
มีโอกาสได้ฟังเรื่องเล่ากระบวนการแต่งเพลงประกอบหนังสั้นเรื่อง star wars โดย “พันธวิต เคียงศิริ” หรือ “บาส” ซึ่งเป็นภาพยนต์ที่สร้างโดยคนไทย ในเวทีบูธ happy life ในงานมหกรรมการเงินระดับชาติ money expo ที่นำเสนอผลงานศิลปะ 3 ด้านคือ ศิลปะ-ดนตรี- หนังสือ เพื่อเติมเต็มความสุขให้แก่ชีวิตของผู้เข้าชมจากการได้เสพและชื่นชมงานศิลปะที่งดงามเหล่านี้ อันเป็นการสร้างความสมดุลให้แก่ชีวิต
จุดเริ่มต้นของอาชีพคนทำเพลงประกอบหนัง อย่าง “พันธวิต เคียงศิริ” หรือ “บาส” ผู้ร่วมก่อตั้งและ Lead Composer บริษัท Pantawit Music Production หนึ่งในคนไทยที่สร้างสรรค์ “เสียง” จนเป็นส่วนหนึ่งของผลงานระดับโลกหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน คอนเสิร์ต โชว์ เกม และอื่นๆ
“หูผม sensitive มาตั้งแต่เด็ก ได้ยินเสียงนกเสียงกา เสียงคนพูดไกลๆ ก็ได้ยินชัดเจน ทั้งวี่ทั้งวันเสียงมันก็ลอยมา ฟังเพลงก็แยกได้ว่ามีเครื่องดนตรีอะไรอยู่บ้าง ยิ่งผมชอบดนตรี ก็ฟังเพลงวันละ 12 ชั่วโมง… ฟัง ฟัง ฟัง จนเสียงมันอยู่ในตัวเรา”
บาส เป็นนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีผลงานทั้งฮอลลีวูด โทรทัศน์ และแพลตฟอร์มสตรีมมิงระดับโลก โดยเป็นสมาชิกของ Television Academy ผู้มอบรางวัล Emmy และเคยได้รับเลือกเป็นกรรมการตัดสินสาขาดนตรีของ Emmy Awards ในปี 2018
หนึ่งในผลงานสำคัญคือการร่วมทำดนตรีให้กับซีรีส์สารคดี Chef’s Table บน Netflix ขณะที่ผลงานเพลงประกอบของเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy สาขาดนตรียอดเยี่ยมต่อเนื่องในปี 2015 และ 2016 นอกจากนี้ ค่ายเพลงภาพยนตร์ชั้นนำอย่าง Tadlow ยังได้นำผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ The Secret of Immortal Code ออกเผยแพร่ และได้รับคำชื่นชมจาก Jon Broxton นักวิจารณ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลก
บาส บอกว่า ถ้าพูดชื่อของเขา และชื่อบริษัท Pantawit Music Production ในประเทศจีน คนส่วนใหญ่จะรู้จัก เพราะช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา เขามีโอกาสร่วมงานภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์
ส่วนผลงานที่คนไทยน่าจะร้อง “อ๋อ” คือ Star Wars เพราะบาสเป็นคนทำเพลงประกอบหนังสั้นที่จะเผยแพร่ทาง YouTube ปลายปี 2569

- เรื่องเล่าจากลุงหมีปุ๊( 93)… มินิบูธ happy life
- เรื่องเล่าจากลุงหมีปุ๊ (94) … สนุกกับเพลงประกอบหนัง Star Wars
เวลาทำหนังแต่ละเรื่อง เรามีเรื่องในหัว ด้วยประสบการณ์ที่ฟังดนตรี ดูหนังมาเยอะ สมองจะประมวลผลว่าทำนองหลักเป็นอย่างไร ผมจะคุยกับตัวเองในหัวตลอดเวลา ถ้าใครเห็นผมเดินอยู่ข้างนอกแล้วเหม่อลอย (มองบน) แสดงว่าผมกำลังคุยกับตัวเอง ดนตรีกำลังวิ่งไล่ในหัว
บาส เล่าความคิดตอนทำเพลงประกอบหนังสั้น Star Wars ว่าเริ่มจากคิดแพตเทิร์นโน้ตดนตรีมาในหัว แล้วสร้างทำนองขึ้นมาใหม่ และชูเสียงของฟลูตให้เป็นตัวแทนนางเอก เพราะมีความหวาน อ่อนโยน และมีความเป็นผู้หญิง จากนั้นเขียนโน้ตแล้วเอาไปให้วงดนตรีออเคสตราเล่น แล้วปรับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เสียงที่พอใจ
“ปกติขั้นตอนการทำงานเริ่มจากคุยกับผู้กำกับว่า เขาอยากได้เพลงสไตล์ไหน ดนตรีประกอบทั้งเรื่องมีเพลงตรงไหนบ้าง เข้าออกตรงไหน มีอะไรอยากได้เป็นพิเศษ คุยกับสิ่งที่ผู้กำกับบรีฟเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นวางแผนว่าใช้เวลาเท่าไร งบเท่าไร นักดนตรีเท่าไร แต่งเพลงเยอะขนาดไหน ซีรีส์บางเรื่องมีเพลง 160 นาที หนังบางเรื่องแค่ 20 นาที ดูขนาด production ว่าจะใช้สเกลไหน ผมทำคนเดียวได้ไหม หรือใช้ composer (นักแต่งเพลง) ในบริษัทเพิ่ม”
ผมเริ่มจากอ่านบท มองภาพ ฟังเสียงในหัวให้ชัดว่าประมาณนี้ไหม ถ้าใช่ สุดท้ายมันก็ใช่ เสียงทุกอย่างที่ออกมาได้ยิน จะมาจากในนี้ก่อน (ชี้ไปที่หัว) อาจไม่ครบทุกเสียง แต่อย่างน้อย 50% ผมจะรู้
ถามว่าอะไรยากสุด บาสตอบว่า “ทำยังไงให้ดนตรีที่แต่งตรงโจทย์กับลูกค้าและผู้กำกับ”
“ต่อให้มีเสียงในใจ เอาให้ผู้กำกับฟังก็อาจไม่ชอบ บางคนก็ชอบ บางคนบอกหวานไป หรืออยากได้อะไรดุๆ ผมก็ต้องกลับไปแก้ ไปนั่งเดาว่าดุของเขา ดุแบบไหน เลือดสาดไหม หรือดุทะเล้น เป็นหน้าที่ผม ความยากคือทำอย่างไรให้เพลงเวอร์ชันถัดไปออกมาแล้วเขาชอบ”
ความยากที่ 2 คือ การแต่งเพลงสไตล์ที่ตัวเองไม่ถนัด ตัวอย่างเช่น แนวหมอลำ ซึ่ง บาส บอกว่า ทำได้ เพราะมีความรู้ดนตรีพื้นฐานที่เอามาพลิกแพลงได้ แต่ความยากคือ หลับตาทำได้ ไม่เหมือนดนตรีคลาสสิค
Cinematic music แต่ละเรื่องเพลงไม่เหมือนกัน เรื่องนี้อยากได้ jazz เรื่องหน้า pop ถัดไปอาจไม่อยากได้เพลงเลยก็ได้ ผมว่าเป็นความท้าทายบนความสนุก โจทย์เปลี่ยนทุกวัน งานผมแต่ละวันไม่มีอะไรซ้ำเดิม
บาส บอกว่า ‘เสียงในหัว’ ที่มีดนตรี จังหวะ และทำนอง คือธรรมชาติของตัวเอง เวลาได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นก็จะเก็บมาประมวลผล ถ้าเสียงไหนที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเพลงได้ก็จะจดเป็นโน้ต หรือร้องเสียงนั้นใส่ไอโฟน
“เสียงในหัวทุกคนไม่เหมือนกัน บางคนได้ยินเป็นคำ ผมได้ยินเป็นโน้ตเพลง เครื่องดนตรีแปลกๆ เสียงก๊อกแก๊กๆ หรือทำนองอะไรเข้ามา บางทีเครื่องดนตรีแปลกๆ ที่ผมไม่รู้จัก ผมก็ไปนั่งคิดว่ามีเสียงเครื่องดนตรีอะไรที่ใกล้เคียงกับเสียงในหัว ผมก็จำและจด หูผมดนตรีวิ่งเข้าออกตลอดเวลา”
บาส บอกว่า “การเขียนเพลงแบบจริงใจ” เหมือนโชว์ลายเซ็น……. แล้วเสริมว่า “ตอนเด็กๆ เคยคิดว่าโชว์ลายเซ็นออกมา ทำอย่างไรให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่น แต่พอโตขึ้น มีประสบการณ์ระดับหนึ่ง ฟังเพลง-แต่งเพลงเยอะมาก ข้างในตัวเราจะกรองออกมาเองว่า ถ้าเราแต่งเพลงโดยที่ไม่คิดมาก เรื่องพวกนี้ ‘ลายเซ็น’ มันออกมาเอง แค่ทำในแบบที่เราชอบ ยิ่งผู้กำกับไม่ตีกรอบ แค่บอกให้ทำเพลงให้สนุกเต็มที่ ผมก็ปล่อยให้จินตนาการออกมา”
บาส บอกว่า ทุกวันนี้เขาใช้เอไอช่วยทำงานในฐานะที่ปรึกษา เช่น ถามเอไอว่าเพลงนี้คือแนวเพลงอะไร แต่ไม่ได้ช่วยให้แต่งเพลง เพราะดนตรีสะท้อนความเป็นมนุษย์ แต่เอไอไม่มีความรู้สึก มีผลงานจากการประมวลข้อมูล
บาส ฝากข้อคิด 4 ข้อ ถึงคนรุ่นใหม่และคนที่สนใจในสายอาชีพเดียวกัน (1) ห้ามหยุดเรียนรู้ เพราะถ้าหยุด คนอื่นจะแซงหน้าเรา (2) คุยกับคนให้รู้เรื่อง ถ้าไม่รู้เรื่อง ทำงานกับลูกค้าไม่ได้ (3) เข้าใจธุรกิจ และ (4) ห้ามยอมแพ้กับความยาก ต้องยืนกรานว่าไม่ยอมเป็นอันขาด
พร้อมแถมข้อที่ (5) ว่า ต่อให้ล้ม ก็ต้องยอมรับว่าล้ม และกลับขึ้นมาให้ได้ ห้ามยอมแพ้กับชะตากรรม
“ผมทำเพลงประกอบหนัง 300 กว่าเรื่อง เท่ากับเจอลูกค้า 300 กว่าคน บางคนดีคุยกันรู้เรื่อง บางคนนิสัยดี แต่คุยดนตรีไม่รู้เรื่อง บางคนนิสัยแย่ พยายามมาทำลายผมและภรรยา ก็ต้องไปขึ้นศาลฟ้องร้อง ผมเจอมาหลายแบบ ทุกวันนี้ภูมิคุ้มกันแน่นขึ้นมากจากบทเรียนในชีวิต พร้อมรับมือทุกแบบ แต่ต้องไม่ทิ้งความเป็นคนดีและความจริงใจกับตัวเองว่าเราเป็นใคร เพราะถ้าเราสูญเสียว่าเราเป็นใคร ผมว่าน่าจะไม่รอด”


