ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 9-15 สิงหาคม 2558: “บ้านมิตรเมืองสหาย ไทย-เกาหลีเนือ ถกทวิภาคี นิวเคลียร์ยันสิทธิมนุษยชน” และ “ยุติธรรมมีมติถอดยศทักษิณแล้ว รอ ผบ.ตร. รับดำเนินการ”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 9-15 สิงหาคม 2558:

  • บ้านมิตรเมืองสหาย ไทย-เกาหลีเนือ ถกทวิภาคี นิวเคลียร์ยันสิทธิมนุษยชน
  • ยุติธรรมมีมติถอดยศทักษิณแล้ว รอ ผบ.ตร. รับดำเนินการ
  • จำคุกธาริต 2 ปีไม่รอลงอาญา กรณีโยกย้ายปิยะวัฒก์
  • ระทึก!! จีนโกดังระเบิด-รัสเซียไฟท่วมแม่น้ำ
  • บุหรี่ล่องหน ของกลางหกแสนซองหายวับ
  • บ้านมิตรเมืองสหาย ไทย-เกาหลีเนือ ถกทวิภาคี นิวเคลียร์ยันสิทธิมนุษยชน

    ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439202520
    ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439202520

    เรียกได้ว่ามาตามนัด เมื่อมติชนออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2558 ว่า นายรี ซูยอง รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศเกาหลีเหนือ มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เกาหลีเหนือ

    โดยในการนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีเหนือ ได้เข้าพบ พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เพื่อหารือกันแบบทวิภาคีในเรื่องต่างๆ โดย พล.อ. ธนะศักดิ์เปิดเผยว่า จะได้มีการพูดคุยถึงความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ ที่จะมีความเป็นไปได้ อาทิ การค้า เศรษฐกิจและการลงทุน นอกจากนี้ ยังจะมีเรื่องนิวเคลียร์ และสิทธิมนุษยชนอีกด้วย โดยระหว่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนืออยู่ในประเทศไทยจะมีการพาไปชมนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ทราบภาพรวมการลงทุนของไทย

    ส่วนเรื่องที่เกาหลีเหนือเสนอให้เปิดสถานทูตไทยในเกาหลีเหนือนั้น พล.อ. ธนะศักดิ์บอกว่าต้องรอดูงบประมาณ กำลังคน ความเร่งด่วน รวมทั้งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการก่อน

    ต่อการมาเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศของเกาหลีเหนือนั้น เดลินิวส์รายงานในวันเดียวกันว่า นายคิม จ็อง-อึน ได้ฝากความระลึกถึงประชาชนคนไทย รวมทั้งได้ถวายพระพรต่อพระบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสการเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. 2558

    นอกจากนี้ เกาหลีเหนือได้ขอให้ไทยช่วยประสานกับประเทศสมาชิกในอาเซียนเพื่อขอเป็นประเทศคู่เจรจากับอาเซียน และเกาหลีเหนือได้ชื่นชมนักธุรกิจไทยและต้องการเชิญไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษในเกาหลีเหนือซึ่งกำลังจะเปิดขึ้น พร้อมกับมีข้อเสนอจะให้สิทธิพิเศษในการลงทุนกับไทยด้วย โดยไทยและเกาหลีเหนือมีมูลค่าการค้าระหว่างกันโดยรวม 126.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    พล.อ. ธนะศักดิ์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยยินดีที่จะให้ความร่วมมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สาธารณสุข การศึกษา และแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้ง ตนได้ตอบรับคำเชิญทางการเกาหลีเหนือที่จะเดินทางไปยังเกาหลีเหนือในปลายปีนี้ ขณะเดียวกัน รมว.ต่างประเทศเกาหลีเหนือจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่เกาหลีเหนือ

    ขณะเดียวกัน ทางก้านผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามว่าได้หารือถึงกรณีของนางอโนชา ปันจ้อย หญิงไทยที่ถูกสายลับเกาหลีเหนือลักพาตัวไปเมื่อปี 2521 ด้วยหรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ เพราะเคยนำขึ้นมาพูดคุยแล้ว ขณะที่เกาหลีเหนือยืนยันว่าจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวให้ ซึ่งถ้ามีความคืบหน้า เขาก็จะแจ้งให้เราทราบ

    ยุติธรรมมีมติถอดยศทักษิณแล้ว รอ ผบ.ตร. รับดำเนินการ

    ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439290601
    ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439290601

    มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2558 พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกประชุมตัวแทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลพิจารณาการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

    ภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง พล.อ. ไพบูลย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือในประเด็นข้อกฎหมายที่มีการถกเถียงกัน ว่า การดำเนินการถอดยศข้าราชการตำรวจ จะต้องเป็นตำรวจที่กระทำผิดในขณะที่รับราชการอยู่หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปแล้วว่าสามารถดำเนินการถอดยศได้ และที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เคยถอดยศข้าราชการตำรวจที่กระทำผิดทั้งที่อยู่ในราชการและตำรวจนอกราชการ โดยพบว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยถอดยศตำรวจมาแล้วทั้งหมด 636 นายคณะทำงานชุดนี้จึงเห็นว่า กรณีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ควรจะใช้มาตรฐานเดียวกันได้เช่นกัน

    ส่วนอีกประเด็นว่าการถอดยศจำเป็นต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่ ที่ประชุมยึดตามมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ที่เคยมีความเห็นในเรื่องนี้มาแล้วว่า การถอดยศตำรวจ ไม่มีความจำเป็นต้องมีประกาศแต่อย่างใด ที่ประชุมจึงมีความเห็นตรงกัน โดยมีมติให้ถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ

    ทั้งนี้ เรื่องนี้จะต้องต้องรอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับดำเนินการต่อไป

    ต่อเรื่องนี้ ในวันที่ 12 ส.ค. 2558 ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ได้วิเคราะห์ว่า

    “การถอดยศครั้งนี้จึงเป็นคำตอบให้หายข้องใจและดับฝันเส้นทางการประนีประนอมยอมความในอนาคต ทำให้นักการเมืองที่ยังมีคดีค้างคาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องเริ่มร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน

    แต่อีกด้านหนึ่งการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ย่อมถือเป็นการตอกย้ำฝังแค้น ซึ่งประเมินแล้วสุดท้ายจะกลายเป็นชนวนให้ทั้งมวลชนคนเสื้อแดง หรือฐานเสียงเพื่อไทย รวมพลังออกมาเคลื่อนไหวท้าทาย คสช.

    เมื่อความพยายามพุ่งไปเป้าใหญ่อย่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แถมสอดรับกับคดีต่างๆ ก่อนหน้านี้ทั้งการถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร การดำเนินคดีอาญา คดีแพ่ง จากความเสียหายคดีจำนำข้าว ไปจนถึงการถอดถอนอดีต ส.ส. ที่จ่อใกล้ลงมติชี้ขาด

    นี่จึงยิ่งเป็นการเติมเชื้อความขัดแย้งที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมย้อนกลับมายังรัฐบาลและ คสช. อย่างรุนแรง โดยในจังหวะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง ซึ่งมีปมร้อนจ่ออยู่ข้างหน้าหลายเรื่อง ผลจากการถอดยศครั้งนี้ย่อมสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช. รุนแรงกว่าที่ผ่านๆ มา

    แถมอาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง แปรเปลี่ยนจากคะแนนสงสาร และแรงแค้น กลายเป็นคะแนนเสียงเทให้กับพรรคเพื่อไทย หรือสร้างความเข้มแข็งให้มวลชนคนเสื้อแดงกลับมาเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่นอีกครั้ง”

    จำคุกธาริต 2 ปีไม่รอลงอาญา กรณีโยกย้ายปิยะวัฒก์

    ที่มาภาพ: http://www.dailynews.co.th/politics/341209
    ที่มาภาพ: http://www.dailynews.co.th/politics/341209

    วอยซ์ทีวีรายงานในวันที่ 11 ส.ค. 2558 ว่า ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยไม่รอลงอาญา โทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีสั่งโยกย้าย พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีตผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาไปรับตำแหน่งใหม่ที่ระดับต่ำกว่าเดิม

    คดีนี้ พ.อ. ปิยะวัฒก์ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมกันเป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริตได้ทำหนังสือโยกย้าย พ.อ. ปิยะวัฒน์ จากผู้บัญชาการสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิม โดยมีนายชาญเชาวน์ลงนามคำสั่งย้าย อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    หลังศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า แม้นายธาริตจะอ้างว่าผู้มีอำนาจลงนามคำสั่งย้ายคือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่ในฐานะที่นายธาริตเป็นอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ดังนั้นปลัดกระทรวงยุติธรรมย่อมต้องพิจารณาคำสั่งย้ายตามเหตุผลที่นายธาริตเสนอมา และเมื่อประกอบกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมที่ให้คำสั่งย้ายนี้เป็นไปโดยมิชอบแล้ว ศาลจึงเห็นว่านายธาริตมีเจตนาย้าย พ.อ. ปิยะวัฒน์ โดยมิชอบจากมูลเหตุความไม่พอใจ หรือความขัดแย้งจากการปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องแชร์สลากกินแบ่งรัฐบาล

    ดังนั้นศาลจึงพิพากษาจำคุกนายธาริต 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และให้ยกฟ้องนายชาญเชาวน์เนื่องจากไม่มีพยานนำสืบชัดเจนว่า มีเจตนากลั่นแกล้งให้ พ.อ. ปิยะวัฒน์ เสื่อมเสีย แต่ลงนามตามหน้าที่แทนปลัดกระทรวงยุติธรรมที่เดินทางไปราชการต่างประเทศเท่านั้น

    ระทึก!! จีนโกดังระเบิด-รัสเซียไฟท่วมแม่น้ำ

    ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/518252
    ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/518252

    กลายเป็นเรื่องร้อนแบบที่ร้อนกันจริงๆ จังๆ เมื่อไทยรัฐออนไลน์รายงานโดยอ้างอิงสำนักข่าวต่างประเทศว่า เกิดเหตุการณ์สุดระทึก ท่อส่งน้ำมันใต้ดินรั่ว ทำน้ำมันปริมาณมหาศาลรั่วไหลลงสู่แม่น้ำมอสควา แม่น้ำสายหลักในกรุงมอสโก และเกิดไฟลุกไหม้ ควันไฟดำทะมึนหนาทึบพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ช่วงบ่ายวันพุธที่ 12 ส.ค. สร้างความหวาดกลัวตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะสามารถมองเห็นควันไฟดำทะมึนจากทุกแห่งทั่วกรุงมอสโก อีกทั้งยังเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัย 9 ขวบ 1 คน

    ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้น้ำมันที่ลงแม่น้ำมอสควา บริเวณทางใต้กรุงมอสโก เกิดจากหญ้าที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเกิดไฟไหม้ จากนั้น ไฟจึงได้ลามไปไหม้น้ำมันที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ จนทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก

    ข่าวแจ้งว่า เหตุการณ์ไฟไหม้รุนแรงครั้งนี้ เนื่องจากระบบท่อส่งน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันมอสโก มีรอยรั่ว จนทำให้น้ำมันรั่วไหลลงสู่แม่น้ำ โดยบริษัททรานส์เนฟต์ บริษัทพลังงานของรัฐที่รับผิดชอบดูแลโรงกลั่นน้ำมันมอสโก ออกแถลงการณ์ว่า ทางบริษัทจะดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากแรงดันในท่อส่งน้ำมันไม่ได้ตกลง ก่อนจะเกิดน้ำมันรั่วลงแม่น้ำ

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในกรุงมอสโกสามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้ในเวลารวดเร็ว เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น หลังจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไฟไหม้น้ำมัน 3 คน และทั้งสองถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่อย่างเร่งด่วนแล้ว

    ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่ง เกิดการระเบิดสองครั้งในเขตอุตสหกรรมท่าเรือเมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. ของวันที่ 12 ส.ค. 2558 (เวลาท้องถิ่น) โดยระเบิดครั้งแรกมีความรุนแรงเทียบเท่าระเบิด TNT น้ำหนัก 3 ตัน ส่วนครั้งที่สองนั้นรุนแรงเทียบเท่าระเบิด TNT น้ำหนัก 21 ตัน การระเบิดสร้างแรงสั่นสะเทือนไปไกลหลายกิโลเมตร เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตนับสิบและบาดเจ็บอีกนับร้อย

    เว็บไซต์ข่าวสดรายงานโดยอ้างสำนักข่าวซินหัวของจีนว่า ในบรรดาผู้เสียชีวิตที่พบศพแล้ว 44 ราย นั้นเป็นหน่วยดับเพลิง 12 ราย เนื่องจากช่วงที่รุดไปดับไฟนั้นเกิดระเบิดตูมสนั่นตามมา หลายคนตายในเครื่องแบบชุดดับเพลิง สำหรับผู้บาดเจ็บ 520 รายที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลนั้น 66 รายอาการสาหัส

    สำหรับโกดังที่เกิดเหตุเป็นของบริษัทเทียนจิน ตงเจียง พอร์ต รุ่ย ไห่ อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ เบื้องต้นทราบว่าระเบิดลั่นในช่วงการขนย้ายสินค้า ทางบรรดาผู้บริหารถูกควบคุมตัวไปหมดแล้ว ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำประเทศ สั่งให้ทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์นี้อย่างเต็มกำลัง

    บุหรี่ล่องหน ของกลางหกแสนซองหายวับ

    ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/518296
    ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/518296

    ปิดท้ายกันด้วยเรื่องลึกลับราวกับเหนือธรรมชาติ เมื่อไทยรัฐออนไลน์รายงานในวันที่ 14 ส.ค. 2558 ว่า บุหรี่ยี่ห้อ ยูไลย์ ของกลางที่นำเข้าจากกัมพูชา ที่อายัดไว้หายทั้งโกดัง 638,000 ซอง ด้านสรรพสามิต และดีเอสไอ เข้าตรวจสอบโกดังเก็บของกลางย่านบางบัวทอง พบกุญแจล็อกของสรรพสามิตหาย เหลือแต่ของโกดัง

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 14 ส.ค.2558 นายสุดใจ คนทัตย์ นักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการพิเศษ นายบรรเทิง กาญจนเสมา เจ้าพนักงานสรรพสามิตชำนาญงาน พร้อมกำลัง สายตรวจ 10 ว่าที่ ร.ต.อภินันท์ เผือกผ่อง นายอำเภอบางบัวทอง นายบัณฑิต ว่องทวัชชัย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ นายพิสิฐ วรรณศิริ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการ พ.ต.ท.รัฐพงษ์ ดวงดี สวป.สภ.บางบัวทอง ร.อ.พยุงศักดิ์ สินสันธิเทศ หัวหน้าชุดมวลชน ปตอ.พัน 7 นำหมายศาล จ.นนทบุรี เลขที่ 648/2558 เข้าตรวจสอบของกลาง บุหรี่ ยี่ห้อ ยูไลย์ จำนวน 638,000 ซอง ที่ภายในโกดัง เลขที่ 55/11. ม.7 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

    จากการสอบสวน เมื่อเข้าตรวจสอบภายในโกดัง พบว่า กุญแจที่ทางเจ้าหน้าที่สรรพสามิตล็อกไว้ได้หายไป มีเพียงกุญแจล็อกของทางโกดัง ต่อมาได้เข้าไปด้านใน ไม่พบบุหรี่ของกลางที่อายัดไว้ มีเพียงโกดังว่างเปล่า

    นายสุดใจ คนทัตย์ นักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2558 เจ้าหน้าที่สรรพสามิตได้ตรวจยึดบุหรี่ ยี่ห้อยูไลย์ จำนวน 638,000 ซอง ภายในโกดัง เลขที่ 55/11. ม.7 ต.ลำโพ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ของบริษัทหัวเซี้ย นำเข้าจากประเทศกัมพูชา โดยแจ้งน้ำหนักไม่ตรงจึงอายัดไว้ตรวจสอบ และวันนี้ได้นำหมายศาล จ.นนทบุรี เข้าตรวจสอบ โดยมี นางสาวอภิรดี สอนด้วง ตัวแทนบริษัท และนายเอื้อ ชูวงศ์ คนดูแล เข้าร่วมตรวจสอบ พบว่าของกลางที่อายัดไว้ได้หายไปทั้งหมด สอบถามนายเอื้อ ชูวงศ์ บอกว่า เข้ามาทำงานได้เพียงสองอาทิตย์ จึงไม่ทราบว่ามีของอยู่ในโกดัง ส่วน นางสาวอภิรดี สอนด้วง ตัวแทนบริษัท ก็บอกว่าไม่ทราบเช่นกัน ในเบื้องต้น ได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.บางบัวทอง และจะส่งเจ้าหน้าที่นิติกรของสรรพสามิตเข้าแจ้งความอีกครั้งหนึ่ง

    ก็คงต้องรอดูการสืบสวนกันต่อไปว่าธรรมชาติของเรื่องเหนือธรรมชาตินี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร