ครม. ไฟเขียว “หมู่บ้านประชารัฐ” อัดเงิน 15,000 ล้าน ลงชุมชน – นายกฯ เปรยอาจใช้ ม.44 ยกคลื่น 900ให้ AIS ขยายผล Panama Papers

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มาภาพ: www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน

“ประยุทธ์” เปรยอาจใช้ ม.44 ยกคลื่น 900 ให้ AIS

พล.อ. ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. ถึงกรณีที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เสนอตัวขอซื้อใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เพื่อนำไปให้บริการในระบบ 4G ในราคาที่บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด หรือ JAS ชนะการประมูล หรือ 7.56 หมื่นล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลใหม่ ด้วยการใช้อำนาจพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย กสทช. บางมาตรา ว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือหารือเรื่องนี้จาก กสทช. แต่ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลไปหารือว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ โดยจำต้องพิจารณาในหลายประเด็น ทั้งเรื่องข้อกฎหมายรวมถึงผลประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนด้วย ยืนยันว่าตนไม่เข้าข้างฝ่ายใด เพราะบริษัทที่ให้บริการได้ในปัจจุบันก็เหลืออยู่แค่ไม่กี่บริษัท

“ต้องดูว่าถ้าทำได้วันนี้จะเกิดประโยชน์กับประเทศเท่ากับที่ต้องทิ้งช่วงไป 1 ปี ก่อนนำมาประมูลใหม่หรือไม่ ถึงเวลานั้นรายได้จะเข้ามากหรือน้อยกว่ากันเท่าไร ผลประโยชน์จะตกกับประชาชนหรือไม่ หากทำมาแล้วการสื่อสารดีขึ้น ค่าใช้บริการถูกลง ก็มีเหตุผลที่จะหยิบมาพิจารณา” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามความชัดเจนว่าจะใช้มาตรา 44 ในกรณีนี้หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า คงต้องรอให้ฝ่ายกฎหมายทั้งกฤษฎีกา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย และทาง กสทช. พิจารณาเสร็จสิ้นก่อน หากไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตนก็พร้อมจะทำเพื่อประเทศชาติ และจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า มาตรา 44 ไม่ได้ใช้แค่เพื่อการปราบปรามเพียงอย่างเดียว

ลุยเอาผิดคนซ้อม “พลทหาร” เสียชีวิต ทั้งวินัย-อาญา

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวน 6 นาย ที่เกี่ยวข้องกับการลงโทษพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด อายุ 23 ปี สังกัดกองพัน ร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา จนทำให้เสียชีวิต ว่า เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาได้ลงโทษจำคุกผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว หลังจากนี้จะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หากพบว่ามีความผิดไม่เพียงโทษทางวินัยเท่านั้น ยังจะรวมถึงโทษทางอาญาด้วย

“เรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น ผมเคยห้ามแล้วไม่ให้มีการกระทำรุนแรง แต่ก็ยังมีการทำอยู่ จึงต้องไปดูสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จะถูกหรือผิดต้องว่าไปตามกระบวนการสอบสวน” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการพูดคุยสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับผู้ก่อความไม่สงบว่า ยังมีการพูดคุยกันอยู่ทั้งทางเปิดและทางลับ แต่หากคณะทำงานย่อยยังไม่ได้ข้อสรุป ก็จะยังไม่มีการเปิดเจรจาของคณะทำงานใหญ่อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ไม่สามารถกฎหมายรัฐบาลได้ โดยรัฐบาลจะตอบโต้ด้วยมาตรการทางกฎหมายเป็นหลัก

สั่งสอบนศ.ประท้วง“มีชัย” – ไม่ยุ่งพ่วงคำถามประชามติ “ส.ว. เลือกนายกฯ ได้”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มนักศึกษานำโดยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ไปชูป้ายประท้วง ระหว่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังกล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในวันนี้ว่า ถามว่าสมควรหรือไม่ เพราะวันนี้เป็นวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ทำอะไรควรจะให้เกียรติเจ้าของงานด้วย ทั้งนี้ตนจะสอบทางลึกแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลังนักศึกษากลุ่มนี้ เพราะคนที่ทำอย่างนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน

เมื่อถามว่า จะเชิญนักศึกษากลุ่มนี้มาอบรมตามหลักสูตรของ คสช. หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอพิจารณาก่อน เพราะถ้าทำไป ก็จะกลายเป็นประเด็นอีกว่า นักศึกษาเป็นพลังบริสุทธิ์ทำไมถึงไม่ให้อภัย

เมื่อถามถึงกรณีที่สภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้พ่วงคำถามประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องให้ ส.ว. มีอำนาจเลือกนายกฯ ด้วย ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะต้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอีกครั้งว่าจะตั้งคำถามใด เรื่องนี้ตนไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ปล่อยไปตามกระบวนการดีกว่า ผลออกมาอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

คุมเข้มสงกรานต์ ห้ามเต้นวาบหวิวบนรถ จับทั้งคนเต้น-เจ้าของรถ

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปี 2559 ว่า ได้เพิ่มมาตรการการดูแลความปลอดภัย โดยการตั้งด่านตรวจเพิ่ม 2 เท่า และตรวจสมรรถภาพคนขับรถยนต์ หากพบว่าคนไหนดื่มสุราก็จะยึดรถและกักตัวไม่ให้ไปไหนจนกว่าจะสร่างเมา ทั้งนี้ ตนอยากให้ทุกคนเล่นน้ำกับด้วยความสุภาพเรียบร้อย และได้สั่งการขั้นเด็ดขาดห้ามทั้งผู้หญิงและเพศที่ 3 แต่งกายไม่สุภาพขึ้นเต้นบนรถยนต์ หากฝ่าฝืนจะจับกุมทั้งผู้เต้นและเจ้าของรถยนต์

“ใครแต่งกายไม่สุภาพ ขึ้นไปเต้นเปิ๊ดสะก๊าดบนรถ จับทันที เจ้าของรถก็โดนด้วย จับทันที สาวประเภทสองก็ไม่เว้น” นายกฯ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารปลอมในโซเชียลมีเดียว่ามีการเพิ่มวันหยุดราชการช่วงเทศกาลสงกรานต์ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “เทศกาลสงกรานต์ก็ได้หยุด 5 วัน คือตั้งแต่วันที่ 13-17 เมษายน 2559 ถือว่าเพียงพอแล้ว อย่าให้หยุดมากกว่านี้เลย กลับมาทำงานกันบ้าง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้”

เร่งสอบ 21 คนไทยโยงฟอกเงินข้ามชาติ “ปานามาเปเปอร์ส”

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ) ซึ่งประกอบด้วยนักข่าวกว่า 400 คน จาก 100 องค์กรสื่อ ใน 80 ประเทศ ร่วมกันสอบสวนเอกสารหลุดจากสำนักกฎหมายระดับโลกสัญชาติปานามา Mossack Fonseca กว่า 11.5 ล้านชิ้น ที่ทำให้พบรายชื่อลูกค้าหลายคนซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของโลกใช้บริการขอให้จัดตั้งบริษัทกระดาษ (shell company) เพื่ออำพรางทรัพย์สิน ไปจนถึงหลีกเลี่ยงภาษี หรือที่เรียกกว่ากรณี “ปานามา เปเปอร์ส (Panama Papers)” โดยปรากฏว่ามีคนไทยเกี่ยวข้องด้วย 21 รายชื่อ ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อสรุป เนื่องจากข้อมูลที่ได้มาจากสำนักข่าวยังไม่ถือเป็นพยานหลักฐานทางการ หากข้อมูลทั้งหมดเป็นเรื่องจริงก็ถือว่าดี เพราะจะทำให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ด้าน พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากสื่อ ยังไม่ถือเป็นข้อมูลทางการ ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประสานขอข้อมูลทางการก่อน ทั้งนี้ อยากให้ระวังระมัดการพูดถึงบุคคลที่ปรากฏชื่อในข่าวด้วย เพราะการตั้งบริษัทข้ามชาติ (offshore company) ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียว อาจจะทำไปเพื่อขยายการค้าการลงทุนในต่างประเทศก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ปปง. ได้ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ว่า จะแถลงความคืบหน้าถึงกรณีดังกล่าวหลังจากได้ประสานขอข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 8 เมษายน 2559 นี้

อัดเงินเพิ่ม “หมู่บ้านประชารัฐ” 2 แสน/แห่ง รวม 15,000 ล้าน

สำหรับวาระการประชุม ครม. อื่นๆ ที่น่าสนใจ

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ “โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ” ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท) โดยจะให้เงินแก่หมู่บ้าน 74,965 แห่งทั่วประเทศ แห่งละ 200,000 บาท รวมกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อไปลงทุนในโครงการที่จะเกิดประโยชน์ต่อหมู่บ้านนั้น โดยขั้นตอนการดำเนินการจะให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นผู้เสนอโครงการขึ้นมาแล้วให้คณะกรรมการระดับอำเภอเป็นผู้พิจารณา หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถเบิกจ่ายได้ทันที ถือเป็นการลดขั้นตอนซึ่งจะทำให้ดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ หลังเทศกาลสงกรานต์ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะทำความเข้าใจกับกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ พร้อมจัดทำคู่มือในการดำเนินการตามโครงการนี้ ก่อนจะเริ่ม kick off โครงการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 คาดว่าจะเบิกจ่ายเสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน หรือไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2559

เห็นชอบแผนพัฒนาศก.ดิจิทัล 20 ปี

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบต่อ “แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” หรือ master plan และ “แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2559-2561)” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ “แผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนารายยุทธศาสตร์” เพื่อประกอบคำร้องของบประมาณต่อไป

ทั้งนี้ แผนพัฒนาดิจิทัลฯ มีเป้าหมายในการพัฒนา 4 มิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ทุนมนุษย์ และภาครัฐ มียุทธศาสตร์ในการดำเนินการ 6 ด้าน ประกอบด้วย

  1. ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอันถือเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานประเภทหนึ่ง
  2. ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ (digital lieracy)
  3. อุตสาหกรรมดิจิทัลมีส่วนขับเคลื่อนประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้สูง
  4. ขีดความสามารถของการแข่งขันของไทยใน World Competitiveness Scoreboard อยู่ใน 15 อันดับแรก
  5. อันดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศในดัชนี ICT Development Index (IDI) อยู่ใน 40 อันดับแรก
  6. อันดับการพัฒนาด้านรัฐบาลดิจิทัลในการจัดอันดับของ UN e-Government rankings ใน 50 อันดับแรก

“ตามแผนพัฒนาดิจิทัลฯ ได้แบ่งระยะเวลาดำเนินการออกเป็น 4 ช่วง คือ 1. ช่วงปีครึ่ง ที่รัฐบาล คสช. ยังอยู่ จะเน้นการสร้างรากฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล 2. ช่วง 5 ปี ทุกภาคส่วนของประเทศมีส่วนร่วมตามแนวประชารัฐ 3. ช่วง 10 ปี แปลงประเทศไทยให้เป็น Digital Thailand ที่ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิทัลได้เต็มศักยภาพ และ 4. ช่วง 20 ปี ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน” พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

ปรับแนวทางประเมินผลงาน บิ๊ก ขรก. ใหม่

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางการประเมินข้าราชการพลเรือนใหม่ โดยจะมีการประเมินใน 2 ระดับ คือระดับหน่วยงานและระดับบุคคล ซึ่งจะใช้กับข้าราชการพลเรือนระดับซี 10 ขึ้นไป ได้แก่อธิบดีกรม รองปลัดกระทรวง และปลัดกระทรวง ซึ่งแนวทางในการประเมินจะใช้ 5 หัวข้อ 1. งานตามหน้าที่ปกติ 2. งานในพื้นที่ 3. งานที่ได้รับมอบหมายพิเศษ 4. งานที่ใช้ความรู้ความสามารถและทักษะ และ 5. งานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือนโยบายของรัฐบาล โดยจะมีการส่งข้อมูลดังกล่าวมาให้กับนายกฯ เพื่อใช้ผลการประเมินดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาโยกย้ายข้าราชการดังกล่าว

ยุบ กก. จัดการปาล์มน้ำมัน แก้ปัญหางานซ้ำซ้อน

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบให้ยุบเลิก “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันอย่างระบบ” ที่ตั้งขึ้นในปี 2546 เพราะมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับ “คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)” ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2551 นอกจากนี้ ยังให้แนวทางกับกรมศุลกากรในการดำเนินการกับน้ำมันปาล์มของกลางจำนวน 300 กว่าตัน ไว้ 3 แนวทาง คือ 1. นำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทดแทน 2. นำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 3. หากไม่สามารถดำเนินการตาม 1. หรือ 2. ได้ ให้ทำลายทิ้งเสีย