ผลไต่สวนกรณีขายข้าว “อภิสิทธิ์” รอด “พรทิวา” ติดบ่วง “พล.อ. ประยุทธ์” ตั้งเป้าระบายข้าว 16 ล้านตัน ใน 3 ปี ป.ป.ช. เลื่อนถก อสส. ต่อลมหายใจ “ยิ่งลักษณ์”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/191257_natta/191257natta-52367.html
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre/191257_natta/191257natta-52367.html

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยผลตรวจข้าวในสต็อกพบข้าวเสื่อมเกินครึ่ง ประเมินความผลขาดทุนเบื้องต้น 6.8 แสนล้านบาท จะพยายามระบายเข้าให้หมดใน 3 ปี ยันไม่กระทบข้าวฤดูกาลใหม่ ชี้สิ่งสำคัญคือการยกระดับคุณภาพข้าว ด้าน ป.ป.ช. เลื่อนหมด 2 คดี ยิ่งลักษณ์-บุญทรง ลุ้นต่อต้นปี 58 ส่วนกรณีทุจริตการระบายข้าว ปี 52-53 อภิสิทธิ์พ้นข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 5/2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมถึงผลของการตรวจสอบคุณภาพข้าวในสต็อกที่เหลืออยู่จากโครงการรับจำนำข้าว และแนวทางการบริหารจัดการสต็อกข้าวดังกล่าวว่า ปริมาณข้าวในสต็อกที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะทำงานตรวจสต็อกข้าวมีทั้งสิ้น 16 ล้านตัน เป็นข้าวที่ผ่านมาตรฐาน 2.35 ล้านตัน ข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ยังสามารถนำมาปรับปรุงและขายได้ประมาณ 13 ล้านตัน และเป็นข้าวที่เสื่อมคุณภาพทั้งสิ้น 7 แสนตัน

“ข้าวดังกล่าวได้แบ่งเป็นเกรดไว้ คือ เกรดเอ (ข้าวที่ผ่านมาตรฐาน) ขายได้ตามมาตรฐาน เกรดบี (ข้าวเสื่อมคุณภาพ) คือข้าวที่ต้องมีการปรับปรุง ราคาจะตกลง ส่วนข้าวเกรดซี (ข้าวเสื่อมคุณภาพ) คือส่วนที่จะต้องแจ้งความและดำเนินคดี ซึ่งต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพราะถือว่าเป็นการปิดบัญชีครั้งสุดท้ายแล้ว” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

ในเบื้องต้น มูลค่าการขาดทุนโดยประมาณเมื่อรัฐบาลขายข้าวหมดจะอยู่ที่ 6.8 แสนล้านบาท จากโครงการรับจำนำข้าวทั้ง 4 โครงการ ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์ที่เป็นผู้รับผิดชอบการระบายข้าวจะเป็นผู้ประเมินผลขาดทุนที่แท้จริงต่อไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่า การระบายข้าวหลังจากนี้ จะเป็นการระบายผ่านการประมูลข้าวทั้งในและต่างประเทศ โดยยึดหลักการประมูลแบบยกคลัง หากคลังไหนข้าวมีคุณภาพสมบูรณ์ ก็สามารถประมูลได้ทั้งคลัง คลังไหนข้าวไม่สมบูรณ์จะต้องทำการแยกขายเป็นประเภทๆ ไป โดยตั้งราคากลางไว้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการระบายข้าวจะไม่กระทบกับข้าวที่กำลังจะออกในฤดูกาลนี้ (ปี 2557/2558) เนื่องจากรัฐบาลต้องการยกระดับข้าวใหม่ และอาจใช้วิธีการเพิ่มมูลค่าของข้าวในแต่ละชุมชน โดยการให้ชาวนาเป็นผู้ขายข้าวเอง ดังนั้น การระบายข้าวเก่าที่ค้างสต็อกจะต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะอิงกับความต้องการของตลาดและสภาพข้าวที่มีอยู่ การเร่งขายเร็วเกินไปจะส่งผลให้ราคาข้าวตก แต่หากเก็บข้าวไว้นานเกินไปก็จะส่งผลกระทบทั้งด้านคุณภาพและราคา ซึ่งค่าเช่าโกดังที่ใช้ในการเก็บข้าวนั้นมีค่าใช้จ่าย 2 พันกว่าล้านบาทต่อเดือน โดยคาดว่าต้องใช้เวลาในการระบายข้าวทั้งหมดอย่างน้อย 3 ปี

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการดำเนินคดีจากความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวนั้นมีทั้งส่วนของคดีแพ่งและอาญา ต้องมีการเรียกค่าเสียหาย แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขได้ โดยต้องประเมินจากผลการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ และเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วต้องมีการตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งต้องมีการชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะตัวเลขเรื่องการชดเชยให้กับชาวนา

สำหรับการลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสาธารณรัฐประชาชนจีนวันนี้นอกจากเรื่องรถไฟแล้ว ทางจีนได้ทำการสั่งซื้อข้าวจากไทยเบื้องต้น 2 ล้านตัน โดยนายกรัฐมนตรีวอนทุกฝ่ายอย่ามองเรื่องการขายข้าวอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือการยกระดับคุณภาพข้าว สร้างความแตกต่าง ปัญหาข้าวไทยที่ล้นตลาดอย่างหนึ่งคือข้าวไม่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับ รวมทั้งลดปริมาณการปลูกข้าวลง

ข้าว

ป.ป.ช.-อสส. เลื่อนประชุม ยังไม่ได้ข้อสรุปคดีจำนำข้าวยิ่งลักษณ์

ในวันเดียวกัน ณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า การตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช. กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้นไม่สามารถหาข้อสรุปได้ทันในปลายปีนี้ เนื่องด้วยไม่สามารถนัดประชุมครั้งสุดท้ายได้ทัน จึงต้องเลื่อนการประชุมไปเป็นช่วงต้นปี 2558 เบื้องต้นได้กำหนดวันประชุมไว้คือวันที่ 7 หรือ 14 มกราคม 2558 ซึ่งขึ้นอยู่กับฝ่าย อสส. ว่าจะสะดวกในวันใด

นายปานเทพกล่าวเพิ่มเติมในประเด็นข้อกล่าวหานายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีทุจริตการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่า ได้เร่งรัดให้นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว เร่งสรุปข้อเท็จจริงคดีนี้ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ไม่สามารถลงมติในคดีดังกล่าวได้ทันสิ้นปี 2557 โดยคาดว่าคณะกรรมการจะสามารถทำการลงมติได้ในช่วงประมาณต้นปี 2558

ป.ป.ช. เผย คดีระบายข้าว “อภิสิทธิ์” รอด “พรทิวา” ติดบ่วง

ทั้งนี้ ทาง ป.ป.ช. ได้ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีการดำเนินการตามคำร้องขอให้ถอดถอนนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกจากตำแหน่ง

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติว่า ในกรณีขอให้ถอดถอนนางพรทิวา จากข้อกล่าวหาว่านางพรทิวาอนุมัติจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเมื่อปี 2552 ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด และไม่อนุมัติขายข้าวสารให้บริษัท วุฒิกวี จำกัด และบริษัท สิงห์โตทองไรซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทั้งที่อยู่ในกลุ่มผู้เสนอราคาซื้อสูงสุดนั้น “ไม่มีมูล” เนื่องจากตามข้อเท็จจริงบริษัท วุฒิกวี จำกัด เคยมีประวัติละทิ้งการเสนอราคา จึงไม่อนุมัติให้จำหน่ายข้าวสารให้แก่บริษัทดังกล่าว

และกรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวสาร และนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับการระบายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล เมื่อปี 2552 และปี 2553

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นว่า วิธีการระบายข้าวสารของรัฐบาลนายอธิสิทธิ์อยู่ในกรอบของยุทธศาสตร์การระบายข้าวสารที่ได้กำหนดไว้ จึงให้สามารถทำได้ ทั้งยังได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว เป็นวิธีการระบายข้าวสารที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อปริมาณและราคาข้าวในตลาดภายในประเทศ

สำหรับประเด็นการตั้งราคาขายต่ำกว่าราคาตลาดนั้นเป็นไปตามเกณฑ์ราคาพื้นฐาน ณ หน้าคลังสินค้า ซึ่งการจำหน่ายข้าวสารในครั้งนี้ได้มีการเจรจาต่อรองราคากับบริษัทที่เสนอราคาซื้อที่อยู่ในเกณฑ์ราคาที่ตั้งไว้เท่านั้น และเมื่อพิจารณาราคาขายหลังการเจรจาต่อรองกับผู้เสนอราคาซื้อทุกรายแล้ว ปรากฏว่าล้วนมีการกำหนดราคาขายที่สูงกว่าเกณฑ์ราคาที่ตั้งไว้ทั้งสิ้น

ด้านประเด็นกล่าวหานายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สั่งการให้นายมนัส สร้อยพลอย มีหนังสือแจ้งให้องค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรดำเนินการระบายข้าวสารในทางลับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์การคลังสินค้า และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ที่ได้ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายข้าวสาร ทำไปเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อราคาข้าวสารเท่านั้น

อนึ่ง เป็นการแจ้งให้ดำเนินการภายหลังจากที่ได้ผ่านขั้นตอนการอนุมัติและให้ความเห็นชอบให้จำหน่ายข้าวสารให้แก่ผู้เสนอราคาซื้อข้าวสารที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว จึงมิใช่มีคำสั่งให้องค์การคลังสินค้าและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรระบายข้าวสารโดยวิธีการลับแต่อย่างใด

ดังนั้น ข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวสาร ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับการระบายข้าวสารในสต็อกของรัฐบาล จึงเป็นอันตกไป

เหลือเพียงข้อกล่าวหาในส่วนของนางพรทิวา ที่ยังคงต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานและทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มต่อไป เนื่องจากพบว่ามีการมอบแคชเชียร์เช็คเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ของวิทยาลัยโปลีเทคนิค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 25,000,000 บาท ให้บริษัท เอ็มที เซ็นเตอร์เทรด จำกัด มาวางค้ำประกันการทำสัญญากับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรจริง