ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: สัปดาห์ของโรฮิงญาและฐปณีย์ – ห้องเก็บสังขาร”หลวงพ่อคูณ” ติดสัญญาณกันขโมยเข้ม – ทำเนียบระทึก! พระอาทิตย์ทรงกลด นกเอี้ยงไล่จิกตัวเงินตัวทอง

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 17-23 พฤษภาคม 2558

  • สัปดาห์ของโรฮิงญาและฐปณีย์ “ชักศึกเข้าบ้านหรือมนุษยธรรม”
  • “หลวงพ่อคูณ” ละสังขารแล้ว-ห้องเก็บสังขารติดสัญญาณกันขโมยเข้ม
  • ทำเนียบระทึก! พระอาทิตย์ทรงกลด-นกเอี้ยงไล่จิกตัวเงินตัวทอง
  • ลูกบ้านโวย รปภ. ย่องไขคอนโดหรูกลางเมือง
  • ตื่น “ข้าวปลอม” ที่แท้เมล็ดพลาสติกรีไซเคิล

สัปดาห์ของโรฮิงญาและฐปณีย์ “ชักศึกเข้าบ้านหรือมนุษยธรรม”

rohingya
ที่มาภาพ: http://ummahnews.net/?p=12023

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “โรฮิงญา” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดชาวโซเชียล ต่างฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นของตนว่ารัฐไทยควรจัดการอย่างไรกับกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญานี้ จะรับให้อยู่ต่อหรือผลักดันให้ออกนอกประเทศ โดยเมื่อ 17 พฤษภาคม เฟซบุ๊ก Drama-addict หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอโดยมีการกล่าวถึงการทำงานของผู้สื่อข่าวช่อง 3 “นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ที่ก่อนหน้านี้ได้รายงานข่าวแรงงานทาสบนเรือประมงไทยที่หลายต่อหลายคนเอาใจช่วย

แต่กรณีโรฮิงญานี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะนางสาวฐปณีย์ใส่อารมณ์ความรู้สึกของตนเองลงในข่าวมากเกินไป เฟซบุ๊ก Drama-addict ระบุว่า “กระแสด่าฐปณีย์ในโซเชี่ยลแรงจริงๆ ยิ่งเจ๊แกไปให้สัมภาษณ์สื่อนอกบอกว่า พวกเขาไม่ต้องการไปที่อื่น พวกเขาไม่รู้ว่าจะไปไหน ฉันแน่ใจว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากเดินทางต่อไป กระแสด่าเจ๊แกยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เหมือนหนังคนละม้วนกับตอนที่เจ๊แกทำข่าวแรงงานทาสบนเรือประมงไทยเลย ตอนนั้นสังคมเข้าข้างเจ๊แกแล้วถล่มบิ๊กตู่ที่เรียกฐปณีย์ไปรายงานตัว” หลังจากมีการจุดกระแสบนเพจดังขึ้น จึงมีผู้เข้าไปต่อว่าบนเฟซบุ๊กของนางสาวฐปณีย์อย่างหนัก

แม้มีการออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ตนได้ทำตามหน้าที่ของสื่อมวลชน และเพื่อนมนุษย์ ไม่มีเบื้องหลังและเจตนาใด ตนไม่เคยพูดว่าให้ตั้งศูนย์พักพิง ไม่เคยพูดว่ารัฐบาลไทยต้องดูแล แต่กระนั้นกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ยังมีต่อไปอย่างกว้างขวาง

“หลวงพ่อคูณ” ละสังขาร – ห้องเก็บสังขารติดสัญญาณกันขโมยเข้ม

ที่มาภาพ : http://www.dhammajak.net/board/files/_3_446.jpg
ที่มาภาพ : http://www.dhammajak.net/board/files/_3_446.jpg

หลังจากที่อาพาธมาระยะเวลาหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 4  ว่าคณะแพทย์ผู้ทำการรักษา รายงานว่า พระเทพวิทยาคมหรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ มีอาการโดยรวมทรุดลง และได้มรณภาพแล้ว เมื่อเวลาประมาณ 11:45 น. ด้วยวัย 92 ปี เบื้องต้นเตรียมนำร่างไปเก็บไว้ให้นักศึกษาแพทย์ ภายหลังที่หลวงพ่อคูณได้บริจาคไว้

ทั้งนี้ ผู้จัดการออนไลน์รายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับการตั้งอ่างดองสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แล้ว ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดยสถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานที่ต้องห้าม ไม่เปิดให้ประชาชนหรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปได้เด็ดขาดเป็นเวลา 1 ปี

ผศ.อำนาจ ไชยชุน ผู้ช่วยรองคณบดีฝ่ายกายภาพและสภาพแวดล้อม คณะแพทยศาสตร์ มข. เปิดเผยว่า ภายในห้องติดตั้งกล้องวงจรปิด พร้อมติดตั้งสัญญาณกันขโมยระบบอินฟาเรด ที่เชื่อมสัญญาณไปยัง สภ.เมือง บุคคลที่จะเข้ามาภายในห้องนี้ได้ จะต้องได้รับอนุญาตและผ่านการสแกนลายนิ้วมือ

นอกจากนี้ รศ. นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ขอความร่วมมือประชาชน หลังเสร็จพิธีภายในศูนย์ประชุมฯ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้แล้ว ให้ร่วมส่งสรีระสังขารหลวงพ่อคูณเพียงจุดที่หอประชุม และตลอด 2 ข้างทางเท่านั้น อย่าได้ขับรถตามขบวน เพราะจะไม่ได้รับความสะดวก

ทำเนียบระทึก! พระอาทิตย์ทรงกลด-นกเอี้ยงไล่จิกตัวเงินตัวทอง

640x390_648084_1432195090
ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/648084

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ธรรมชาติ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งนับเป็นสีสันการเมืองในสัปดาห์ครบรอบ 1 ปี การทำรัฐประหาร โดยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวผู้จัดการออนไลน์รายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เวลาประมาณ 11.00 น. บริเวณทำเนียบรัฐบาลได้เกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลด ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นทั่วไปในช่วงที่ไม่มีเมฆ ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ประธานสถาบันศาสตร์แห่งชีวิตแห่งประเทศไทย ออกมากล่าวผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ถ้าเป็นธรรมชาติที่อยู่ในช่วงฤดูฝนที่มีก้อนเมฆมาก ในช่วงปลายฝนต้นหนาวก็มักจะมีเหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้น แต่ทว่าก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ทุกวัน

ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ รายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางจากกระทรวงศึกษาธิการเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่ามี “ตัวเงินตัวทอง” ขนาดความยาวประมาณ 1 เมตร เดินตัดสนามหญ้าตรงเข้าไปบริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยระหว่างนั้นได้มีนกเอี้ยงตัวหนึ่งบินมาไล่จิก สกัดกั้น ตลอดเวลาที่อยู่บนสนามหญ้า แต่ตัวเงินตัวทองก็ไม่ได้ตื่นตกใจวิ่งหนีแต่อย่างใด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 1 วัน ก่อนวันครบรอบ 1 ปี ที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ

ลูกบ้านโวย รปภ. ย่องไขคอนโดระดับ 10 ล้าน

Screen Shot 2558-05-22 at 9.55.04 PM
ที่มาภาพ: http://pantip.com/topic/33682828

ในช่วงที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีสมาชิกของเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่ง ตั้งกระทู้ “เสียชื่อคอนโดหรู พี่สาวผมถูก รปภ.บริษัทดัง บุกเข้าห้อง ตอนตี5!!” พร้อมโพสต์ข้อความและคลิปจากกล้องวงจรปิดเล่าเหตุการณ์ว่า ขณะที่พี่สาวของตนอาศัยอยู่เพียงผู้เดียวในคอนโดมีเนียมหรูกลางเมืองราคากว่า 10 ล้านบาท นั้น ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไขกุญแจเข้ามาในห้องกลางดึก เมื่อพี่สาวลงมาขอความช่วยเหลือบริเวณล็อบบี้ คนร้ายกลับแสร้งทำเป็นช่วยเหลือและให้พาขึ้นมาดูห้อง อีกทั้งยังไม่มีเจ้าหน้าที่นิติกรคอยดูกล้องวงจรปิดอีกด้วย ทำให้ลูกบ้านและโลกออนไลน์ต่างตั้งคำถามถึงความปลอดภัย

เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่ สน.มักกะสัน นายณัฐวุฒิ ผ่องเมืองปัก หรือหนึ่ง ชาว จ.อ่างทอง เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท. ชุติพงษ์ ตะกรุดทอง พงส.ผนก.สน.มักกะสัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและแสดงความบริสุทธิ์ใจ จากกรณีที่ น.ส.ธัญธรณ์ จริยศักดิพงษ์ อายุ 27 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกนายณัฐวุฒิบุกรุกเข้าไปในห้องพักในยามวิกาล ซึ่งทำให้ตนเกิดความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

ในวันเดียวกัน ไทยรัฐออนไลน์รายงานเพิ่มเติมว่า บริษัท จีโฟร์เอส ซีเคียว โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอนโดดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริงตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยหลังจากเกิดเหตุ ทางเจ้าของห้องได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจมักกะสัน และทางบริษัทฯ ได้นำส่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้ก่อเหตุให้กับทางตำรวจ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายแล้ว โดยทางบริษัทฯ ขอยืนยันว่าทางบริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการต่างๆ ทางคดีอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ บริษัท จีโฟร์เอสฯ ได้แสดงความรับผิดชอบโดยการย้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าวจำนวน 5 นาย ให้ออกจากพื้นที่ โดยได้ส่งทีมรักษาความปลอดภัยเข้าไปแทนจำนวน 5 นาย พร้อมทีมพิเศษอีก 3 นาย รวมเป็น 8 นาย เพื่อดูแลพื้นที่แทนทีมปฏิบัติงานชุดเก่า สำหรับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวน 5 นายที่ถูกย้ายออก ทางบริษัทฯ ได้ให้พักงานไว้ก่อนเพื่อรอการสอบสวน

นอกจากนี้ สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ได้ตรวจสอบประวัติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้ก่อเหตุแล้ว ปรากฏว่า ไม่พบชื่อ-สกุลของบุคคลดังกล่าวในฐานข้อมูลประวัติผู้เคยถูกจับกุมและดำเนินคดีอาญาแต่อย่างใด

ตื่น “โรงงานข้าวปลอม” ที่แท้เป็นเมล็ดพลาสติกรีไซเคิล

Screen Shot 2558-05-22 at 10.13.16 PM
ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/jessada.denduangboripant/posts/635375926593045?pnref=story

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปและข้อความเกี่ยวกับเรื่องราว “โรงงานทำข้าวปลอม” ที่มาจากประเทศจีนในวงกว้าง ล่าสุด อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Jessada Denduangboripant” แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ว่าที่แท้เป็นเพียงโรงงานรีไซเคิลพลาสติกเท่านั้น ส่วนข่าวที่มีการระบุว่ามีข้าวปลอมทำมาจากแป้งมันผสมพลาสติกนั้นไม่เป็นความจริง เพราะต้นทุนนั้นสูงแถมหุงไม่ได้เนื่องจากพลาสติกแข็ง และข่าวที่ว่าคลิปนี้มีการแชร์ครั้งแรกจากเฟซบุ๊กในเวียดนามที่ได้โพสต์เตือนเรื่องข้าวที่นำเข้าจากจีน เป็นเรื่องไม่จริง เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวไปจีนต่างหาก นอกจากนี้ อ. เจษฎา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเพิ่มเติมว่า ข้าวปลอมนั้นไม่มีจริง แต่ข้าวเทียมมีจริง เพราะเมืองจีนมีเทคโนโลยีที่ทำข้าวเทียม ซึ่งเป็นการผลิตจากข้าวที่หักเท่านั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานข่าวลือล่าสุดจาก อินเตอร์เนชันแนล บิสซิเนส ไทมส์ ที่มีการระบุว่า มีข้าวปลอมซึ่งทำจากมันฝรั่ง มันเทศ และเรซินสังเคราะห์ จนมีลักษณะเหมือนกับข้าวธรรมชาติอย่างชนิดแยกไม่ออกได้บุกเข้าไปถึงสิงคโปร์และเอเชียแล้วนั้น พบในตลาดเมืองไท่หยวน มณฑลส่านซี ของจีน ด้านกลุ่มเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของมาเลเซียและสิงคโปร์ระบุว่า เกี่ยวกับข่าวลือข้าวปลอมที่ระบาดเข้ามาว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานกรณีข้าวปลอมใดๆ ทั้งสิ้น

หลายปีมานี้จีนเผชิญมรสุมอื้อฉาวความปลอดภัยอาหาร โดยมีกรณีที่ฮือฮาที่สุดในปี 2551 เด็กจีนราว 300,000 คน ล้มป่วย และ 6 คน เสียชีวิต เนื่องจากกินนมผสมเมลามีน ปีถัดมา ก็ยังมีรายงานข่าวพบสารเมลามีนในไข่จีน ทั้งนี้ เมลามีน เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกและปุ๋ย ผู้ที่ได้รับสารเมลามีน จะเป็นโรคนิ่วในไต