตร ตอบว่า ยังไม่ทราบ

ส่วนมติครม.ที่สำคัญอื่นๆ มีดังนี้

นายกฯ หวั่นปราบทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบท่องเที่ยว- เตรียม MOU ร่วมจีน

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะขับเคลื่อนเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม. ได้เรียกประชุมกลุ่มเล็กเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ ในการประชุมนี้มีนายวิษณุ เครืองาม พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมด้วย หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงว่า กรณีดังกล่าวจะเกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และอยากให้ติดตามตรวจสอบ พร้อมทั้งต้องการให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่สื่อสารออกไปยังต่างประเทศต้องไม่คลาดเคลื่อน

“นายกฯ มีความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยต้องการให้มีการติดตามตรวจสอบอย่างเต็มที่ ทั้งผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการเมือง ที่ผ่านมาอาจได้ยินชื่อหลายบริษัทก็ต้องดำเนินการทั้งหมด ตอนนี้เป็นช่วงที่ คสช. ต้องจัดระเบียบสังคม และจัดระเบียบเศรษฐกิจทั้งหลายที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ โดยแก้ปัญหาที่ต้นทาง และต่างประเทศต้องชื่นชอบแน่ เพราะเราก็ดูแลนักท่องเที่ยวของเขาให้ปลอดภัยไม่ให้ถูกขูดรีด ไม่ถูกปล่อยลอยแพ”

โดย พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ทั้งไทยและจีนเห็นร่วมกันในประเด็นการท่องเที่ยวที่ต้องให้ถูกกฎหมาย ขณะนี้ฝ่ายจีนก็กำลังพูดคุยกับฝ่ายไทย โดยวันที่ 21 กันยายน 2559 จะมีการลงนามความตกลงร่วมกัน (MOU) เรื่องการท่องเที่ยว ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (CNTA) ที่พยายามให้มีผลทันที สำหรับเรื่องผลกระทบนั้นอาจจะมีบ้าง เช่น จำนวนทัวร์จากจีนลดน้อยลง

“ก็ทำไปตามกฎหมาย อันไหนผิด อันไหนไม่ผิด เรื่องเครือข่ายคนไทยที่ร่วมก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย อาจจะมีความเข้าใจผิดกับทางประเทศจีนนิดหน่อยเรื่องการจับกุม แต่แก้ปัญหาได้” พล.อ. ประวิตร กล่าว

พ.อ. อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบการลงนาม MOU ว่าด้วยการกำกับดูแลความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเทศไทย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน เช่น การดูแลความเรียบร้อยในการท่องเที่ยว เพิ่มคุณภาพด้านการบริการการท่องเที่ยว และสนับสนุนให้เกิดความเรียบร้อยในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศ โดยจะมีการลงนามใน MOU ดังกล่าวระหว่างการมาเยือนประเทศไทยของ Mr.Wang Xiaofeng รองประธาน CNTA ในวันที่ 21 กันยายน 2559

โดยจะมีการดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานความร่วมมือไทย-จีน เป็นกลไกในด้านการสื่อสารและความร่วมมือ เพื่อควบคุมดูแลด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งจัดตั้งคณะทำงานจีน-ไทย ด้านการควบคุมการท่องเที่ยว และหากมีเหตุฉุกเฉินจะมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“ทั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนเบาะแสและเอกสารของคดีที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องและสาขาอาชีพการท่องเที่ยว ทั้งยังมีการช่วยเหลือกันในการจับกุมกิจกรรมผิดกฎหมายที่กระทบต่อการท่องเที่ยว เช่น ทัวร์ราคาถูกที่ไม่สมเหตุสมผล การบังคับให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้า ทั้งยังมีการฝึกอบรมด้านมารยาทการท่องเที่ยว และความรู้ทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงมัคคุเทศก์” พ.อ. อธิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับบันทึกความเข้าใจฯ นี้จะมีผลบังคับใช้จากวันที่ลงนาม แต่ไม่ถือเป็นสนธิสัญญาภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเพียงการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน ไม่มีเจตนาให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีใดแก่ผู้เข้าร่วม

ไฟเขียว กม.ผังเมือง ไม่มีอายุ อุดช่องทุจริตสร้างอาคาร

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. …. โดยได้ยกเลิก พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 และมีสาระสำคัญที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ กำหนดประเภทเป็น 2 ประเภท คือ ผังระดับนโยบาย ที่ครอบคลุมผังประเทศ ผังภาค และผังจังหวัด และผังระดับปฏิบัติ ที่ครอบคลุมผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ กำหนดเพิ่มเติมให้ผังเมืองแต่ละประเภทไม่มีอายุการใช้บังคับ แต่ใช้ระบบประเมินผลผังในรอบระยะเวลา 5 ปี

“การปรับแก้กฎหมายผังเมืองนี้เป็นไปเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงของผังเมืองทั้งระบบ โดยผังประเทศจะเป็นส่วนที่กำหนดภาพรวม เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่ต่างๆ ส่วนรายละเอียดเฉพาะแต่ละพื้นที่จะอยู่ในผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ และเนื่องจากกฎหมายผังเมืองเดิมมีอายุ 5 ปี เมื่อครบกำหนดมักมีการใช้ช่องว่างก่อนกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่บังคับใช้เตะถ่วง รับโครงการต่างๆ จึงจัดให้ผังเมืองไม่มีอายุ แต่จะมีการพิจารณาเพื่อปรับปรุงทุกๆ 5 ปีแทน” พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

ขณะเดียวกันกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน, คณะกรรมการผังเมือง มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน, คณะกรรมการผังเมืองจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ และคณะกรรมการบริหารการผังเมืองส่วนท้องถิ่น ในเขตกรุงเทพมหานครให้ผู้ว่า กทม. เป็นประธาน และในเขตจังหวัดอื่นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ

นอกจากนี้แล้ว ได้กำหนดให้มีการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการวางแผนและจัดทำผังเมืองในพื้นที่ของตน รวมถึงให้มีการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำผัง

ปรับกฎหมาย เพิ่มโทษ คุมเข้มขายตรง

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว โดยให้แยกการกำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจออกเป็น 1. ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง และ 2. ผู้ประกอบธุรกิจแบบตรง

สำหรับการปรับอัตราโทษในส่วนของการประกอบธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรง หากไม่ดำเดินการจดทะเบียนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากยังฝ่าฝืนกำหนดให้ธุรกิจขายตรงเสียค่าปรับไม่เกินวันละ 20,000 บาทต่อวัน ส่วนธุรกิจตลาดแบบตรงมีค่าปรับ 10,000 บาทต่อวัน และกำหนดให้แม้ผู้ประกอบการเลิกประกอบธุรกิจก็ไม่เป็นเหตุให้พ้นจากความรับผิด

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจขายตรงจะมีลักษณะการดำเนินการชักชวนบุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโดยตกลงจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้สามารถประกอบธุรกิจขายตรง จึงกำหนดคุณสมบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงจะต้องเป็นบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท บริษัทมหาชนจำกัดและห้างหุ้นส่วนซึ่งมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท จึงจะสามารถยืนคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงได้

ส่วนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น เนื่องจากรูปแบบธุรกิจตลาดแบบตรงเป็นการขายผ่านสื่อ ความเสี่ยงที่จะกลายเป็นแชร์ลูกโซ่น้อยกว่า ดังนั้นจึงได้กำหนดคุณสมบัติเปิดกว้างให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผู้ประกอบการโอทอป และผู้ประกอบการรายย่อยออนไลน์ และไม่ได้กำหนดเรื่องทุนจดทะเบียนไว้

อนุมัติงบกลางเพิ่ม 812 ล้าน จ่ายค่างวดทางหลวงพิเศษ บางปะอินฯ

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำนวน 812 ล้านบาท เพิ่มเติมในส่วนค่างานล่วงหน้าร้อยละ 15 ในโครงการก่อสร้างทางหวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ของกรมทางหลวง

“เนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ที่อนุมัติงบประมาณจำนวน 84,600 ล้านบาท ให้กรมทางหลวงดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษฯ ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องก่อหนี้ผูกพันข้ามปี โดยในปี 2559 ได้รับจัดสรรงบประมาณสำหรับค่างานล่วงหน้าร้อยละ 15 ในปี 2559 จากงบกลางฯ จำนวน 4,500 ล้านบาท ซึ่งค่างานล่วงหน้าที่จำเป็นต้องใช้จริงมีจำนวน 5,346 ล้านบาท ซึ่งกรมทางหลวงได้จัดหางบประมาณมาเพิ่มได้ประมาณ 30 ล้านบาทเท่านั้น ยังขาดอีก 812 ล้านบาท จึงต้องมาขอเพิ่มวงเงินเบิกจ่ายในปี 2559ใหม่” นายณัฐพรกล่าว

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ครม. มีมติอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2559 สำหรับโครงการก่อสร้างและค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน และอื่นๆ ท่าอากาศยานเบตง จ.ยะลา ดังนี้

  1. รายการก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน และอื่นๆ วงเงินทั้งสิ้น 1,316 ล้านบาท ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2559-2562
  2. รายการค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน และอื่นๆ วงเงินทั้งสิ้น 48 ล้านบาท ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2559-2562

จัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรม เฉลิมพระเกียรติในหลวง 90 พรรษา ปี’60

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสถาบันภูมิราชธรรม พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญให้จัดตั้งสถาบันภูมิราชธรรมเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางวิชาการและวิชาชีพขั้นสูง มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ และอยู่ในอุปถัมภ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในปี 2560 ทั้งนี้ การจัดตั้งนี้เป็นการละเว้นมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2554 ที่กำหนดให้การจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นใหม่ใช้แนวทางการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษา โดยกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลทั่วไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา 6

สำหรับรายได้ของสถาบัน ได้แก่ เงินที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบให้จัดตั้งกองทุนหรือมอบสมทบภายหลัง และรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปีเงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้สถาบัน เป็นต้น และยังกำหนดให้มีกองทุนตั้งขึ้นโดยเงินที่สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบให้หรือสมทบ

ส่วนสถานที่ตั้ง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้แสดงเจตจำนงสนับสนุนที่ดินบริเวณ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จำนวน 436 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบันภูมิราชธรรม และยินดีจะเสนอตั้งงบประมาณสำหรับปี 2560 เพื่อเป็นกองทุนประเดิม จำนวน 2,000 ล้านบาท

ออก พ.ร.บ.รักษาผลประโยชน์ทางทะเล

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. …. เพื่อทบทวนบทบาทและรูปแบบของการปฏิบัติงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีอำนาจสั่งการควบคุมหน่วยอื่นได้

โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้กำหนดคณะกรรมการใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย คือ คณะกรรมการนโยบายรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (นปท.), ระดับวิชาการ คือ คณะกรรมการที่ปรึกษาและจัดการควบคุมความรู้เพื่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ทจชล.) และระดับปฏิบัติ คือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ส่วนนี้เป็นส่วนราชการเฉพาะ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ ศรชล. ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นรองผู้อำนวยการ มีหน้าที่ประสานงาน สั่งการ ติดตาม ตรวจสอบภัยคุกคาม และสนับสนุนการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล ทั้งในภาวะปกติและไม่ปกติ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง ศรชล. ระดับภาค โดยให้ผู้บัญชาการทหารเรือภาคเป็นผู้อำนวยการ และศรชล. ระดับจังหวัดขึ้นตรงต่อ ศรชล. ระดับภาค โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ