ป.ป.ช. ลงโทษผู้ถูกร้องเรียนดำเนินอาญา 7 คดี “ศุภชัย หล่อโลหการ” อดีต ผอ.สนช. โดนด้วย ใช้เงินงบประมาณจ้างทำวิจัยทำวิทยานิพนธ์

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รายงานความคืบหน้าเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี/ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ในรอบเดือนที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดหรือให้ข้อกล่าวหาตกไป ซึ่งทางสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบว่า ได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาเพื่อลงโทษทางวินัย และหรือไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว รวม 7 คดี ดังนี้

1. ร้องเรียนกล่าวหา (1) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ตำแหน่งในขณะนั้น) ว่าเพิกเฉยไม่ดำเนินการไต่สวน กรณีมีหนังสือร้องทุกข์ของปลัดกระทรวงกลาโหมและนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ทั้งที่ทราบดีว่า พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม (2) พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล และออกคำสั่งให้นายทหารชั้นนายพลไปช่วยปฏิบัติราชการโดยมิชอบ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า

1.1 กรณี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำการตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

1.2 กรณีพลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

(1) ประเด็นก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมโดยมิชอบ ฟังได้ว่าพฤติการณ์ของพลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต ที่ได้เสนอชื่อบุคคลที่ตนเองเห็นสมควรแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ให้ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหมพิจารณา เป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และการบรรจุแต่งตั้ง โยกย้าย โอนเลื่อนตำแหน่งและเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมืองของกระทรวงกลาโหม เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266(1) และ (2) และเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ข้อ 15 การกระทำดังกล่าวจึงมีมูลเป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่เป็นเหตุให้ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 58 และมาตรา 64 จึงให้ส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำหรับในส่วนของความผิดทางอาญายังฟังไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ข้อกล่าวหาทางอาญาจึงไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

(2) ประเด็นออกคำสั่งให้นายทหารชั้นนายพลไปช่วยปฏิบัติราชการโดยมิชอบ ยังฟังไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

2. ร้องเรียนกล่าวหา นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรี ก้าวก่ายแทรกแซงการดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาด ที่พิจารณาเรื่องการทุจริตของอดีตผู้อำนวยการองค์การตลาด เพื่อช่วยเหลืออดีตผู้อำนวยการองค์การตลาด ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า นายประชาฯ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1(โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

งานวิจัยเล่มที่นายศุภชัย หล่อโลหการ อ้างถึง
งานวิจัยเล่มที่นายศุภชัย หล่อโลหการ อ้างถึง

3. ร้องเรียนกล่าวหา นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ว่านำผลงานวิจัยของบุคคลอื่นไปพิมพ์จำหน่ายในนามของตนโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้งบประมาณของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติจัดจ้างผู้รับจ้างทำการวิจัย เพื่อนำไปคัดลอกเป็นวิทยานิพนธ์ของตน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า นายศุภชัยฯ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ฐานเป็นพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8(โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท) มาตรา 9 (โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท) และมาตรา 11 (โทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11

4. ร้องเรียนกล่าวหา (1) นายพอพนธ์ สิชฌนุกฤษฏ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (2) นางสาวเจียมจิต ชัยสิทธิ์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท ไฮเทคโปร อีควิปเมนท์ จำกัด (3) นางสาวธัญพร ไม้พุ่ม เจ้าหน้าที่พัสดุ 1 สังกัดสถาบันเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (4) นางถนอมใจ พฤกษ์เสถียร ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนรุ่งเรืองกิจ ซัพพลาย จำกัด ว่าเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ไฮเทคโปร อีควิปเมนท์ จำกัด ในการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง, ขายเศษ Sputtering target ชนิด Silver ซึ่งเป็นพัสดุของสำนักงาน เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ และนำรถยนต์ส่วนตัวมาให้สำนักงานฯ เช่า ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า

(1) นายพอพนธ์ฯ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 (โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท) และมาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และมาตรา 91

(2) นางสาวเจียมจิตฯ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนนายพอพนธ์ฯ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86(โทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น)

(3) นางสาวธัญพรฯ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 9 และมาตรา 11

(4) นางถนอมใจฯ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนนางสาวธัญพรฯ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 9 และมาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86< 5. ร้องเรียนกล่าวหา (1) นายสุรศักดิ์ ธีระเมธี ผู้จัดการสาขา ธนาคารออมสิน สาขาปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร (2) นายนิวัตร์ เทียนอุดม ผู้ช่วยผู้จัดการสาขา ธนาคารออมสิน ในฐานะคณะกรรมการสินเชื่อสาขา (3) นายจิตรภาณุ หรือทศพร วงศ์สรรพ์ ตำแหน่งสินเชื่อ ในฐานะคณะกรรมการสินเชื่อสาขา (4) นายวสิษฐ์พล กาญจนนุกูลศิริ พนักงานสินเชื่อ ในฐานะคณะกรรมการสินเชื่อสาขา ว่าอนุมัติสินเชื่อให้ผู้กู้ ที่ขาดคุณสมบัติ โดยใช้หลักฐานปลอมและทำหลักฐานประกอบคำขอกู้เป็นเท็จ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า

(1) นายสุรศักดิ์ฯ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11

(2) นายนิวัตร์ เทียนอุดม (3) นายจิตรภาณุฯ และ (4) นายวสิษฐ์พลฯ มีมูลความผิดทางวินัย ไม่ร้ายแรง

6. ร้องเรียนกล่าวหา (1) นายเทียนชัย จันทร์แปลง หัวหน้าสวนรุกขชาติเพ จ.ระยอง (2) นายบุญยืน ชื่นชมกลิ่น ผู้ช่วยหัวหน้าสวนรุกขชาติเพ จ.ระยอง (3) นายราชันต์ พริบไหว เจ้าพนักงานป่าไม้ ๕ หัวหน้าสวนป่าห้วยมะหาด – เขานั่งยอง จ.ระยอง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ว่าเบิกจ่ายเงินค่าจ้างของลูกจ้างชั่วคราวรายวันเป็นเท็จ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า

(1) นายเทียนชัยฯ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147(7) มาตรา 157(8) มาตรา 161(9) ประกอบมาตรา 90 และมาตรา 91

(2) นายบุญยืนฯ และ (3) นายราชันต์ฯ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

7. ร้องเรียนกล่าวหา (1) นายเสงี่ยม แจ่มจำรูญ นักวิชาการเกษตร ๕ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จ.ตาก (2) นายไพโรจน์ ตันยา เจ้าพนักงานการเกษตร ๖ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ จ.ตาก ว่าจัดทำเอกสารเบิกเงินค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายวันเป็นเท็จ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า (1) นายเสงี่ยมฯ และ (2) นายไพโรจน์ฯ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147