ครม. ไฟเขียวงบ 2.9 พันล้านประชามติ รธน. ยันแล้งนี้ไม่สาหัส มีน้ำใช้ถึงฤดูฝน “ประยุทธ์” ใช้ ม.44 ลุยประมูลคลื่น 900 ห้ามซิมดับ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ถือเป็นการประชุม ครม. ครั้งสุดท้าย ก่อนช่วงหยุดราชการยาวในเทศกาลสงกรานต์

“ประยุทธ์” ปัดตั้งพรรคลงเลือกตั้ง – ขู่ชี้นำ รธน. จำคุก 10 ปี

ภายหลังการประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกระแสข่าวการจัดตั้งที่ คสช. อาจจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อลงเลือกตั้งในปี 2560 ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะตนไม่ต้องการจะอยู่ต่อ และไม่เคยคิดจะลงเลือกตั้ง รวมถึงไม่ได้วางตัวให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นนายกฯ คนต่อไป

เมื่อถามว่า พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. ที่คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำมาแค่ไหน พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า พวกตนก็เสนอข้อมูลไป แต่เมื่อ กรธ. เขียนมาได้แค่นั้น พวกตนก็เคารพ และไม่ได้ขัดแย้งอะไร เพราะเป็นพวกเดียวกันอยู่แล้ว ส่วนการจัดทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 หากไม่ผ่านตนก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ได้เตรียมวิธีแก้ปัญหาไว้อยู่แล้วในใจ

กรณีที่มีทหารไปยึดกล่องยาที่มีรูปของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการไปจับ แค่รวบรวมมาเก็บไว้ เพราะขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาแจกของ ควรจะนำน้ำไปแจกจ่ายให้ประชาชนน่าจะดีกว่า เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งจนบานปลายเหมือนในอดีต

เมื่อถามถึงกรณีที่นักการเมืองจำนวนมากออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า หากกฎหมายว่าด้วยการจัดทำประชามติอกมาบังคับให้ใครก็ตามที่แสดงความเห็นชี้นำประชาชนอาจมีความผิด โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งกฎหมายนี้ครอบคลุมถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย จึงอยากให้ระมัดระวังการนำเสนอข่าว

ยันแล้งนี้ไม่สาหัส มีน้ำใช้ถึงฤดูฝน ชี้ “เอลนีโญ” เริ่มหมดฤทธิ์

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมกันแถลงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง หลังจากได้รายงานข้อมูลนี้ต่อที่ประชุม ครม. เสร็จสิ้น โดยทุกหน่วยงานยืนยันว่า ปริมาณน้ำในปีนี้มีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภครวม รวมถึงการรักษาระบบนิเวศ โดยเฉพาะการผลักดันน้ำเค็ม ไปจนถึงฤดูฝนที่มาถึงในเดือนกรกฎาคม 2559 อย่างแน่นอน โดยระหว่างนี้รัฐบาลจะบรรเทาความเดือดร้อนด้วยการขุดบ่อน้ำบาดาลไปจนถึงการนำรถขนน้ำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

นายเลิศวิโรจน์กล่าวว่า รัฐบาลนี้ได้ออกมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งรวมทั้งสิ้น 17 มาตรา รวมงบประมาณที่ใช้กว่า 2 แสนล้านบาท มีประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 2 ล้านราย ยืนยันว่าปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่งทั่วประเทศจะมีพอใช้ไปจนถึงฤดูฝนของปีนี้ ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน 2559 จะมีการนำข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนมาพิจารณาอีกครั้ง ก่อนประกาศให้เกษตรกรทราบว่าจะกลับมาทำนาอีกครั้งได้ในช่วงเวลาใด หลังจากที่พื้นที่ปลูกข้าวต้องลดลงจาก 8.7 ล้านไร่ในปีก่อน เหลือเพียง 5.6 ล้านไร่ในปีนี้

ด้านนายสงกรานต์ อักษร รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในปีนี้ฝนจะตกต้องตามฤดูกาล โดยจะเริ่มมีฝนในสัปดาห์ที่สามของเดือนพฤษภาคม 2559 ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2559 และจะมีฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ก่อนจะกลับมาตกอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2559 ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณน้ำฝนในปีนี้จะมีเท่ากับหรือมากกว่าฤดูฝนปกติ กล่าวโดยสรุปก็คือ สถานการณ์เอลนีโญเริ่มคลี่คลายแล้ว และจะกลับไปสู่ฤดูฝนตามปกติ

ไฟเขียวไทยเข้าร่วมโครงการขจัดความหิวโหยของยูเอ็น

สำหรับวาระการประชุม ครม. อื่นที่น่าสนใจ

พล.ต. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger Challenge) โดยร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และสำนักงบประมาณรับผิดชอบจัดสรรงบประมาณในการดำเนินแผนงานให้บรรลุวัตถุประสงค์

สำหรับโครงการนี้ มีเป้าหมาย 5 ประการ ที่จะต้องบรรลุภายในปี 2568 ดังนี้ 1. การเข้าถึงอาหารได้ 100% ตลอดทั้งปี 2. การหยุดภาวะแคระแกร็นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี 3. ระบบอาหารทั้งหมดมีความยั่งยืน 4. ผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรรายย่อยเพิ่มขึ้น 100% และ 5. การลดจำนวนการสูญเสียอาหารให้เป็นศูนย์ ซึ่งเนื้อหาสาระจะยืดหยุ่นได้ให้เข้ากับสถานการณ์และความเหมาะสมของประเทศ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ 2 (Zero Hunger) ของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ซึ่งประเทศสมาชิกรวมถึงประเทศไทยให้การรับรองเมื่อเดือนกันยายน 2558

รวม กม.ปราบยาเสพติด เป็นฉบับเดียว

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญคือการรวบรวมกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมยาเสพติด การป้องกัน การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และวิธีพิจารณาคดียาเสพติด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 7 ฉบับ มารวมไว้ในฉบับเดียวกัน พร้อมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวให้เหมาะสมกับปัจจุบัน

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นี้ เช่น แยกแยะผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและให้มีบทลงโทษชัดเจนกับแต่ละกลุ่ม ดังนี้ 1. ตัวการใหญ่ คือผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก (อัตราโทษ จำคุก 30 ปีถึงตลอดชีวิต ถ้ามีจำนวนยาเสพติดมากก็อาจถึงขั้นประหารชีวิต และริบทรัพย์) 2. แรงงาน คือ ผู้ที่รับจ้างขนส่ง ขาย และนำส่ง (อัตราโทษ จำคุก 5-20 ปี เน้นการลงโทษและการสืบสวนสอบสวน สืบสาวถึงตัวการใหญ่) 3. เหยื่อ คือ ผู้เสพ หรือครอบครองสำหรับเสพ (อัตราโทษ จำคุก 1-2 ปี เน้นการบำบัดฟื้นฟู) โดยเงินที่ยึดได้จากกลุ่มเหล่านี้จะตกเป็นเงินของแผ่นดิน และใส่ไปในกองทุนที่จะใช้บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดต่อไป

“ทั้งนี้ ให้ส่งร่าง พ.ร.บ. นี้ ให้กฤษฎีกาตรวจทาน ก่อนส่งให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเพื่อออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป“ พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มโทษใช้แรงงานเด็ก

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยร่าง พ.ร.บ. นี้ออกมาเพื่ออุดช่องโหว่กรณีที่ประเทศไทยถูกโจมตีว่ามีการใช้แรงงานเด็ก โดยสาระสำคัญคือการเพิ่มอัตราโทษสำหรับการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานเด็ก ซึ่งกำหนดประเด็นสำคัญไว้ 3 เรื่อง คือ

  1. งานอันตรายสำหรับเด็ก เช่น ห้ามทำงานเกี่ยวกับการหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ งานที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เป็นต้น โดยเพิ่มอัตราโทษกรณีฝ่าฝืนจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับระหว่าง 400,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. สถานที่ห้ามทำงานสำหรับเด็ก อาทิ โรงฆ่าสัตว์ สถานที่เล่นการพนัน สถานบริการ เป็นต้น โดยเพิ่มอัตราโทษกรณีฝ่าฝืน จากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับระหว่าง 400,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  3. อายุขั้นต่ำของเด็ก กรณีอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้ทำได้เฉพาะงานทั่วไปหรืองานตามที่กฎกระทรวงกำหนดนั้น โดยเพิ่มอัตราโทษกรณีฝ่าฝืน จากจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับระหว่าง 400,000-800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คืนสุขแรงงานต่างด้าวช่วงสงกรานต์

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับทราบกรณีที่ พล.อ. ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 15/2559 เรื่องการผ่อนผันให้คนต่างด้าว สัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา เดินทางกลับประเทศต้นทางในช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 เมษายน 2559 โดยไม่ถือว่าเป็นการออกนอกเขตพื้นที่จังหวัดที่จัดทำทะเบียนประวัติหรือจังหวัดที่อนุญาตให้ทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับทุกคนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

อนุมัติงบกลาง 2.9 พันล้าน จัดประชามติร่าง รธน.

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติงบกลางกว่า 2,991 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอ หลังจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมายและผู้เกี่ยวข้อง ไปต่อรองจน กกต. ยอมลดงบที่จะใช้ในการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ จากเดิมที่ตั้งไว้กว่า 4,200 ล้านบาท โดยงบส่วนใหญ่ที่ลดลงไป มีทั้งค่าจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฯ ที่ลดลง จากที่ไม่ต้องแจกจ่ายให้ทุกครัวเรือนแล้ว รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่ลดลง

ทั้งนี้ ในการประชุม ครม. ไม่มีใครตั้งคำถามกับ พล.อ. ประยุทธ์ ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้ไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร แต่ถ้าสังเกตจากที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์มาทุกครั้ง ท่านจะไม่บอกว่าหากไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร เพราะไม่อยากให้เกิดการเปรียบเทียบ ประชาชนจะได้ศึกษาข้อดี-ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้อย่างเต็มที่

ป.ป.ช. ชงส่งข้อมูลโยกย้าย ขรก. เป็นฐานข้อมูลตรวจบัญชีทรัพย์สิน

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในวันเดียวกัน ที่ประชุม ครม. ยังมีมติรับทราบตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอมายัง ครม. ขอให้สั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ให้ส่งข้อมูลหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวให้กับ ป.ป.ช. ทราบทุกครั้งที่มีการแต่งตั้ง โยกย้าย สับเปลี่ยนตำแหน่ง ออกจากราชการ และเกษียณอายุราชการ

ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบัน ป.ป.ช. ยังไม่มีฐานข้อมูลอย่างชัดเจนเพียงพอต่อการตรวจสอบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่

ใช้ ม.44 สั่งประมูลคลื่น 900 27 พ.ค. นี้ – ห้ามซิมดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเย็นวันที่ 12 เมษายน 2559 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2559 เรื่อง การประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวอธิบายว่า สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ คือการลดขั้นตอนการประมูลใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz สำหรับให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 4G เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สามารถจัดการประมูลได้ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 เนื่องจากยิ่งประมูลช้า ราคาของใบอนุญาตจะยิ่งลดลงไป โดยราคาตั้งต้นการประมูลจะอยู่ที่ 75,654 ล้านบาท และให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถเข้าร่วมประมูลได้ ยกเว้นผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยชนะประมูลแต่ผิดสัญญา

“คำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ ยังคุ้มครองลูกค้าของผู้ประกอบการคลื่น 900 MHz เดิม ไม่ให้ต้องซิมดับ ยังสามารถใช้บริการต่อไปได้ จนกว่าผู้ประกอบการคลื่น 900 MHz ใหม่จะเข้ามาให้บริการ โดยเงื่อนไขจะคล้ายกับที่เคยขยายเวลาการให้บริการของผู้ประกอบการคลื่น 1800 MHz เมื่อปี 2556 เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องซิมดับ คือกำไรทั้งหมดห้ามนำเข้าบริษัท ต้องมอบให้กับ กสทช. ส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน” นายวิษณุกล่าว