ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 16-22 ก.ค. 2559: “‘แนวหน้า’ ลาออกสภาหนังสือพิมพ์ เหตุสมาชิก ‘เลือกข้าง-ขวางปฏิรูป'” และ “ตั้งข้อหา ‘2 เด็กหญิง 8 ขวบ’ ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติ”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 16-22 ก.ค. 2559

  • “แนวหน้า” ลาออกสภาหนังสือพิมพ์ เหตุสมาชิก “เลือกข้าง-ขวางปฏิรูป”
  • ของขวัญวันแม่ สปส. เพิ่มวงเงินทำฟัน–900 ต่อปี
  • ทุ่ม 30 ล้าน-ระดม 10 ล้าน ซื้อที่ดินป้องกันสร้างตึกบังพิพิธภัณฑ์
  • สตง. ส่งชื่อ “ชายหมู” จ่อให้ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ปลด โฆษกผู้ว่าฯ เชื่อ “นายกฯ มีเหตุผล”
  • ตั้งข้อหา “2 เด็กหญิง 8 ขวบ” ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติ
  • “แนวหน้า” ลาออกสภาหนังสือพิมพ์ เหตุสมาชิก “เลือกข้าง-ขวางปฏิรูป”

    ที่มาภาพ: บีบีซีไทย (https://goo.gl/PvqwBv)
    ที่มาภาพ: บีบีซีไทย (https://goo.gl/PvqwBv)

    21 ก.ค. 2559 เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานว่า หน้าเว็บของหนังสือพิมพ์แนวหน้าเผยแพร่ประกาศลาออกจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. 2559 โดยเนื้อหาระบุว่า ตลอด 19 ปีของการเป็นภาคีสมาชิกของสภาการฯ หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้ประพฤติปฏิบัติตามกรอบจริยธรรมและธรรมนูญของสภาการฯ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งยังให้ความร่วมมือกับสภาการฯ ด้วยดีตลอดมา แต่เมื่อย้อนไปพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสภาการฯ ซึ่งต้องการให้องค์กรควบคุมกันเอง และยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์และกิจการหนังสือพิมพ์ให้ดียิ่งขึ้นนั้น เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ไม่สามารถจะทำให้เป็นจริงได้ เพราะหนังสือพิมพ์แต่ละองค์กร มีการเลือกข้างอย่างชัดเจน ไม่ปฏิบัติตามกรอบจริยธรรมในการนำเสนอข่าว เป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้สังคมแตกแยกจนถึงทุกวันนี้ และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ ขณะที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ไม่สามารถจะเข้าไปควบคุม หรือให้คุณให้โทษได้ และ หนังสือพิมพ์แนวหน้าขอลาออกจากการเป็นภาคีสมาชิก ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคมนี้ (พ.ศ. 2559) เป็นต้นไป พร้อมยืนยันว่า แม้จะมิได้เป็นภาคีสมาชิกแล้ว แต่จะยังคงปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนที่ดี ยึดมั่นในกรอบจริยธรรมและจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด

    ทั้งนี้ เว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้ารายงานด้วยว่า หนังสือพิมพ์แนวหน้ากำลังพิจารณาที่จะลาออกจากการเป็นสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ในลำดับถัดไปด้วย

    ยังไม่มีท่าทีจากสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายเลขานุการยังอยู่ต่างประเทศ

    ของขวัญวันแม่ สปส. เพิ่มวงเงินทำฟัน 900 ต่อปี

    ที่มาภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/665929)
    ที่มาภาพ: ไทยรัฐออนไลน์ (http://www.thairath.co.th/content/665929)

    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 59 พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการแพทย์เสนอให้เพิ่มวงเงินกรณีค่าทันตกรรมจากเดิม 600 บาท เป็น 900 บาทต่อปี โดยให้เริ่มมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2559 เป็นต้นไป เพื่อเป็นของขวัญวันแม่แห่งชาติ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานที่อยากให้ สปส. เพิ่มวงเงินเป็น 1,200 บาทต่อปี แต่การจะเพิ่มวงเงินต้องคำนึงถึงกรอบค่าใช้จ่ายหรือภาระที่ต้องเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

    ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจึงให้เพิ่มขึ้นเท่านี้ไปก่อน สำหรับเรื่องที่ต้องการให้ผู้ประกันตนทำฟันโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อนแล้วไปเบิกคืนภายหลังเหมือนที่ผ่านมา ขณะนี้ สปส. ได้เปิดรับสมัครสถานพยาบาลหรือคลินิกที่จะเข้าร่วมโครงการให้บริการด้านทันตกรรมผู้ประกันตนโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน ซึ่งจะนำร่องสถานพยาบาลและคลินิกใน 30 จังหวัด หลังจากนั้นก็จะขยายให้ครอบคลุมทุกจังหวัด

    พล.อ. ศิริชัย กล่าวอีกว่า ที่ประชุมบอร์ด สปส. ยังได้พิจารณาข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นผู้ประกันตน ที่ต้องการให้บริการเรื่องทันตกรรม เช่น การอุดฟัน ขูดหินปูน และถอนฟัน ไปรวมกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล โดยเห็นว่าไม่ใช่การรักษาโรคทางช่องปาก จึงไม่สามารถนำไปรวมกับค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลซึ่ง สปส. จ่ายให้แก่โรงพยาบาลในระบบประกันสังคมในรูปแบบของเหมาจ่ายรายหัวเป็นรายปี เนื่องจากเป็นเรื่องของการทำฟันโดยเฉพาะ ส่วนการรักษาโรคในช่องปากนั้นสามารถนำไปรวมกับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลระบบประกันสังคมได้ โดยให้ไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล

    ทุ่ม 30 ล้าน ระดมอีก10 ล้าน ซื้อที่ดินป้องกันสร้างตึกบังพิพิธภัณฑ์

    ที่มาภาพ: มติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news/216957)
    ที่มาภาพ: มติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news/216957)

    มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเปิดรับบริจาคเงินจำนวน 10 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินด้านข้างพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งมีราคาเต็ม 40 ล้านบาท โดย ร.ศ.วราพร สุรวดี ประธานกรรมการมูลนิธิอินสาท-สอาง วัย 80 ปี นำเงินส่วนตัวมัดจำแล้ว 30 ล้านบาท มีกำหนดชำระส่วนที่เหลือ 10 ล้านบาทภายใน 2 กันยายนนี้

    ส่วนสาเหตุของการระดมทุนนั้น ก็เพื่อนำไปซื้อที่ดินข้างพิพิธภัณฑ์ซึ่งถูกขายไป และเจ้าของใหม่กำลังจะสร้างอาคารสูง 8 ชั้นขึ้นในที่ดินดังกล่าว ซึ่ง รศ.วราพรเห็นว่า หากตึกดังกล่าวสร้างแล้วเสร็จ จะบดบังทัศนียภาพของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวลงอย่างสิ้นเชิง และห่วงว่าอาจส่งผลกับโครงสร้างอาคารต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอาคารอนุรักษ์อีกด้วย จึงตัดสินใจทำจดหมายถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อร้องขอให้ซื้อที่ดินดังกล่าว แต่ไม่เป็นผล ร.ศ.วราพรจึงเจรจากับเจ้าของที่ดินใหม่ เพื่อขอซื้อด้วยตนเอง โดยนำเงินส่วนตัวจ่ายไป 30 ล้านบาท คงเหลืออีก 10 ล้านบาท ซึ่งต้องขอระดมทุนจากประชาชนทั่วไป

    ในส่วนความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์นั้น มติชนออนไลน์รายงานว่า พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกประกอบด้วยที่ดินตามโฉนด 2 แปลง รวม 1-0-6 ไร่ เป็นของตกทอดตั้งแต่บรรพบุรุษมาจนถึงมารดาของ รศ.วราพร คือ นางสอาง สุรวดี (ตันบุญเต็ก) เมื่อท่านถึงแก่กรรม ตัวบ้านจึงถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วยความสนใจส่วนตัวในด้านศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งต้องการรักษาสถาปัตยกรรมและข้าวของเครื่องใช้อันล้ำค่าของชาวบางกอก เอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ต่อมาได้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คืออาคารพิพิธภัณฑ์ทั้ง 4 หลัง อีกทั้งข้าวของต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่ภายใน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ กทม. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2547 กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก มีผู้เยี่ยมชมเดือนละกว่า 700 คน

    สตง. ส่งชื่อ “ชายหมู” จ่อให้ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 ปลด – โฆษกผู้ว่าฯ เชื่อ “นายกฯ มีเหตุผล

    ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/708352)
    ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/708352)

    21 ก.ค. 2559 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า นายวสันต์ มีวงษ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในฐานะโฆษกประจำตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งชื่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ไปที่ศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 ปลดผู้ว่าฯ กทม. ว่า วันนี้ สตง. ได้ให้ความเห็นต่อการทำงาน ต้องถามว่าเป็นความเห็นในรูปแบบของคณะกรรมการ หรือว่าเป็นความเห็นของผู้ว่าสตง.เป็นที่สุด ผู้ที่ให้ความเห็นต้องมีความระมัดระวัง เพราะขณะนี้กระบวนการตรวจสอบถือว่ายังไม่สิ้นสุด เพราะที่ผ่านมาความเห็นจาก สตง. ซึ่งเป็นความเห็นส่วนบุคคลทั้งนั้น และได้แสดงความเห็นเชิงการตัดสินไปแล้ว จึงต้องมีการพิจารณาถึงบรรทัดฐานการทำงานขององค์กรตรวจสอบ ยืนยันว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี แต่บทบาทของหน่วยงานตรวจสอบต้องมีความเหมาะสม มีความพอดีอย่างไร เรื่องนี้สตง.ไม่ต้องส่งชื่อเข้าไปที่ ศอตช. ก็ได้ แค่ผู้ว่า สตง. ออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อมวลชนรายวัน ก็เป็นปัญหากับหน่วยงานที่บริการประชาชน ซึ่งมีกลไกของข้าราชการและลูกจ้างที่ได้รับความหวั่นไหว และส่งผลไปถึงการให้บริการประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน

    นายวสันต์กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็มีขั้นตอนตามกระบวนการอยู่แล้ว เชื่อว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจะมีเหตุผล และมีข้อเท็จจริง ไม่ได้มาใช้ความเห็นส่วนบุคคลในการตัดสินใจ เมื่อเทียบกับการใช้ความเห็นเบื้องต้นของผู้ว่า สตง. ในการชี้ขาดเลย ก็คงไม่จำเป็นให้หน่วยงานตรวจสอบแล้ว ขณะเดียวกันวันนี้สังคมเชื่อมั่นในตัว พล.อ. ประยุทธ์ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับข้าราชการและประชาชนในเรื่องความถูกต้อง และความดีที่แสดงออกมา เพราะฉะนั้น ที่ความดีได้ห่อหุ้มร่างกาย ก็เชื่อว่า พล.อ. ประยุทธ์ ต้องมีเหตุผลในการตัดสินใจ ไม่ใช้ความรู้สึกเช่นเดียวกับกลุ่มคนบางกลุ่มต้องการ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะการทำงานมา 7-8 ปี แต่สิ่งเหล่านี้มาเกิดในปีสุดท้ายของการทำงาน

    ตั้งข้อหา “2 เด็กหญิง 8 ขวบ” ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติ

    22 ก.ค. 2559 เฟซบุ๊กบีบีซีไทยรายงานว่า เด็กหญิงอายุ 8 ปี 2 ราย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ตั้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยทั้งสองให้การรับสารภาพ และให้เหตุผลถึงการฉีกบัญชีรายชื่อว่ากระดาษสีชมพูสวย จึงฉีกมาเล่น

    เด็กหญิงทั้ง 2 ราย เรียนที่โรงเรียน วชิรสารศึกษา ซึ่งเป็นสถานที่ปิดประกาศบัญชีรายชื่อและมาเล่นบริเวณที่ติดประกาศเป็นประจำ และในวันที่ 16 ก.ค. ทั้งสองคนได้ฉีกทำลายกระดาษบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่ติดไว้บนกระดานติดรายชื่อในหน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งอยู่ในโรงเรียนวชิรสารศึกษา โดยวันที่ 18 ก.ค. เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองได้นำตัวเด็กหญิงทั้งสองมาสอบสวน

    พนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้วทั้งสองคนสารภาพ และมูลเหตุใจการจงใจฉีกบัญชีรายชื่อเนื่องจากเห็นว่าเป็นสีชมพูซึ่งเป็นสีที่สวย จึงดึงมาฉีกเล่น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์

    อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต. ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ ผบก.สภ.กำแพงเพชร ระบุว่าคดีนี้เป็นคดีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ และในการสอบสวนมีผู้ปกครองของเด็ก เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ร่วมรับฟังการบันทึกถ้อยคำของพนักงานสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้สร้างความกดดันให้แก่เด็กและผู้ปกครอง และเนื่องจากผู้กระทำความผิดยังเป็นเด็กที่ก่อเหตุโดยไม่มีความเจตนา และอายุยังไม่ถึง 10 ขวบ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แม้จะมีความผิด แต่เด็กก็ไม่ต้องรับโทษ แต่ต้องมีการสอบสวนและรวบรวมพยานเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาต่อไป