นายกฯ หวั่นจับแพะระเบิด 7 จังหวัด – ครม. อัดงบกทม. 2.5 พันล้าน สร้างท่อระบายน้ำแก้น้ำท่วม-ไฟเขียวงบ 3.5 หมื่นล้าน ฟื้นฟูชุมชนดินแดง

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาภาพ :  www.thaigov.go.th
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาลมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

นายกฯ หวั่นจับแพะระเบิด 7 จังหวัด – มอบวิษณุดูเงินเยียวยาผู้ประสบเหตุระเบิดราชประสงค์

พล.อ. ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมถึงกรณีเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นใน 7 จังหวัด ช่วงวันที่ 11-12 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมาว่า ที่ทางหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประชามตินั้น ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีแค่ประเด็นเรื่องประชามติ แต่มีการคาดการณ์ถึงมูลเหตุจูงใจในหลายกรณี ตอนนี้เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษก็มีการจัดตั้งทีมเฉพาะขึ้นมา ซึ่งต้องมีทั้งการสืบสวนสอบสวนก่อนการจับกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่มีการจับแพะเกิดขึ้น

“ตอนนี้การท่องเที่ยวของไทยยังปกติ นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มีการยกเลิกเที่ยวบินจากเหตุระเบิดแต่อย่างใด มีแต่นักท่องเที่ยวไทยที่ลด ซึ่งหากเจ้าบ้านยังไม่เชื่อมั่นแล้วเราจะไปคาดหวังอะไรกับต่างประเทศ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุลอบวางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เข้าร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ถึงเงินช่วยเหลือเยียวยาจากหน่วยงานรัฐ พล.อ. ประยุทธ์ ระบุว่า ตนได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางเยียวยาเร็วๆ นี้

“ที่มีปัญหาอยู่ก็เอามารวมกันทั้งหมด จริงๆ มีการพิจารณาตั้งแต่คราวที่แล้ว ปรากฏว่าก็ยังมีปัญหาอยู่ บางคนตอบรับบ้างไม่ตอบรับบ้าง มันก็จะเป็นกันอยู่แบบนี้ ซึ่งเงินเยียวยามันต้องมีเหตุผลควรจะเท่าไหร่ อย่างไร มากหรือน้อยเกินไปหรือเปล่า ผมเข้าใจความเดือดร้อน เห็นใจอยากจะให้เยอะๆ แต่ปัญหาคือกฎระเบียบเขียนไว้ยังไง มันก็ต้องให้เท่านั้นก่อน ทีนี้จะทำยังไงกันต่อก็ถามมติ ครม. หรืออะไรซักอย่าง แต่รับรองจะดูแลให้เต็มที่” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

ลั่นไม่ใช่เวลาพูดเรื่องนายกฯ คนนอก

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเสนอให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้ ส.ส. และ ส.ว. ไม่จำเป็นต้องเลือกนายกฯ ที่มาจากพรรคการเมือง โดยให้ยุบเหลือวิธีการเดียวว่า กรณีดังกล่าวตนไม่รู้ ต้องไปถามฝ่ายกฎหมาย ต้องไปหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับฟังความคิดเห็นจากส่วนต่างๆ ไม่ใช่ สนช. จะเขียนอะไรก็ได้

เมื่อถามถึงกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประกาศตั้งพรรคการเมือง เพื่อเสนอให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนขอขอบคุณในความหวังดี แต่ตนยังไม่เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องดังกล่าว ขออย่าลากตนไปเกี่ยวข้องเรื่องการเมืองตอนนี้ วันนี้ตนกำลังแก้ปัญหาประเทศอยู่ พร้อมปฏิเสธตอบคำถามทุกคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนายกฯ คนนอก

เมื่อถามถึงกรณีนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ที่ถูกฝากขังในเรือนจำอำเภอภูเขียว คดีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ที่ขณะนี้มีอาการป่วย จะมีการปล่อยตัวหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า เขาทำผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย การจะปล่อยตัวหรือไม่นั้นตนไม่รู้ ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เขาไม่สบายก็เพราะเขาไม่รักษาตัวเอง เมื่ออดข้าวก็ป่วยเป็นธรรมดา ทางครอบครัวจะมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวนั้นตนไม่สนใจ

ส่วนมติ ครม. ที่สำคัญอื่นๆ ดังนี้

อัดงบให้ กทม. กว่า 2,500 ล้านบาท สร้างท่อระบายน้ำแก้น้ำท่วม

นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่าวันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำในถนนสายหลักพื้นที่ กทม. ใช้งบประมาณรวม 2,525 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2559-2560 เพื่อดำเนินการจัดทำแผนงานขยายท่อระบายน้ำบริเวณที่เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.

โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 จำนวน 11 โครงการ เป็นเงิน 2,227.4 ล้านบาท จะเริ่มดำเนินการในปี 2559 ต่อเนื่องถึงปี 2560 ในวงเงิน 1,512 ล้านบาท โดยจะใช้เงินจากงบประมาณประจำปี 2559 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งและก้าวหน้าของประเทศตามแนวทางปฏิรูปในส่วนของปี 2559 จำนวน 441.75 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1,707 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อๆ ไป ส่วนระยะที่ 2 จำนวน 5 โครงการ จำนวนเงิน 289 ล้านบาท สำนักงบประมาณเสนอให้ กทม. เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561 ตามความจำเป็น โดยให้อยู่นอกกรอบวงเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ และให้รวมอยู่ในสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นายภัทรุตม์กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ที่จะดำเนินการระยะแรกอยู่ในโซนของสุขุมวิท 7 โครงการ บริเวณถนนศรีอยุธยาและถนนพระราม 6 จำนวน 1 โครงการ บริเวณถนนพหลโยธิน (แยกเกษตรศาสตร์) 1 โครงการ บริเวณถนนทรงสวัสดิ์ ถนนเยาวราช และถนนเจริญกรุง 1 โครงการ และบริเวณถนนนราธิวาสนครินทร์ 17 และถนนสวนพลูอีก 1 โครงการ ส่วนโครงการระยะที่ 2 จะอยู่บริเวณถนนอู่ทองนอก เกาะรัตนโกสินทร์ ถนนจันทร์ ถนนสุวินทวงศ์ และการปรับบ่อสูบน้ำถนนเพชรบุรี ตอนสถานทูตอินโดนีเซีย

“เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาน้ำท่วมหลายจุดในพื้นที่ กทม. บ่อยครั้ง กระทบประชาชนจำนวนมาก แผนการสร้างระบบระบายน้ำนี้เป็นการขยายผลตามความเร่งด่วนจากแผนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กทม. การเสริมจำนวนท่อระบายน้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในพื้นที่ที่ประสบปัญหาหนัก จะดำเนินการขุดถนนใต้ผิวจราจรเพื่อเลี่ยงปัญหาจรจรติดขัด เลี่ยงแนวที่จะกระทบขนส่งมวลชนและแนวสาธารณูปโภคที่มีอยู่ กรณีดังกล่าวมีการศึกษาแล้วว่าสามารดำเนินการได้แต่จะดำเนินการตรวจสอบซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ” นายภัทรุตม์กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิมเติมว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ปรารภในที่ประชุม ครม. ถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เป็นปัญหามากในฝั่งแม่น้ำยม เนื่องจากไม่มีเขื่อนที่จะรองรับน้ำได้อย่างเพียงพอกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น 1,150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้น้ำล้นตลิ่ง โดยจะทำการปิดประตูระบายแม่น้ำยมเก่าบางส่วนเพื่อไม่ให้พื้นที่บริเวณท้ายแม่น้ำยมได้รับความเสียหายในช่วงฤดูการเพาะปลูก โดยจะให้อธิบดีกรมป้องกันน้ำและบรรเทาสาธารณภัยจะทำการชี้แจงรายละเอียดว่ามีแผนรองรับในกรณีที่มีปริมาณฝนเกินกว่าคาด ผ่านรายการเดินหน้าประเทศไทย ในวันที่ 18 สิงหาคม 2559

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(ขวาสุด) พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (กลาง) นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ซ้ายสุด) ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(ขวาสุด) พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (กลาง) นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ซ้ายสุด) ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

ไฟเขียวงบ 3.5 หมื่นล้าน ฟื้นฟูชุมชนดินแดง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ 2559-2567 เป็นแผนรวมที่จะยกระดับให้เป็นอาคารที่พักสมัยใหม่ รองรับผู้อยู่อาศัยเดิมทั้งหมด โครงการดังกล่าวมีมูลค่า 35,754 ล้านบาท ในพื้นที่ 207 ไร่ และขออนุมัติการดำเนินโครงการอาคารพักอาศัยแปลง G ของการเคหะแห่งชาติ วงเงินลงทุน 460.53 ล้านบาท เพื่อเป็นอาคารรองรับผู้อยู่อาศัยที่จะต้องรื้อย้ายจากชุมชนดินแดงในระยะที่ 1 มีระยะเวลาก่อสร้าง 18 เดือน

โครงการก่อสร้างที่พักอาศัยนี้จะเป็นอาคารตึกสูงทั้งหมด 28 ชั้น ทั้งหมด 4 เฟส เฟสที่ 1 จำนวน 334 หน่วย เริ่มก่อสร้างปี 2559-2561 เฟสที่ 2 จำนวน 1,247 หน่วย ก่อสร้างระหว่างปี 2561-2563 เฟสที่ 3 จำนวน 3,333 หน่วย ก่อสร้างระหว่างปี 2563-2565 และเฟสที่ 4 จำนวน 1,632 หน่วย ก่อสร้างระหว่าปี 2565-2567 รวมจำนวน 20,296 หน่วย แบ่งเป็นที่พักอาศัยสำหรับผู้อยู่อาศัยเดิม 11 อาคาร จำนวน 6,546 หน่วย และที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการที่เข้ามาประจำการใน กทม. และผู้มีรายได้น้อยอื่นๆ จากภายนอก 25 อาคาร จำนวน 13,476 หน่วย คาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวประมาณ 30,000 คน นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างอาคารให้สูงขึ้นจะทำให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย

“ในการย้ายผู้อยู่อาศัยเดิมจะทำการย้ายเพียงครั้งเดียว ยืนยันว่าจะสามารถรองรับประชาชนเดิมได้ทั้งหมด และจะได้รับค่าชดเชยสิทธิผู้เช่าเดิมหน่วยละ 400,000 บาท ค่าขนย้าย 10,000 บาทสำหรับผู้อยู่อาศัยเดิมที่เป็นคู่สัญญา โดยการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวกรอบวงเงิน 35,754 ล้านบาท จากกระทรวงการคลังให้กู้ต่อการเคหะแห่งชาติ อัตราดอกเบี้ยเท่ากับที่กระทรวงการคลังกู้มาร้อยละ 2.15 ต่อปี คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้เดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นไป” นายกอบศักดิ์กล่าว

ปรับสำนักงานกองทุนน้ำมันฯ เป็นหน่วยงานรัฐ

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบหลักการพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. …. เพื่อเป็นกลไกรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ สนับสนุนการลงทุนการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในกิจการภาครัฐ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดการบริหารให้เป็นหน้าที่ของ กบง. และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบันบริหารกองทุนพลังงานมารวมกัน ตั้งใหม่เป็น “คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง”
2. กำหนดมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเงิน การขอคืนเงิน การรับเงินชดเชยจากน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากองทุน เป็นต้น
3. จัดตั้งให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กล่าวคือ เป็นหน่วยงานกระทรวง ฉะนั้น ต่อไปนี้กระทรวงคลังจะไม่สามารถเป็นผู้ค้ำประกันในการกู้ยืมต่อไป
4. ให้กองทุนมีฐานะเพียงพอกับการบริหารจัดการ
5. กำหนดบทลงโทษให้กับผู้ไม่ส่งเงินเข้ากองทุน ส่งเงินไม่ครบ ไม่ส่งเอกสารหลักฐาน และให้ถ้อยคำเท็จ
6. นำกฎหมายการบริหารทุนหมุนเวียนมาใช้ในเรื่องการบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผล
7. การโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และข้อผูกพันกับหน่วยงานต่างๆ ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน เข้าด้วยกัน ภายใต้ พ.ร.บ. นี้

“การให้สำนักงานกองทุนเชื้อเพลิงขึ้นเป็นหน่วยงานราชการนั้นจะทำให้สถานะขององค์กรมีความมั่นคงขึ้น ยืนยันจะไม่กระทบกับราคาน้ำมัน และได้รับประโยชน์ระยะยาว” นายกอบศักดิ์กล่าว

จัดงบฯ อุ้มชาวนา – เกษตรกร ปี 2559/2560

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบหลักการของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ปีการผลิต 2559/60 ด้านการผลิต โดยส่งเสริมให้ชาวนาที่อยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น จำนวน 5 โครงการ วงเงิน 15,597.34 ล้านบาท มีที่มาจาก วงเงินสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 10,686 ล้านบาท และงบดำเนินการของหน่วยงาน วงเงิน 4,911.34 ล้านบาท ส่วนงบชดเชยดอกเบี้ย และงบสนับสนุนปรับพื้นที่ของเกษตรกร ปี 2559-2565 ใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 3,594 ล้านบาท

โดยมาตรการดังกล่าวแบ่งเป็น 4 โครงการ ดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ ได้แก่ ส่งเสริมให้เลี้ยงกระบือ (จำนวน 5,000 ครัวเรือน), โคเนื้อ (จำนวน 24,000 ครัวเรือน), แพะ (จำนวน 500 ครัวเรือน) และทำนาหญ้า (จำนวน 500 ครัวเรือน) สำหรับระยะเวลาการจ่ายเงินกู้ คือ 1 สิงหาคม 2559 – 30 มิถุนายน 2560

และอีก 1 โครงการ ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร คือ เปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกอื่นๆ โดยปรึกษากับเกษตรจังหวัดก่อน อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพื้นที่ สร้างระบบน้ำ ปัจจัยผลิต ไร่ละ 5,000 บาท ครัวเรือนละ 5 ไร่ และอุดหนุนค่าใช้จ่ายระหว่างปรับเปลี่ยนพื้นที่ ดังนี้ เลี้ยงปลา จะได้ทุนอุดหนุนค่าใช้จ่าย 2,300 บาท และเลี้ยงไก่ จะได้ทุนอุดหนุนค่าใช้จ่าย 2,844 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ สิงหาคม 2559 – กันยายน 2560

นายณัฐพรกล่าวต่อไปว่า สำหรับพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเหมาะสมกับการปลูกข้าวและสอดคล้องกับแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) แต่จะยึดตามหลักความสมัครใจของเกษตรกรเป็นหลัก หากต้องการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น

“โครงการนี้จะไม่ซ้ำซ้อนกับเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 (โครงการไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่) ในมติ ครม. เมื่อ 21 มิถุนายน 2559 เพราะว่าโครงการไร่ละ 1,000 บาท นั้นส่งเสริมให้ชาวนาในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว” นายณัฐพรกล่าว

รัฐบาลยันไม่มีวันหยุดเพิ่ม

พล.ต. สรรเสริญ ชี้แจงกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะกำหนดให้มีวันหยุดยาว ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2559 ว่า จะไม่มีวันหยุดยาวอย่างที่เป็นข่าว และ พล.อ. ประยุทธ์ ก็ได้เคยระบุไว้ว่า ในหนึ่งปีจะต้องมีการควบคุมวันหยุดให้อยู่ในจำนวนที่สมควร ซึ่งจะหยุดโดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูเรื่องเศรษฐกิจด้านอื่นๆ มาประกอบกัน ด้านนางสาวกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้ยืนยันว่าไม่ได้มีการเสนอเรื่องนี้เข้ามายังที่ประชุม ครม.

นอกจากนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความเห็นกรณีที่สำนักข่าว CNN จัดอันดับให้ กทม. เป็นเมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลกว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดา เพราะต่างชาติเขาไม่มีกินตลอดเวลาแบบเรา แต่ความเป็นระเบียบ ระบบของกฎหมายก็ต้องมี ไม่ใช่เพียงแค่ขายดี ต้องดูว่าถูกระเบียบเกะกะการจราจรหรือไม่ ต้องแก้ปัญหาให้หมดถึงจะตอบได้ว่ามันดี

ทำ FTA กับ ยูเรเชีย – คาดเพิ่มจีดีพี 0.2%

นายณัฐพรกล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการแสดงความจำนงเพื่อเริ่มกระบวนการเตรียมการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (ประกอบด้วย รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน อาร์มีเนีย และคีร์กีซสถาน) โดยกระทรวงพาณิชย์ศึกษาว่าจะเพิ่มจีดีพีประเทศ 0.2% นอกจากนั้น สิ่งที่ไทยจะได้ประโยชน์ในเรื่องยานยนต์และชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์เหล็ก แต่อาจกระทบกับเคมีภัณฑ์อนินทรีย์ ปุ๋ย และเหล็ก เหล็กกล้า สำหรับการค้าบริการที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน คือ การท่องเที่ยว สาขาบริการที่อ่อนไหวของไทย คือ บริการก่อสร้าง

ด้าน พล.ต. สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีการถอนพระราชบัญญัติการจัดตั้งบริษัท ด้วยบุคคลเพียงคนเดียว เนื่องจากมีความเห็นประกอบการพิจารณาว่าให้ปรับแก้ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะสะดวกและรวดเร็วกว่าการที่จะแยกเป็นกฎหมายเฉพาะ

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง

กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 9 ราย ได้แก่ 1. นายวิศิษฎ์ ตั้งนภากร เป็น อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 2. นายเจษฎา โชคดำรงสุข เป็น อธิบดีกรมควบคุมโรค 3. นาวาอากาศตรี บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ เป็น อธิบดีกรมสุขภาพจิต 4. นายเกียรติภูมิ วงศ์รจิต เป็น รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 5. นายธีรพล โตพันธานนท์ เป็น อธิบดีกรมการแพทย์ 6. นายสุขุม กาญจนพิมาย เป็น อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 7. นายสุเทพ วัชรปิยานันทน์ เป็น อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 8. นายวันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เป็น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ 9. นายพิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

กระทรวงมหาดไทย จำนวน 19 ราย อาทิ นายประทีป กีรติเรขา เป็น อธิบดีกรมที่ดิน นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดนครปฐม นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดขอนแก่น นายชาติชาย อุทัยพันธ์ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดสมุทรปราการ นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดระยอง นายภัครธรณ์ เทียนไชย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดชลบุรี นายอนุสรณ์ แก้วกังวาน เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดบุรีรัมย์

กระทรวงการต่างประเทศ นางบุษยา มาทแล็ง เป็น ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศหญิงคนแรกของประเทศไทย

กระทรวงการคลัง จำนวน 5 ราย ดังนี้ 1. นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ เป็น อธิบดีกรมบัญชีกลาง 2. นายพชร อนันตศิลป์ เป็นรองปลัดกระทรวง 3. นางสาวกุลยา ตันติเตมิท เป็นผู้ตรวจราชการ 4. นายลวรณ แสงสนิท เป็นผู้ตรวจราชการ 5. นายจำเริญ โพธิยอด เป็นผู้ตรวจราชการ มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป