นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ ชี้ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียโต 6.25% -ไทยขยายตัว 3.8%

ดร.ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ ประเทศเยอรมนี
ดร.ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ ประเทศเยอรมนี

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอลิอันซ์ ระบุเศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกด้านราคาน้ำมันที่ลดลงรุนแรงในรอบหลายปี ส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น กอปรกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั้งการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ของภาครัฐและเอกชนก่อให้เกิดการสร้างงาน ทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดเกิดใหม่ในเอเชียยังได้รับอานิสงส์จากภาวะดอกเบี้ยต่ำในสหรัฐที่ดำเนินมาหลายปี ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดการเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะไทยและอินเดียมีโอกาสขยายตัวสูง ทั้งนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียโดยรวมมีแนวโน้มเติบโต 6.25% ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว 3.8%

ดร.ไมเคิล ไฮส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มอลิอันซ์ ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอลิอันซ์ คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกประจำปี 2558 โดยระบุว่ามีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากหลายปัจจัย อาทิ ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรุนแรง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผล การส่งเสริมการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชน การใช้นโยบายทางการคลังที่รัดกุม เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดเริ่มมีสภาพคล่องมากขึ้น ทั้งนี้ การขยายตัวในอัตราเร่งดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญหลายประเทศยังคงมีอุปสรรคจากปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงที่คาดว่าจะเติบโต 4.0% ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าวยังถือว่าสูงกว่าในประเทศอุตสาหกรรมอยู่ดี

“สำหรับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในเขตยูโรโซนมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้รับอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินยูโรและราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเช่นกัน โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอลิอันซ์คาดว่าในประเทศสมาชิกที่กำลังเผชิญวิกฤติอยู่จะมีการเติบโตดีกว่าปีที่แล้ว ถึงแม้ว่าจะยังมีความกังวลในเรื่องความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในบางประเทศอยู่ก็ตาม ทั้งนี้ เยอรมนีได้รับอานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในยูโรโซน และการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ถึง 2.1% ในปี 2558″ ดร. ไฮส์ กล่าว

พัฒนาการของตลาดการเงินในปี 2558 จะได้รับผลกระทบจากนโยบายทางการเงินและความตึงเครียดทางการเมือง เช่น ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ดังนั้นหากสภาพเศรษฐกิจในสหรัฐฯยังคงดำเนินไปทางที่ดีเช่นนี้ ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาก็มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในปีนี้

“ในทางตรงกันข้าม สภาพเศรษฐกิจในช่วงขาลงของยูโรโซน ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีความพยายามที่จะสกัดกั้นแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดและกระตุ้นการเติบโตในยูโรโซน โดยได้ประกาศจุดยืนในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินด้วยการประกาศซื้อพันธบัตรปริมาณสูงถึง 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน โดยโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะถ่วงอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลยุโรปให้ต่ำแล้ว แต่ยังมีผลกระทบต่อความเหลื่อล้ำของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศที่แบกภาระหนี้ในยูโรโซนอีกด้วย” ดร.ไฮส์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชียพบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมีอัตราที่แตกต่างกัน โดยศูนย์วิจัยอลิอันซ์คาดว่าอินเดียและไทยจะมีอัตราเร่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ ขณะที่จีนและมาเลเซียมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้วประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียมีแนวโน้มที่จะมีการขยายตัวของจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 6.25% ซึ่งเป็นการเติบโตเกินกว่ากึ่งหนึ่งของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ซึ่งน่าจะอยู่ที่ 3%

ดร.ไฮส์ กล่าวต่อว่า ภาวะดอกเบี้ยต่ำในสหรัฐที่ผ่านมาหลายปีส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดพันธบัตรของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งนี้ จากการที่อัตราการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อความเสี่ยงที่ตลาดการเงินในเอเชียจะผันผวน ในกรณีที่นักลงทุนถอนเงินทุนออกจากตลาดพันธบัตรท้องถิ่นอย่างกระทันหัน หากธนาคารกลางสหรัฐออกมาตรการการเงินที่เข้มงวดมาควบคุม

“ขณะเดียวกัน จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่ การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ การชะลอตัวในการลงทุนและการให้สินเชื่อ ภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ทำให้ราคาลดลง แต่เรามั่นใจว่าจีนจะประสบความสำเร็จในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้ และสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจส่งผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ที่รัฐบาลจีนได้มีนโยบายทางการคลังที่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนที่จำเป็นต่อการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว” ดร.ไฮส์ กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจอลิอันซ์ คาดว่าจีดีพีที่แท้จริงของจีนจะขยายตัวในระดับปานกลางที่ประมาณ 7.0% ในปีนี้ ลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมาซึ่งเติบโตที่ 7.4%

ขณะเดียวกัน สภาพเศรษฐกิจไทยเริ่มมีแรงเหวี่ยงสู่การเติบโต โดยปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 และมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในปี 2558 ซึ่งเป็นอานิสงส์จากการฟื้นตัวในระดับปานกลางในการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ของอลิอันซ์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.8% ในปี 2558 เพิ่มขึ้นจาก 0.7% ในปีที่ผ่านมา

ในส่วนของธุรกิจประกันในประเทศไทย ดร.ไฮส์ ให้ความเห็นว่า “เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อตลาดประกันในประเทศไทย โดยการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยระยะยาวที่ 9% ในปี 2557 เบี้ยประกันต่อหัว (ไม่รวมเบี้ยประกันสุขภาพ) เพิ่มขึ้นเป็น 240 ยูโร (หรือประมาณ 8,550 บาท) ในปี 2557 ซึ่งยังคงสูงกว่าเบี้นประกันต่อหัวโดยเฉลี่ยของจีนซึ่งอยู่ที่ 180 ยูโร (ประมาณ 6,412 บาท) แต่แม้จะมีอัตราการเข้าถึงการประกันที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วที่ 5.2% เราคาดว่าตลาดประกันในประเทศไทยจะรักษาอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2568 ซึ่งเราคาดว่าการเติบโตเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ 10%”