“พล.อ. ประยุทธ์” ลั่น ลงโทษตำรวจ “ไม่มีอำนาจใดปกป้องคนทำผิด” ระบบส่วย ต้องโดนทั้งผู้ให้-ผู้รับ ที่ผ่านมาซื้อตำแหน่งเพราะเส้นการเมือง

การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2557 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ได้เร่งรัดมาตรการด้านเศรษฐกิจ ที่จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ทุกกระทรวงมีนโยบายออกมาหมด โดยหลักแล้วคือ มาตรการเศรษฐกิจทำอย่างไรให้ประชาชนมีความสุข เกิดความยั่งยืนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการหนี้สิน การบริหารหนี้สินส่วนบุคคล เนื่องจากเป็นเรื่องที่ทุกคนค่อนข้างกังวล ในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เป็นรูปธรรม ต้องมีการเชื่อมโยงกับกฎหมาย อาทิ กระทรวงการคลังที่กำลังดำเนินการเรื่องกองทุนนาโนไฟแนนซ์ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาสักระยะ

ในส่วนโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่จะออกมาในปีใหม่นั้นมีหลายโครงการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเกี่ยวกับเรื่องการจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยว โครงการที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อล้ำ ให้ประชาชนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า มาตรการด้านภาษีอยู่ในส่วนของกรรมาธิการ โดยวางแผนว่าใน 1 ปีจะอนุมัติร่างกฎหมาย 163 ฉบับ รวมไปถึงเรื่องมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มการค้า เพิ่มการลงทุนด้วย

“เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี ซึ่งยังมีร่างกฎหมายต่างๆ ที่ยังค้างอยู่โดยรวม 300-400 ฉบับ บ้างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว บ้างอยู่ในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกา บ้างยังคงอยู่ในระดับกระทรวง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรีตอบคำถามเรื่องการจับกุมดำเนินคดีกับพลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และพวกว่า เป็นการตรวจสอบตามกลไกของกฎหมายทุกประการ ซึ่งขอยืนยันอีกครั้งว่าทุกอย่างต้องเข้ามาสู่กระบวนการ เข้าสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ใช่ทุกอย่างเราจะไปจี้ให้ทำนั่นนี่ แต่ 1. ต้องมีการร้องเรียนตามกระบวนการตามกฎหมาย 2. ได้มีการติดตามโดยแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ว่าเริ่มมีการทุจริตมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร แต่ถ้ายังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่อยู่ในกระบวนการ หรือการจ่ายเงิน บางอย่างก็ไม่ถือว่าเป็นการทุจริต ซึ่งต้องเอากฎหมายมาดูกัน ถ้าไม่ได้ทุจริตสอบอย่างไรก็ไม่ทุจริต หรือถ้าไม่ผิดอย่างไรมันก็ไม่ผิด แต่ถ้าผิดจะให้บอกว่าไม่ผิดมันไม่ได้ กฎหมายต้องว่ากันตามกฎหมาย



“และอย่าบอกว่าเป็นเรื่องของวงการตำรวจ เป็นเรื่องของตำรวจบางนาย หรือบางคน บางกลุ่ม บางพวก บางผลประโยชน์ อย่าไปบอกว่าเป็นปัญหาของวงการตำรวจ ไม่เช่นนั้นตำรวจเขาก็ตาย ตำรวจแถวนี้ก็ยืนคอหดหลายนาย ตำรวจดีๆ มีเยอะ” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าว



เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีการขยายผลในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การขยายผลก็ต้องไปสอบสวนต่อว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง “ผมบอกแล้ว ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ผิดก็คือผิด อย่าไปเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยว มันเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายชี้ว่าคนคนนี้มีการกระทำความผิด ยังไงก็ต้องผิด จากนั้นก็ไปสู่คดีกันไป”



พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาภาพ : http://www.thaigov.go.th/th/media-centre

เมื่อถามว่า แสดงว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจจากนี้ไปจะมีระบบคุณธรรมมากขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า มันต้องมีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาตนพูดได้เลยว่า ถ้าการเมืองไม่ไปเกี่ยวข้องทุกอย่างมันดีหมด เพราะฉะนั้น การเมืองควรจะต้องอยู่ในการเมือง ฝ่ายบริหารก็คือฝ่ายบริหาร แต่ก็ต้องยอมรับว่าเส้นมันชิดกันมาก อำนาจการบริหารหรือการปกครอง ฝ่ายบริหารก็บอกว่ามันต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งบ้าง เพื่อจะได้มีการปกครองต่อไป รวมทั้งการทำงานร่วมกัน แต่ต้องดูว่าทางหน่วยงานตั้งใครมา แต่ฝ่ายบริหารจะไปชี้ว่าจะต้องตั้งคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ต้องให้หน่วยงานเป็นผู้เสนอมา และพิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่

“จะไปชี้ให้คนนั้นคนนี้เข้ามาเป็นตำแหน่งอะไรไม่ได้ และผมเคยไม่ทำ สมมติว่าผมเป็น ผบ.ทบ. หน่วยงานตั้งแม่ทัพหรือ ผบ.พล. เข้ามา ก็ต้องพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างปัจจุบันเรามอบอำนาจให้กับคณะกรรมการข้าราชการตำรวจพิจารณาและแต่งตั้งขึ้นมา ถ้าไม่ดีเขาก็ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าเราเป็นคนตั้ง เราก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเราเป็นคนเลือก” นายกรัฐมนตรีกล่าว



เมื่อถามว่า จากการดำเนินการจับกุมในครั้งนี้ จะสามารถสาวไปถึงผู้บงการรายใหญ่ได้หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าเกี่ยวพันไปถึงใครก็ต้องดำเนินการคนนั้น และไม่ว่าใครเกี่ยวข้องก็จับหมดทั้งนั้น จะไปยากอะไร อย่าไปคิดอะไรมาก ทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน ซึ่งทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นการปฏิรูปในระยะที่ 2 ระยะที่ 1 คือทำอย่างไรให้กลไกที่มีอยู่ทำงานได้ มีระบบคุณธรรมในการแต่งตั้งและการบังคับใช้กฎหมาย การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ผู้ที่ได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือถูกดำเนินการจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ การปฏิรูปเพื่อขับเคลื่อนและผู้ปฏิบัติ ฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ องค์กรศาล จะต้องไม่ต้องก้าวก่ายซึ่งกันและกัน



เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีมีความฝันในการปฏิรูปตำรวจไว้อย่างไรบ้าง พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมฝันไว้ทั้งหมด ฝันไว้ทุกเรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องตำรวจอย่างเดียว ฝันว่าจะมีการปฏิรูปให้ทุกคนมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำอย่างไรไม่เกิดความขัดแย้งหรือกระบวนการทุจริตผิดกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ หรือใช้อำนาจไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์ ถ้าสามารถตัดคำว่าอำนาจเพื่อผลประโยชน์ได้เหลือแต่อำนาจเพื่อการปกครองหรือบังคับบัญชา ให้ความดีความชอบกับผู้ทำความดีอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ประเทศชาติคงเดินหน้าไปไหนต่อไหนแล้ว”



เมื่อถามว่า จากนี้ไปคาดหวังว่าปัญหาเรื่องส่วยจะลดลงหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า ก็มีความคาดหวัง ถ้าตราบใดที่คนให้กับคนรับไม่เอื้อประโยชน์หรือสมยอมต่อกัน มันก็เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว วันนี้ก็ต้องโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้รับไปเรียกร้อง ส่วนผู้ให้ก็สมยอม เพราะตัวเองได้ประโยชน์ ก็ไม่รู้ว่าไปยอมทำไม ถือว่ามีความผิดทั้งคู่ ทั้งเรื่องการซื้อตำแหน่ง 



ต่อข้อถามว่า ประเทศไทยตอนนี้ยังมีสิ่งดำมืดที่แอบแฝงอยู่ จะแก้ปัญหาอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก็ต้องไปหาดู วันนี้ก็ค่อยๆ เปิดออกมาแล้ว อย่าไปคิดเอาเองว่ามันเกี่ยวกับตรงนั้นตรงนี้ บางอย่างก็เป็นเพียงแค่กระแส ซึ่งวันนี้ทุกอย่างก็แสดงผลออกมาแล้วว่าไม่มีอำนาจใดที่จะมาปกป้องได้กับผู้ที่กระทำความผิด ตำรวจใหญ่ขนาดไหนถ้าทำความผิดและมีหลักฐานก็ต้องถูกดำเนินคดี อย่าไปคิดว่าถ้ามีใครปกป้อง แสดงว่าสิ่งที่เข้าใจมาทั้งหมดมันเป็นไปไม่ได้ บางอย่างต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และอย่าไปยึดโยง

นายกรัฐมนตรีได้ปรารภและมีวาระสั่งการพิเศษเพิ่มเติมในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาปกติ ตามที่ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าในปี 2558 จะครบ 60 พรรษาของสำเด็จพระเทพฯ และ 87 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พล.อ. ประยุทธ์ ให้แนวทางว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปคิดแคมเปญว่าอะไรบ้างที่จะทำให้คนไทยทำเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง สังคม และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 87 พรรษา ไม่ต้องเอาเรื่องใหญ่เรื่องโต เอาเรื่องที่ทุกคนทำได้ ทำให้ความขัดแย้งในสังคมลดลง

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า ประเด็นแรกเกี่ยวข้องกับการเมือง จากการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งประกอบด้วย คณะ คสช. คณะรัฐมนตรี สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการรายงานว่า มีความพยายามของบางกลุ่มบางส่วนที่จะกวนน้ำให้ขุ่น พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า คสช. ต้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ทำให้แนบเนียน ถ้าเป็นเรื่องเล็กที่พอรับได้ก็อย่าขยายให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่ขึ้นก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยเริ่มจากมาตรการเบาไปหาหนัก เริ่มจากชี้แจงความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงต่างประเทศก็ต้องสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศว่ามีอะไรเกิดขึ้น เราไม่ได้ไปรุกล้ำสิทธิอะไรของใครมากมายนัก

สำหรับการให้สัมภาษณ์ของบรรดากลุ่มที่อยู่ในแวดวงคู่ขัดแย้งทางการเมือง พล.อ. ประยุทธ์ เห็นว่าคงต้องทำความเข้าใจกัน ถ้าเป็นการแสดงวาทกรรมเฉยๆ นั้นพูดได้ แต่ถ้าพูดแล้วทำให้บางกลุ่มบางฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งออกมาเคลื่อนไหว คนพูดต้องรับผิดชอบ หากมีการทำความเข้าใจแล้วยังไม่สำเร็จ คงต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอน เช่น ติดตามเส้นทางการเงิน การสืบสวนสอบสวนเพื่อระงับธุรกรรมทางการเงิน การห้ามออกนอกประเทศ เป็นต้น 


พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ยังได้ประสานไปยังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า อยากให้ได้รับข้อสังเกต ข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อจะได้ความคิดที่หลากหลาย ขณะเดียวกันต้องปฏิบัติตามหลักการที่ประเทศอื่นๆ ทำด้วย หากฟังความคิดเห็นอย่างเดียวโดยไม่มีกรอบคุยอย่างไรก็ไม่ลงตัว เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ สปช. รับมาแล้วและเห็นว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้ ก็ขอให้ส่งมาเลย

นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ที่ประชุมกันในธรรมชาติ หรือที่ TPBS ทำ พล.อ. ประยุทธ์ ระบุให้รับเรื่องและทำเป็นเอกสารมาทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องแยกแยะให้ออกระหว่างการแสดงความคิดเห็นกับการต่อต้าน ต่อต้านไม่ได้ มันเลยเวลาแล้ว ผ่านมาตั้ง 6 เดือนแล้ว ขณะนี้ทุกคนต้องช่วยกัน ให้กำลังใจกัน เพื่อให้แนวทางการปฏิรูปแก้ไขปัญหาเดินไปได้

นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการด้วยว่า กรณีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะหมดวาระในปีหน้าประมาณ 1,000 ตำแหน่ง พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่าพร้อมที่จะใช้อำนาจตาม มาตรา 44 แห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 สั่งการให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกของเดิมแล้วจะหมดอายุลงนั้นเป็นผู้รักษาการต่อไป ถ้าไปคัดสรรคนข้างนอกเข้าไปทำหน้าที่เดี๋ยวจะเกิดความขัดแย้ง

สำหรับภาพรวมการลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ถือว่าใช้ได้ ได้รับฟังและติดตามการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกภาคส่วน แม้ว่าจะมีความคิดเห็นที่ขัดแย้ง มีการแสดงสัญลักษณ์บ้างก็ไม่เป็นไร ยอมรับได้ ขอให้ทุกภาคส่วนเข้าใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ที่ให้มีการสอบสวน ไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใช่การสั่งย้าย บางคนมองว่าไม่เป็นการทำร้ายขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหน่อยหรือ แต่ขอให้มองอีกมุมว่าเป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนตื่นตัว เพื่อให้มาตรการการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นขึ้น ยิ่งหากมีการประชุมร่วมกับผู้ที่มาจากต่างประเทศ ยิ่งต้องมีมาตรการที่เข้มข้นเพียงพอเพื่อให้เกิดความมั่นใจ

สำหรับปัญหาภัยแล้ง พล.อ. ประยุทธ์ ระบุว่าต้องคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรข้ึนและเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นมาก่อนแล้วไปแก้ไขในภายหลัง ให้ยึดแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาอื่นๆ ด้วย

ปัญหาการให้ใบอนุญาตการสร้างโรงงานไฟฟ้า พล.อ. ประยุทธ์ ให้ตรวจสอบดูพบว่าได้ให้ใบอนุญาตไปจนเกินโควตาแล้ว แต่มีหลายภาคส่วนที่เอาใบอนุญาตไปแล้วไม่ไปจัดตั้งโรงงาน ทิ้งระยะเวลาไว้ 3-5 ปี พล.อ. ประยุทธ์ จึงให้ไปตรวจสอบกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ขณะนี้มีอยู่ 177 บริษัทที่อยากเข้ามาประกอบการจริงๆ ไม่ใช่ซื้อใบอนุญาตแล้วไปขายต่อ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบรายละเอียด ภายในกลางเดือนธันวาคม 2557 ต้องสรุปให้ที่ประชุมฟังว่ารายใดบ้างที่ได้อนุญาตไปแล้วไม่ดำเนินการสร้าง ทั้งที่พยายามส่งเสริมการลงทุนในทุกรูปแบบแล้ว หากบริษัทใดได้รับใบอนุญาตแล้วไม่ลงทุน เมื่อครบตามกรอบเวลาแล้ว จะต้องยึดใบอนุญาตคืน

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่อำเภอคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ที่กรมควบคุมมลพิษแพ้คดีต้องจ่ายค่าชดเชยประมาณ 1 หมื่นล้านพร้อมภาษีว่า ปัญหาบทเรียนการเสียค่าปรับตามคำสั่งศาล ค่าปรับ 5,000 กว่าล้าน ภาษีร้อยละ 7.5 ต่อปี รวม 11 ปี ก็ 4,000 กว่าล้าน เป็นอุทาหรณ์ให้ข้าราชการประจำทั้งหลายที่เกี่ยวข้องได้รำลึกว่า เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ข้าราชการการเมืองเข้ามาแล้วสั่ง ถ้าข้าราชการเห็นว่ามันไม่ตรงตามแผนงานและหลักการซึ่งจะทำให้เกิดผลเสีย ข้าราชการต้องคานให้ถึงที่สุด ต้องมีหลักฐานว่าได้ทัดทานแล้ว สุดท้ายก็จะถูกดำเนินคดี

สุดท้าย พล.อ. ประยุทธ์ วิงวอนให้สร้างบรรยากาศเพื่อการปฏิรูปและการปรองดอง ไม่พยายามสร้างปัญหาใหม่ ปัญหาเก่าก็ดำเนินไปตามกระบวนการ อะไรที่เกิดก่อนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย หลังจากนั้นมาแล้ว คสช. ต้องจัดการให้ได้บนพื้นฐานของความแนบเนียน เรื่องเล็กไม่ขยายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องที่มีเค้าลางว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องรีบหาทางจัดการให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมทั้งเปิดฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้สั่งการด้วยว่า ในจังหวัดชายแดนใต้ มีการอนุมัติงบประมาณ 26,500 ล้าน แต่ปรากฏว่า กอ.รมน. รายงานขึ้นมาว่าได้ทำรายการตรวจสอบความต้องการของประชาชนและปัญหาต่างๆ จำนวนหลายเล่ม แต่หน่วยงานกระทรวง กรม ที่เป็นหน่วยงานปฏิบัติการไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ งบประมาณที่ลงไปหน่วยงานเหล่านั้นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ได้คำนึงถึงมิติความมั่นคงและความต้องการของคนในพื้นที่ ฉะนั้นทุกส่วนราชการต้องให้ความสำคัญ ไปหยิบรายงานของ กอ.รมน. มาศึกษา เมื่อนำแผนงานไปปฏิบัติจะได้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ด้านนโยบายต้องมีการบูรณาการระดับท้องถิ่น พล.อ. ประยุทธ์ จึงเสนอแนวคิดว่า ต้องมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด สปก. อำเภอ เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง ถ้า 3 เดือนจากนี้ยังไม่มีการแก้ไขก็อาจจะมีเรื่องกัน