ตำนานดิวตี้ฟรี 26 ปี ของ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ ฝากถึง “ต่างชาติ” เปิดเสรี “Pick-up Counter” รอสัญญาสิ้นสุดเท่านั้น

ปมร้อนเริ่มขึ้นเมื่อผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรสัญชาติเกาหลี บริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ ฟรี (ไทยแลนด์) จากเกาหลีใต้ และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของเมืองไทย ที่มีสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทยเป็นแกนนำ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเสรีการประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากร โดยให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จัดหาพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองทำจุดส่งมอบสินค้า หรือ “Pick-up Counter” ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความครอบของบริษัทคิง เพาเวอร์ ตามสัญญาสัมปทานที่ทำไว้กับ ทอท. กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ “วิชัย ศรีวัฒนประภา” เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์ ต้องออกโรงให้สัมภาษณ์ นสพ.ไทยรัฐ เมื่อ 11 มกราคม 2559

นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์
นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์

ต่อมาหลังจากเปิดตัว “บัตรเครดิตร่วมคิง เพาเวอร์-กสิกรไทย” ร่วมกับนายบัญฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับธุรกิจร้านค้าปลอดอากรอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีบริษัท ล็อตเต้ ดิวตี้ ฟรี (ไทยแลนด์) เข้ามาเปิดร้านค้าปลอดอากรในเมือง จะผลกระทบกับคิง เพาเวอร์ หรือไม่ นายวิชัยกล่าวว่า “ผมไม่ทราบว่าบริษัท ล็อตเต้ฯ จะมาเปิดร้านค้าปลอดอากรในเมืองได้หรือไม่ ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าการทำธุรกิจดิวตี้ฟรี กลุ่มลูกค้าของคิง เพาเวอร์ ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ และลูกค้าคนไทยที่ถือบัตรสมาชิกคิง เพาเวอร์ (Member Card) ผมไม่ทราบว่าดิวตี้ฟรีจากเกาหลีเน้นลูกค้ากลุ่มไหน จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะมีผลกระทบต่อคิง เพาเวอร์ มากน้อยแค่ไหน”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ารัฐบาลกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยให้เปิดเสรี Pick-up Counter ถือว่ามีความเป็นธรรมกับคุณวิชัยหรือไม่

นายวิชัยกล่าวว่า “เรื่องนี้คงต้องย้อนหลังกลับไปในสมัยที่รัฐบาลเปิดประมูลใบอนุญาตร้านค้าปลอดอากร เริ่มต้นจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิด TOR ณ วันนั้น เขียนสเปกไว้ชัดเจน ทุกคนที่เข้าร่วมประมูลก็ทราบกติกากันทั้งหมด หากผู้เข้าร่วมประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ รายใดเป็นผู้ชนะการประมูล สามารถทำจุดส่งมอบสินค้า หรือ “Pickup Counter” ได้แต่เพียงผู้เดียว ช่วงนั้นทุกคนที่เข้าร่วมประมูลก็ทราบกติกานี้เป็นอย่างดี เวลาผ่านมา 8 ปี มาถึงวันนี้ ต้องการให้เปลี่ยนกติกา ผมก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่ต้องรอให้สัญญาสิ้นสุดก่อน ที่สนามบินสุวรรณภูมิเหลือเวลาอีก 5 ปี ก็ต้องรอกันไป”

นายวิชัยกล่าวต่อว่า “ส่วนที่สนามบินดอนเมือง ก็มีการเปิดประมูลกันเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา การประมูลที่นี่ ทอท. เขียนกติกาว่า ถ้าใครเป็นผู้ชนะการประมูล ผู้นั้นก็จะมีสิทธิในการบริหารสนามบินแต่เพียงผู้เดียว จะให้ Pick-up Counter กับใครก็ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ที่ชนะการประมูล ณ วันนั้น ผู้ที่เข้าร่วมประมูลทุกรายก็ทราบกติกา ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือดิวตี้ฟรีต่างชาติ ทุกคนทราบกติกาทั้งหมด พอเวลาผ่านมา 2 ปี วันนี้มาบอกว่าให้ผมเปลี่ยนกติกาใหม่”

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริษัทคิง เพาเวอร์ จะให้บริษัทล็อตเต้ฯเช่าพื้นที่ทำ Pick-up Counter หรือไม่ นายวิชัยกล่าวว่า “ขอตอบเลยว่าไม่มีทาง เพราะเป็นกติกาที่เขียนไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเปิดประมูล ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าเป็นกติกาที่ต้องยอมรับ ส่วนการที่จะไปเปิด Pick-up Counter กันที่ไหนนั้น วันนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ที่จะเปิด Pick-up Counter คือ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง แต่สิทธิการบริหารพื้นที่เป็นของบริษัทคิง เพาเวอร์ ส่วนที่สนามบินอู่ตะเภา ทอท. กำลังจะมีการประมูลเร็วๆ นี้ ก็ต้องไปประมูลกันที่นั่น และเมื่อ 6 เดือนก่อน ที่สนามบินภูเก็ต เพิ่งเปิดประมูลไปแล้ว แต่บังเอิญการประมูลพื้นที่ที่สนามบินภูเก็ต ทอท. เขียนกติกาขึ้นมาใหม่ หากผู้ใดเป็นผู้ชนะการประมูลได้สัมปทานไป ต้องจัดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเช่าพื้นที่ทำ Pick-up Counter ด้วย สัญญาเขียนไว้ชัดเจน วันนี้ถ้ากลุ่มไหนอยากเปิด Pick-up Counter สามารถไปเปิดที่สนามบินภูเก็ตหรือสนามบินเชียงใหม่ได้ แต่วันนี้ยังไม่เปิดประมูล ก็ต้องรอกันไป”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมการบริหารพื้นที่ร้านค้าปลอดอากรที่สนามบินสุวรรณภูมิ (ปี 2548) ใช้รูปแบบของการต่อสัญญา แต่สนามบินแห่งอื่นเปิดประมูล นายวิชัยกล่าวว่า “ถามประเด็นนี้ต้องย้อนหลังกลับไปในสมัยที่มีการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ก็มีการเปิดประมูลกันนะครับ สัญญาสัมปทานที่สนามบินสุวรรณภูมิมีอายุ 10 ปี มาถึงวันนี้เกิน 10 ปีแล้ว ทำไมคิง เพาเวอร์ ยังดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดอากรในสนามบินได้ คำตอบคือ เกิดเหตุการณ์ปิดสนามบิน ภาวะบ้านเมืองไม่สงบ ทุกครั้งที่มีปัจจัยลบมากระทบกับผู้เช่าพื้นที่ในสนามบิน ทอท. ก็ไม่เคยจ่ายเงินชดเชยให้คิง เพาเวอร์ ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เช่าพื้นที่อย่างรุนแรง 2 ครั้ง ทอท. จึงต่อสัญญาให้ผู้เช่าพื้นที่ครั้งละ 2 ปี สัญญาสัมปทานของบริษัท คิง เพาเวอร์ จึงกลายเป็น 14 ปี ล่าสุดเกิดผลกระทบเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นมาอีก แต่ครั้งนี้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกแล้วว่าไม่คิดจะต่อสัญญาสัมปทานให้คิง เพาเวอร์ อีก สรุป บริษัทคิง เพาเวอร์ ได้รับการชดเชยจาก ทอท. โดยการต่อสัญญาให้ทั้งหมด 4 ปี (สิ้นสุดสัญญาปี 2563)”

“วันนี้ ผู้ประกอบกิจการดิวตี้ฟรีรายอื่นสามารถเข้ามาทำกิจการได้ แต่กติกาวันนี้เขียนไว้ชัดเจน สนามบินสุวรรณภูมิเหลือเวลาอีก 5 ปี ก็ต้องรอครบกำหนดสัญญาแล้วเปิดประมูลใหม่ ซึ่งการเปิดประมูลใหม่ผมก็ไม่มีปัญหา แต่เขียนกติกาเลยว่าจะให้คิง เพาเวอร์ ทำอย่างไร ยินดี เช่น เมื่อได้สิทธิการเช่ามาแล้วต้องให้คนอื่นเช่าด้วย หรือจะเขียนออกมาใหม่ว่า คนที่ได้สิทธิการเช่าไปแล้ว เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ชนะการประมูลแต่เพียงผู้เดียว เหมือนที่สนามบินภูเก็ต ทอท. เขียนเงื่อนไขใน TOR ว่า ผู้ที่ได้สัมปทานไม่สามารถที่จะเก็บพื้นที่ไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียว ต้องให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าพื้นที่ต่อได้ด้วย ซึ่งคิง เพาเวอร์ ก็ยอมรับกติกา เปิดกิจการที่สนามบินภูเก็ต ต้องเจอกับคู่แข่งขันทางการค้าด้วย แต่กลยุทธ์ทางการตลาดยังมีอีกมาก ผมทำธุรกิจดิวตี้ฟรีมา 26 ปี ผมไม่ห่วง ไม่กลัว ใครจะเป็นคู่แข่งกับเรา”

นายวิชัย ศรีวัฒนประภา

นายวิชัยกล่าวต่อว่า “สนามบินดอนเมือง ตามสัญญาสัมปทานยังเหลือเวลาอีก 8 ปี สมมติดิวตี้ฟรีเกาหลีต้องการเปิด (ร้านค้าปลอดอากรในเมือง) วันนี้ไม่มีพื้นที่ทำจุดส่งมอบสินค้า แต่สามารถไปเปิดจุดส่งมอบสินค้าได้ที่สนามบินภูเก็ต สำหรับลูกค้าที่มาท่องเที่ยวที่กรุงเทพฯ อาจจะไม่สะดวก เพราะต้องไปรับสินค้าที่ภูเก็ต หากต้องการเปิดที่กรุงเทพฯ ทั้งสนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง ก็ต้องรอสัญญาสัมปทานสิ้นสุดก่อน กติกาเขียนไว้อย่างนั้น แต่บังเอิญบริษัทคิง เพาเวอร์ เป็นผู้ชนะการประมูล เช่าบริหารพื้นที่ที่สนามบินภูเก็ตด้วย”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าดิวตี้ฟรีรายอื่นขอไปเปิด Pick-up Counter ที่สนามบินภูเก็ตได้หรือไม่ นายวิชัยกล่าวว่า “ก็ไม่ได้ ต้องมาผ่านการพิจารณาของคิง เพาเวอร์ แต่คิง เพาเวอร์ ต้องอนุญาตให้รายอื่นเช่าพื้นที่ได้ด้วย เพราะกติกาเขียนไว้ว่า ผู้ชนะการประมูลไม่สามารถเก็บพื้นที่ไว้ใช้เพียงผู้เดียว คิง เพาเวอร์ ต้องให้รายอื่นเข้ามาใช้พื้นที่ได้ด้วย”

อย่างที่สนามบินภูเก็ต คิง เพาเวอร์ เพียงเจ้าเดียวที่เปิดกิจการร้านค้าปลอดอากรมา 2 เดือนแล้ว สนามบินภูเก็ตเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวจีนบินเข้ามาที่นี่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีกลุ่มลูกค้ารัสเซีย ลูกค้าสัญชาติอื่นเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ก่อนหน้านี้บริษัทคิง เพาเวอร์ เคยเปิดร้านค้าปลอดอากรที่สนามบินภูเก็ตเมื่อ 24 ปีก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เปิดได้ 2 ปี ก็ต้องปิด แต่มาวันนี้ คิง เพาเวอร์ กลับมาเปิดกิจการที่นี่อีกครั้ง เพราะมองว่าที่นี่เป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีกำลังซื้อสูง เป็นตลาดที่ทำรายได้ให้คิง เพาเวอร์

ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีความสงบ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ปี 2558 เดินทางเข้าประเทศไทย 7 ล้านคน ปี 2559 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทย 9-10 ล้านคน

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กรณีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เตรียมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่จะมีผลกระทบกับคิง เพาเวอร์ หรือไม่ นายวิชัยกล่าวว่า “ราคาไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าของคิง เพาเวอร์ ไปซื้อสินค้าที่อื่น ยกตัวอย่าง ลูกค้าที่ถือบัตรคิง เพาเวอร์-กสิกรไทย ได้รับส่วนลด 20% ซึ่งปกติสินค้าของคิง เพาเวอร์ มีราคาถูกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไป 10-20% หากมาเป็นสมาชิกบัตรคิง เพาเวอร์-กสิกรไทย ได้ส่วนลดอีก 20% ผมเชื่อว่ากลุ่มลูกค้าคนไทยต้องมาซื้อสินค้ากับคิง เพาเวอร์ ดังนั้น เรื่องราคาจึงเป็นแค่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ถามว่าห้างสรรพสินค้าบางแห่งจะหั่นราคาสินค้าให้ต่ำกว่าคิง เพาเวอร์ ก็ต้องสู้กันด้วยการตลาด ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต”

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิง เพาเวอร์ จ่ายค่าตอบแทนให้ ทอท. 26 ปี ปีละ 2 พันกว่าล้านบาท ใช่ไหม นายวิชัยกล่าวว่า “จ่ายมากกว่านี้ คำถามนี้จะบอกว่าคิง เพาเวอร์ จ่ายน้อยไปใช่ไหม ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา คิง เพาเวอร์ จ่ายค่าตอบแทนเฉพาะทอท. 67,000 ล้านบาท (เฉลี่ย 2,576.9 ล้านบาท/ปี) ถามว่ามากไปหรือน้อย ก็ต้องคำนึงถึงนโยบายของ ทอท. ด้วย ซึ่งตามสัญญาคิง เพาเวอร์ จะกำหนดราคาสินค้าให้แพงกว่าร้านค้าปลอดอากรของประเทศอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการให้คิง เพาเวอร์ จ่ายค่าผลประโยชน์ให้รัฐมากกว่านี้ คิง เพาเวอร์ ต้องกำหนดราคาสินค้าให้สูงขึ้น เป็นอย่างนี้คงไม่มีนักท่องเที่ยวมาช็อปปิ้งที่ประเทศไทย ตรงนี้คงไม่มีใครตอบได้ คิง เพาเวอร์ ควรจ่ายผลตอบแทนให้ ทอท. มากขึ้นหรือน้อยลง ปีที่ผ่านมาคิง เพาเวอร์ จ่ายค่าส่วนแบ่งผลประโยชน์ให้ ทอท. 18% ของยอดขาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้ระบบ POS เพื่อตรวจสอบยอดขายใช่หรือไม่ นายวิชัยกล่าวว่า “คำถามนี้แสดงว่าสงสัยวิธีการตรวจสอบยอดขาย ทำอย่างไร คำตอบว่าใช้เครื่อง Point of Sale หรือ POS ตรวจวัด เป็นเครื่องมือเดียวที่สามารถตรวจสอบยอดขายของคิง เพาเวอร์ ได้ ถามว่าเราจ่ายค่าตอบแทนให้ ทอท. ครบถ้วนหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่า คิง เพาเวอร์ ต้องจ่ายผลตอบแทนขั้นต่ำ หรือ Minimum Garuntee ให้ ทอท. และก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะซิกแซ็ก ทอท. มีกล้องวงจรปิดติดตั้งในพื้นที่สุวรรณประมาณ 10,000 ตัว ในส่วนของคิง เพาเวอร์ ก็ติดตั้งกล้องวงจรปิดอีก 5,000 ตัว จับภาพทุกจุดในบริเวณพื้นที่ร้านค้าปลอดอากร เป็นเรื่องที่เราต้องป้องกันอยู่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ถือว่ากิจการร้านค้าปลอดอากรเปิดเสรีเต็มรูปแบบแล้วหรือยัง นายวิชัยกล่าวว่า “ก็เปิดเสรีอยู่แล้ว ใครอยากเปิดก็เปิดได้ ไม่ได้ห้าม”

ผู้สื่อข่าวถามว่า อนาคต หากมีการเปิดเสรีจริง คิง เพาเวอร์ วางแผนรองรับการแข่งขันอย่างไร นายวิชัยกล่าวว่า “ผมต่อสู้มา 26 ปี ถึงวันนี้รออีก 5 ปี เปิดเสรี ถึงวันนี้คิง เพาเวอร์ เป็นห่วงเรื่องการแข่งขันหรือไม่ ขอตอบว่าไม่เป็นห่วง อาจจะมีผลกระทบต่อคิง เพาเวอร์ บ้าง แต่กลไกหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจมีหลากหลาย คนก็ไม่รู้ กล่าวหาว่าคิง เพาเวอร์ ผูกขาด ผมต้องขอบอกว่าเลิกใช้คำว่าผูกขาดกับคิง เพาเวอร์ การประมูลทุกครั้งกำหนดกติกาชัดเจน พอประมูลแพ้ผม ก็บอกว่าผมผูกขาด ไม่แฟร์ เลิกใช้คำนี้ได้แล้ว”

“การเปิดร้านค้าปลอดอากรในเมืองมี 3 ปัจจัย 1. ต้องมีทำเลที่ตั้งในเขตร้านค้าปลอดอากร 2. ซัพพลายเออร์ต้องอนุญาตให้ขายสินค้าแบรนด์เนม 3. ต้องมีบริษัททัวร์ให้การสนับสนุน ไม่ใช่ใครคิดจะเปิดก็เปิดได้ มันไม่เหมือนกับการเปิดเซเว่นอีเลฟเว่นน่ะ ยกตัวอย่าง วันนี้ทำไมคิง เพาเวอร์ มีสินค้ายี่ห้อ Chanel ขายที่ซอยรางน้ำแห่งเดียว ที่อื่นซัพพลายเออร์ไม่ยอมให้วางขาย เพราะไม่ต้องการให้สินค้าของเขาเป็นของโหล เขาให้เราเลือกว่าจะวางขายที่สนามบินหรือร้านค้าปลอดอากรในเมือง เลือกได้เพียง 1 แห่งเท่านั้น เปิดร้านค้าปลอดอากรในเมือง 10 แห่งได้ แต่ต้องมีสินค้าของ Chanel นี่เป็นเรื่องกลไกลการตลาดที่คนไม่เข้าใจ”

“วันนี้ถ้าใครอยากไปเปิด Pick-up Counter ที่ภูเก็ต อู่ตะเภา หรือตามชายแดน ก็ไปเปิดได้ ทำไมไม่ไปเปิด ต้องเจาะจงมาเปิดที่สนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมือง กติกากำหนดมาแล้ว มาบอกว่าผมผูกขาด ต้องให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย อย่างที่สนามบินดอนเมือง เมื่อ 2 ปีก่อน ผมชนะการประมูลพื้นที่ดิวตี้ฟรี แต่พื้นที่เชิงพาณิชย์ผมแพ้ เพราะผมไม่ถนัดเชิงพาณิชย์ ผมถึงบอกว่ามันไม่แฟร์เลย ให้พื้นที่ผมยืนกันบ้าง ไม่ใช่ไปคิดกันด้านเดียวหรือมุมเดียว และเบียดผมไปอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งมันไม่แฟร์เลย”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนธุรกิจ คิง เพาเวอร์ ออนไลน์ มียอดขายมากน้อยแค่ไหน นายวิชัยกล่าวว่า คิง เพาเวอร์ กำลังปรับปรุงธุรกิจออนไลน์กันใหม่ กล่าวคือ พยายามค้นหาสินค้าเอสเอ็มอีไทยที่เป็นแบรนด์ดังๆ เข้ามาอยู่บนเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้คนทั้งโลกที่ไม่ได้เดินทางมาประเทศไทยสามารถช็อปปิ้งสินค้าของไทย กำลังเร่งพัฒนาช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีไทย โดยกำลังพยายามเจรจากับพวกซัพพลายเออร์ที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมด หลักการคือ สินค้าที่จะนำมาขายบนเว็บไซด์ของคิง เพาเวอร์ ต้องเป็นสินค้า Exclusive ไม่มีขายที่อื่น

หลังจากที่คิง เพาเวอร์ คัดเลือกสินค้าเสร็จแล้ว ก็นำมาขึ้นบนเว็บไซต์ พร้อมกับโปรโมทเว็บไซต์ของคิง เพาเวอร์ ผ่านสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ซึ่งมีคนรู้จักหรือมีคนติดตามชมกว่า 1,000 ล้านคน รู้จักสินค้าเอสเอ็มอีไทยและสามารถสั่งซื้อได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องเดินทางมารับสินค้าที่ประเทศไทย สมัยนี้เทคโนโลยีทันสมัย สามารถส่งได้อย่างรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกครั้งว่า สิทธิในการเช่าพื้นที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิครั้งแรกได้มาจากการประมูลหรือต่อสัญญา นายวิชัยกล่าวว่า พื้นที่ร้านค้าปลอดอากรที่สุวรรณภูมิ ทอท. ต่อสัญญาให้ แต่พื้นที่เชิงพาณิชย์ได้มาจากการประมูล และจุดส่งมอบสินค้า หรือ Pick-up Counter ก็อยู่ในพื้นที่เชิงพาณิชย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ

ส่วนที่สนามบินดอนเมือง แยกเป็น 2 สัญญา คือ ทอท. นำพื้นที่ดิวตี้ฟรีมารวมกับ Pick-up Counter แล้วเปิดประมูล และอีกสัญญาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ก็นำมาเปิดประมูลเช่นกัน

“ต้องไปถาม ทอท. ยุคนั้น เขียนสเปกใน TOR แบบนี้ได้อย่างไร ผมเองก็สงสัย ใครเป็นคนเขียน เขียนไม่ต้องการให้คิง เพาเวอร์ เข้าร่วมประมูล ต้องกลับไปดูว่าเป็นรัฐบาลยุคไหน แต่พอมาถึงรัฐบาลปัจจุบันเปิดประมูลพื้นที่ที่สนามบินภูเก็ตแบบเปิดกว้างให้ผู้ประกอบการรายอื่นแข่งขันได้ เพราะกลัวคนต่อว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องนโยบายรัฐบาล เราเป็นนักกีฬา ต้องยอมรับกติกา 26 ปีที่ผ่านมาผมโดนมาตลอด ไม่เข้าใจ ทำไมผมโดนอยู่คนเดียว ถามว่ารู้จักนักการเมืองหรือไม่ ตอบว่ารู้จัก แต่คำว่ารู้จักไม่ได้หมายความว่าเขาต้องช่วยผม มันต้องมีเพื่อน อย่างเช่น รัฐบาลชุดนี้ผมก็รู้จัก แต่ก็ไม่ได้ช่วยผมเลย ถ้าช่วยผมทำไมสนามบินภูเก็ตต้องเขียน TOR เปิดให้รายอื่นใช้พื้นที่ได้ด้วย 26 ปีที่ผ่านมาผมจ่ายค่าตอบแทนให้ ทอท. 67,000 ล้านบาท จ่ายภาษีให้กรมสรรพากรอีก 90,000 ล้านบาท”

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิง เพาเวอร์ ใช้เทคนิคอะไรถึงชนะการประมูลเกือบทุกครั้ง นายวิชัยกล่าวว่า คิง เพาเวอร์ มีต้นทุนต่ำกว่าผู้ประมูลรายอื่น เพราะทำธุรกิจนี้มานานแล้ว ไม่ต้องลงทุนซื้อโต๊ะซื้อระบบคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้น ในการประมูลทุกกครั้ง คิง เพาเวอร์ สามารถยื่นข้อเสนอที่ดีให้กับรัฐได้อย่างเต็มที่ นี่คือข้อได้เปรียบของเรา ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นต้องเริ่มลงทุนกันใหม่ เช่น ตอนประมูลเช่าพื้นที่ที่สนามบินดอนเมือง TOR กำหนดให้ต้องเปิดร้านค้าปลอดอากรให้ได้ภายใน 30 วัน บังเอิญ TOR ตอนนี้เขียนออกมาแล้วเข้าทางผม ผมยื่นขอเสนอไปว่าจะเปิดพื้นที่ร้านค้าให้ได้ภายใน 7 วัน เขียน TOR โดยไม่ดูว่ารายอื่นทำได้ไหม บางที่ก็ไม่รู้ว่าช่วย แต่ต้องขอขอบคุณคนเขียน TOR”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สัญญาเช่าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิสิ้นสุดปี 2563 นโยบายให้เปิดประมูลยอมรับได้ไหม นายวิชัยกล่าวว่า “ผมยอมรับได้ทุกอย่าง ขอให้เขียนกติกาการประมูลออก อย่างการประมูลเช่าพื้นที่ที่สนามบินดอนเมือง คนเขียน TOR คือใคร ต้องสอบถามกันเอง และผมไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นด้วย ผมถูกเขารังแกมา ผมก็ไม่เคยพูดอะไร อยากเขียนอะไรก็เขียนให้พอใจเลย ตอนแรกผมจะไม่ไปประมูลเสียด้วยซ้ำ มาตัดสินใจซื้อซองประมูลเอาวินาทีสุดท้าย จริงๆ ผมไม่ไปประมูลผมก็ไม่เดือดร้อน เพราะผมยังมีธุรกิจร้านค้าปลอดอากรในเมืองอยู่ ถามว่าทำให้ดีกว่าธุรกิจร้านค้าปลอดอากรบนสนามบินได้หรือไม่ ขอตอบว่าทำได้เยอะมาก ผมทำธุรกิจนี้มา 26 ปี ทำไมจะไม่รู้จุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจนี้อยู่ตรงไหน ถามว่าไม่ทำ เดือดร้อนไหม ตอบว่าไม่ เพราะผมเป็นคนที่ไม่โลภ ผมทำธุรกิจดิวตี้ฟรีอย่างเดียวเพราะเป็นธุรกิจที่ผมถนัด ตอนนี้ผมกำลังจะรีไทร์ ก็ไปทำทีมฟุตบอลต่อ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิง เพาเวอร์ ตั้งเป้าหมายยอดขายปี 2559 เท่าไหร่ นายวิชัยกล่าวว่า ตั้งเป้ายอดขายโต 20% ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยครั้งนี้คาดว่าจะทำให้บริษัทคิง เพาเวอร์ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 50,000-60,000 คน และช่วยกระตุ้นให้คนไทยกลุ่มนี้มาจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าปลอดอากรไทยได้เพิ่มขึ้น 20% ปี 2557 มีรายได้ 67,000 ล้านบาท ปี 2558 มีรายได้ประมาณ 68,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25% รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจร้านค้าปลอดอากร ดังนั้น ในปี 2559 จึงตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 85,000 ล้านบาท