ครม. เห็นชอบ กม.แข่งขันการค้าฉบับใหม่ อนุมัติกรอบงบประมาณปี’ 60 วงเงิน 2.7 ล้านล้าน – นายกฯ ตั้ง 10 ข้อสังเกตร่าง รธน.

580202ประยุทธ์
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน วาระสำคัญคือการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. …. ฉบับเบื้องต้น ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ส่งมาให้พิจารณาเพื่อเสนอความเห็นไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหา โดยจะต้องเสนอกลับไปยัง กรธ. ก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 และ กรธ. จะพิจารณาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับสุดท้าย ที่จะนำไปสู่จัดทำประชามติในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2559

“ประยุทธ์” ตั้ง 10 ข้อสังเกต รธน.

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ได้รายงานความคืบหน้าการจัดทำและสรุปเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฯ ให้ที่ประชุมฟัง ซึ่ง ครม. ก็ซักถามบ้างในบางประเด็น โดยตนได้สั่งการให้ทุกคนไปรวบรวมความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฯ และเสนอกลับมายังที่ประชุมภายในสัปดาห์หน้า เพื่อส่งไปยัง กรธ. ซึ่งยังมีขั้นตอนในการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาอยู่ก่อนจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญฯ ฉบับสุดท้าย ในวันที่ 29 มีนาคม 2559

ทั้งนี้ ส่วนตัวจะแสดงความคิดเห็นในฐานะนายกฯ ต่อร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้ รวม 10 ประเด็น ประกอบด้วย

  1. การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามโรดแมปของ คสช. คือจะต้องเริ่มการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2560
  2. เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฯ ต้องมีความเป็นสากล ไม่ต้องแก้ไขบ่อย อะไรที่จำเป็นต้องทำในช่วงเปลี่ยนผ่านให้ใส่ไว้ในบทเฉพาะกาล
  3. เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฯ ต้องทำให้เกิดการปฏิรูปขึ้นให้ได้ โดยจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ
  4. ต้องปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ โดยเฉพาะองค์กรอิสระ
  5. ต้องมีกลไกในการยุติความขัดแย้ง โดยกำหนดองค์กรที่จะเป็นผู้ชี้ขาด
  6. กำหนดให้เกิดการบริหารราชการแผ่นดินอย่างบูรณาการ โดยสอดคล้องกับงบประมาณและบุคลากร
  7. กำหนดบทบาทที่ชัดเจนทั้งของรัฐ ข้าราชการ และประชาชน ว่าอะไรเป็นเรื่องของหน้าที่ อะไรเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ
  8. นำหลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ไว้มาใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ เช่น เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  9. บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฯ ต้องกำหนดระยะเวลาที่การปฏิรูปจะเห็นผลเป็นรูปธรรม ว่าจะเสร็จสิ้นในกี่ปี
  10. ทบทวนเรื่องการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น ว่าสิ่งที่เคยให้ท้องถิ่นทำแทนรัฐบาลส่วนกลาง 200-300 อย่าง ดีพอแล้วหรือไม่

พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเสนอให้เปิดให้ฝ่ายต่างๆ สามารถรณรงค์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวร่างรัฐธรรมนูญฯ ก่อนทำประชามติว่า กกต. ยังไม่มีการเสนอมา แต่แม้จะยังไม่อนุญาต ก็มีการแสดงความคิดเห็นกันอยู่แล้ว

ย้ำ อยากให้ประชามติผ่าน – เรียก “จตุพร” ปรับทัศนคติ

เมื่อถามว่า นายมีชัยระบุว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฯ ไม่ผ่านประชามติ อาจจะได้รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาโหดกว่า พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แต่อยากถามหน่อยโหดกว่าอย่างไร อย่างไรคือโหดหรือไม่โหด ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เช่น เรื่องนายกฯ คนนอก ก็ให้พรรคการเมืองเป็นคนเสนอ เขาก็จะเลือกคนในพรรคก่อน ยกเว้นแต่เกิดความขัดแย้งจนคนในพรรคเป็นไม่ได้ ค่อยไปหาคนนอกที่ไม่ใช่ตนเข้ามา เรื่องให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ก็เพื่อให้ตัดสินเวลาเกิดวิกฤติ ไม่เช่นนั้นทหารก็จะต้องเข้ามาอีก ถ้าไม่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจะให้ศาลใดมาตัดสิน มันต้องหากลไกมาเพื่อแก้ไขปัญหา

“ผมอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้ผ่านประชามติ แต่ไม่ใช่ว่าจะผ่านแบบรัฐธรรมนูญทั่วไป มันจะต้องมีบทเฉพาะกาลที่รับประกันว่าสิ่งที่ผมทำในวันนี้จะมีผลไปจนถึงวันหน้า ทำให้สิ่งที่ผมทำมาไม่เสียเปล่า” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสนอว่าในการจัดทำประชามติควรจะกำหนดว่า หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฯ นี้ แล้วจะนำรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาแทน เพื่อให้ประชาชนได้เปรียบเทียบการทำประชามติ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ท่านจะพูดอะไรก็เรื่องของท่าน แต่ตนเคยบอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฯ ไม่ผ่าน ตนจะแก้ไขปัญหาเอง

“คุณไม่เชื่อมั่นเลยหรือว่าผมทำเพื่ออะไร คุณไม่ไว้ใจผมเลยหรือ 2 ปีที่ผ่านมา คุณไม่เห็นผมทำอะไรบ้างหรืออย่างไร คุณไว้ใจคนอื่นหมด แต่ไม่ไว้ใจผม ไร้ค่า” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว

กรณีที่กองทัพบกเรียกนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ามาปรับทัศนคติที่กองทัพภาคที่ 1 พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องถามกลับว่า เขาทำผิดกฎหมายหรือไม่ ที่เขาพูดไม่ใช่การแสดงความคิดเห็น แต่เป็นการดูถูกเหยียบย่ำ ถ้าเขาด่าคุณแบบนี้ คุณจะโกรธหรือไม่ แล้วตนไม่มีสิทธิปกป้องตัวเองหรืออย่างไร ทำไมถึงให้พื้นที่กับคนเหล่านี้อยู่ได้ เดี๋ยวเคลื่อนไหวมากๆ ศาลถอนประกันตัว ก็ยุ่งอีก

ยันต่างชาติเช่าที่ 99 ปีแค่แนวคิด – ไม่ควักเงินซื้อที่จากเอกชนแก้ปัญหาหาดราไวย์

ช่วงหนึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ ไล่เรียงทั้ง 6 กลุ่มงาน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ว่า วันนี้ตลาดทั่วโลกตกเหมือนกันหมด อย่ามองแค่ตัวเลขการส่งออกของประเทศไทยที่ตกต่ำลง ทำไมถึงไม่มองตัวเลขการส่งออกของประเทศรอบๆ บ้าน ตนพยายามจะแก้ปัญหาอยู่ รักษาตัวเลขการส่งออกไว้ที่โต 5% โดยเริ่มจากการเพิ่มมูลค่าการค้ากับประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดไปจากการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ และทำให้ ASEAN รวมเป็นตลาดการค้าเดียว

ส่วนแนวคิดในการแก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติเช่าที่ดินในประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจได้ยาวขึ้นจาก 50 ปี เป็น 99 ปี พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวอธิบายว่า ยังเป็นเพียงแนวคิด ยืนยันว่าตนจะไม่เอาแผ่นดินไปให้ใคร มีแต่จะรักษาแผ่นดินไว้ให้

พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดินบริเวณหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ระหว่างชาวบ้านกับนายทุนว่า อยู่ระหว่างการดูความเป็นมา ว่าชาวบ้านที่อยู่มาบริเวณนั้นเป็นร้อยปีอยู่กันมาอย่างไร แล้วเอกสารสิทธิ์ที่ออกมาถูกต้องหรือไม่ ที่มีการเสนอให้รัฐซื้อที่ดินคืนเอกชนนั้น อยากให้การแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดินหน้าก่อน แล้วถ้าใช้วิธีนี้ ต่อไปไม่ต้องไปซื้อที่ดินซึ่งเป็นกรณีพิพาทคืนทุกแปลง

นอกจากนี้ ยังวาระการประชุม ครม. ที่สำคัญอื่นๆ เช่น

กรอบงบประมาณปี 60 รายจ่าย 2.7 ล้านล้าน

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่าย จำนวน 2.73 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายในส่วนงบประจำ 2.12 ล้านล้านบาท งบลงทุน 5.4 แสนล้านบาท และค่าชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้ 6.5 หมื่นล้านบาท ส่วนประมาณการรายได้อยู่ที่ 2.34 ล้านล้านบาท โดยสรุปคือเป็นงบประมาณขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท เท่ากับในปี 2559 ทั้งนี้ คาดว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ให้ ครม. พิจารณาได้อีกครั้งภายในเดือนพฤษภาคม 2560 ก่อนจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในเดือนมิถุนายน 2560 ต่อไป

ไฟเขียว กม.แข่งขันการค้าฉบับใหม่

พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน รับการเปิดเสรีด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยร่าง พ.ร.บ. นี้มีสาระสำคัญ อาทิ ให้มีคณะกรรมการการแข่งขันการค้า 7 คน มีวาระ 6 ปี ขึ้นมากำกับดูแลการผูกขาดทางการค้า, ให้รวมรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไรทุกประเภทอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. นี้, ให้ทบทวนเกณฑ์เพื่อป้องกันธุรกิจที่สร้างแนวทางใหม่ในการผูกขาดทางการค้า, ให้รวมความผิดที่กระทำนอกประเทศ หากส่งผลกระทบต่อภายในประเทศ ต้องรับโทษตามร่าง พ.ร.บ. นี้, ให้การควบรวมธุรกิจที่อาจมีผลเป็นการผูกขาดการค้าต้องขออนุญาตก่อน เป็นต้น

“อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการให้อำนาจคณะกรรมการการแข่งขันการค้าพิจารณาลดหย่อนโทษการควบรวมธุรกิจที่ทำให้เกิดการผูกขาดการค้าได้ ทั้งๆ ที่เป็นโทษทางอาญา โดย อสส. เห็นว่าเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม การให้อำนาจดังกล่าวกับคณะกรรมการฯ จึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงต้องหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง” พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

แก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจ ขยายเวลาสอบสวนวินัยหลังออกราชการ

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญคือการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย 1. แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจแห่งชาติ (กตร.) ให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช. ที่ 88/2557 ที่กำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งใน ก.ต.ช. และ กตร. ชุดละ 2 คน มาจากการคัดเลือกโดยวุฒิสภา 2. ขยายระยะเวลาสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรงกับข้าราชการตำรวจที่ลาออกจากราชการ จากเดิมที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีหลังลาออกจากราชการ เป็นให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี แต่สามารถขยายระยะเวลาได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 60 วัน หลังลาออกจากราชการ

“การแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เรื่องขยายระยะเวลาสอบการความผิดทางวินัย ก็เพื่อสกัดตำรวจที่คิดทำผิดทิ้งทวนก่อนเกษียณ ให้ทำได้ยากลำบากขึ้นสักหน่อย” พล.ต. สรรเสริญ กล่าว

ยืดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวทั้งสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทงาน ได้แก่ 1. กิจการประมงทะเล จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มกราคม 2559 ขยายเวลาเป็นวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 โดยให้อยู่ในประเทศและทำงานได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2560 2. กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ขยายเวลาเป็น 22 สิงหาคม 2559 โดยให้อยู่ในประเทศและทำงานได้ถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560

ยุบ 2 โครงการอนุรักษ์ซ้ำซ้อน

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ให้ยกเลิกโครงการเงินกู้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูหนองปลิง จ.สุโขทัย วงเงิน 7.5 ล้านบาท เนื่องจากมีการดำเนินการโครงการนี้ไปแล้ว และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบ้านหัวควน จ.สตูล วงเงิน 9.8 ล้านบาท เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการใช้ที่ดินราชพัสดุ ทั้งนี้ การขอยกเลิกทั้ง 2 โครงการ เป็นไปตามแนวทางของนายกฯ ที่ไม่ให้มีโครงการที่ดำเนินการซ้ำซ้อนกัน

อัด 1,814 ล้าน ช่วยเกษตรกรบรรเทาภัยแล้ง

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 58/59 วงเงิน 1,814 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินการของกระทรวงมหาดไทย 89 ล้านบาท และอนุมัติงบกลาง 1,659 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถดำรงชีพในช่วงฤดูแล้ง ตามความต้องการของชุมชน ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างแหล่งอาหารในชุมชน คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 740,184 ราย

อนุมัติ 451 ล้านบาท ปรับปรุงถนน

พล.ต. สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติโครงการเพิ่มเติม 2 แผนงานภายใต้กรอบโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2558 ของกรมทางหลวงชนบท (ทล.) จำนวน 39 รายการ วงเงินรวม 451 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. แผนงานปรับปรุงถนนเชื่อมโยงพื้นที่เกษตรและแหล่งท่องเที่ยว แผนงานรองบำรุงทาง จำนวน 37 รายการ วงเงิน 412 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงซ่อมถนนบริเวณเลียบคลองชลประทานสายสำคัญต่างๆ มีความยาว 12,626 เมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัด ปทุมธานี ลพบุรี สิงห์บุรี เป็นอาทิ
  1. แผนงานปรับปรุงถนนเชื่อมโยงด่านศุลกากรและเขตเศรษฐกิจพิเศษ แผนงานรองบำรุงทาง จำนวน 2 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดนครพนม วงเงิน 41 ล้านบาท เพื่อบำรุงรักษาโครงข่ายทางหลวงชนบทสนับสนุนเศรษฐกิจพิเศษ และเป็นประตูสู่อาเซียนและจีนตอนใต้-ตะวันออก คือถนนสาย นพ. 3008 จ.นครพนม และถนนสาย นพ. 2019 จ.นครพนม