ทวงคืน ปตท. ซากความเข้าใจผิดของประชาชน ที่เหล่า “คนดี” ทิ้งไว้ให้

บรรยง พงษ์พานิช

กระแสรณรงค์ “ทวงคืนพลังงาน” ที่มีมาหลายปี ดำเนินการอย่างค่อนข้างเป็นระบบเป็นกระบวนการ โดยกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะได้รับการยอมรับในสังคม ว่าเป็นคนเก่ง คนดี บางท่านก็เคยได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจากประชาชนให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางท่านก็เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในผลงานด้านสาธารณะมาเป็นอย่างดี บ้างก็เป็นผู้นำองค์กรประชาสังคมที่ทำงานคุ้มครองผู้บริโภคมายาวนาน บ้างก็เพิ่งแสดงตนว่าเป็นผู้รู้ด้านพลังงานที่มีข้อมูลท่วมท้นจากทั่วโลก สมทบด้วยสื่อมวลชนที่ทำงานด้านมวลชน (ปลุกระดม)

การลุกขึ้นมาดำเนินการ “ด้านสาธารณะ” อย่างนี้ โดยกลุ่มคนที่พอเรียกได้ว่าเป็น “ภาคประชาสังคม” นี้ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นกลไกที่สำคัญยิ่งของ “ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ที่พวกเราชาวไทยเฝ้าถวิลหา เฝ้าตะโกนเพรียกหามาตลอด

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ แทบทุกเรื่องมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย

การลุกขึ้นมาปลุกกระแส “ทวงคืนพลังงาน” ลามไปจนถึงทวงคืน ปตท. ครั้งนี้ ก่อให้เกิดความเสียหาย และทิ้งความเข้าใจผิดให้แก่สังคมไว้อย่างใหญ่หลวง ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายต่อระบบพลังงานโดยตรง เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปแล้ว ยังจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีปลูกฝังไว้ในระบบ ทำให้บทบาทที่ดีที่ควรของ “ภาคประชาสังคม” ต้องถูกกระทบต่อไปอีกด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมกล้า “กล่าวหา” พวกท่านคนดีทั้งหลายอย่างมั่นใจว่า ถึงท่านจะเป็นคนดี จะมีความหวังดีต่อประเทศชาติเพียงใด แต่ปัญหาที่เกิด ผลที่เกิด จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะคงอยู่ต่อไปอีกชั่วระยะหนึ่งอย่างแน่นอน

ทำไมผมถึงมั่นใจขนาดนั้น ทำไมผมกล้าระบุออกมาอย่างเชื่อมั่นขนาดนี้ ผมจะไล่เรียงให้ฟังนะครับ

ผมขอเริ่มจากการเรียกร้องของกลุ่มคนที่ขออนุญาตเรียกรวมๆ ว่า “กลุ่มทวงคืน” ซึ่งบางทีก็ร่วมกันอย่างเป็นทางการ บางทีก็แยกกันเดิน บางทีก็ใช้กระบวนการที่ไม่เปิดเผยตัวตน (เช่น กลุ่มนักรบไซเบอร์ที่คอยโจมตี ด่าทอ สาดโคลนใส่ผู้ที่เห็นต่าง) แต่ก็เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าเป็นแนวร่วมที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน

ที่มาภาพ : http://globalvoicesonline.org/wp-content/uploads/2013/08/ptt-protest-1024x682.jpg
ที่มาภาพ : http://globalvoicesonline.org/wp-content/uploads/2013/08/ptt-protest-1024×682.jpg

ตอนเริ่มต้น “กลุ่มทวงคืน” จะรณรงค์ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้

1. ประเทศไทยมีพลังงานทั้งน้ำมันทั้งก๊าซอย่างเหลือเฟือ มีการพบทุกจุด แต่ประชาชนกลับต้องใช้น้ำมันแพง โดยจะยกตัวอย่างประเทศที่เค้าใช้ถูกกว่าเรา (พวกที่มีการอุดหนุนจากรัฐบาล หรือไม่ก็ไม่เก็บภาษี หรือเก็บต่ำ ซึ่งก็ต้องไปเก็บจากด้านอื่นมาใช้สร้างซ่อมถนนหนทางอยู่ดี)

2. การที่ ปตท. เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องตั้งใจทุจริต เพื่อให้นักการเมืองเข้าครอบงำ ขายหุ้นให้แต่พรรคพวก ปัจจุบันนักการเมืองก็เข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ภายใต้ชื่อนอมินีต่างๆ

3. กระบวนการให้สัมปทานขุดเจาะ E&P เป็นวิธีการที่โง่เง่า รัฐเสียเปรียบ ควรจะเปลี่ยนเป็นระบบ “แบ่งปันผลผลิต” ตามอย่างเพื่อนบ้านในอาเซียน

4. ต้องทวงคืน ปตท. ให้กลับมาเป็นของรัฐ 100% โดยประโคมให้ประชาชนเชื่อว่าถ้าเป็นของรัฐก็ไม่ต้องมีกำไรใดๆ (มีบอกว่า เอากำไรแสนล้านไปลดราคานำ้มันได้ลิตรละห้าบาท เพราะ ปตท. ขายนำ้มันยี่สิบล้านลิตรต่อปี)

5. ต้องปรับราคาค่าก๊าซทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ใช้ก๊าซหุงต้ม ใช้เพื่อขนส่ง ได้ประโยชน์ ปล่อยให้อุตสาหกรรม โดยเฉพาะปิโตรเคมี รับภาระที่มีการใช้กันมากเกินจนต้องนำเข้าไปตามลำพัง

6. ราคาขายนำ้มันของโรงกลั่นไทยที่อิงกับราคาตลาดภูมิภาค โดยใช้ราคา import parity คือ ราคาสิงคโปร์ บวกด้วยค่าขนส่งค่าประกัน เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ควรใช้ราคา export parity คือลบค่าขนส่ง (หรือไม่ก็ไม่คิดค่าขนส่ง) ซึ่งจะทำให้ลดราคาน้ำมันลงได้ปีละ 100,000-200,000 ล้านบาท หรือลิตรละ 2-4 บาททีเดียว

ทั้งหมดนี้คือประเด็นหลักที่ทางกลุ่มยกขึ้นมารณรงค์ต่อเนื่องกันมาหลายปี โดยแนวที่ใช้ในการปลุกระดมให้มีผู้เข้าร่วมจะเป็นเรื่องชัดเจนว่า ถ้าทำตามนี้ประชาชนจะได้ใช้พลังงานในราคาที่ถูกลง โดยใช้โอกาสความเดือดร้อนที่ราคาพลังงานตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นเป็นประเด็นหลักที่จะปลุกระดมหาแนวร่วมตลอดมา

จนกระทั่งกลุ่มผู้ที่มีความรู้ มีความเกี่ยวข้อง มีความเป็นห่วงว่า การปลุกระดมแบบนี้ย่อมทำให้ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิด เข้าใจไขว้เขว และจะเป็นอันตรายมากต่อระบบพลังงานของประเทศ ซึ่งย่อมหมายถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย จึงมีการรวมตัวกันในนาม “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” (Energy Reform for Sustainability Group: ERS) นำโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ถึงตอนนี้คงต้องบอกไว้เลยว่า ผมเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมไม่เป็นกลางอย่างแน่นอน (และแน่ใจเต็มเปี่ยมด้วยว่าอยู่ข้างที่ถูกต้องแน่นอน)

กลุ่ม ERS นี้มีความมุ่งมั่น ทำงานกันอย่างหนัก เดินสายทำความเข้าใจกับสาธารณะกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยทำงานเป็นระบบอาสาสมัคร ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น (แถมช่วยเฉลี่ยกันออกค่าใช้จ่ายที่มีเล็กน้อยอีกต่างหาก) จนทำให้ถูกโจมตีว่ามีกลุ่มทุนพลังงานอยู่เบื้องหลัง (ดูเหมือนพวกท่านเหล่า NGOs จะเชื่อว่ามีแต่กลุ่มท่านเท่านั้น ที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม เขาเรียกว่า “ผูกขาดความดี” น่ะ)

จากการโต้แย้งกันในสังคมระยะหนึ่ง โดยเหตุผลที่ชัดเจน ประชาชนจำนวนมากเข้าใจแล้วว่า หลายประเด็นที่เรียกร้องกันมาตลอดเป็นเรื่องไร้เหตุผล ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เป็นการเข้าใจผิด หลายท่านที่เคยเป็นแนวร่วมก็เปลี่ยนท่าที (เช่น ท่านพุทธะอิสระ จนถูกกล่าวหาว่าได้รับอามิสไปด้วย)

แม้แต่กลุ่ม “ทวงคืนพลังงาน” เองก็เปลี่ยนท่าที ปรับข้อเรียกร้องไปเยอะ (จะเป็นด้วยท่านเข้าใจมากขึ้นหรือจำนนด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงก็ตามทีเถอะ) เห็นได้ชัดเจนว่า ข้อเรียกร้อง และข้อมูลต่างๆ ถูกปรับเปลี่ยนไปเยอะ เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจนจากข้อเสนอที่ท่านยกขบวนกันไปยื่นให้ท่านนายกฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นี่เอง

ในข้อเสนอปัจจุบัน เห็นได้ชัดเจนว่า ข้อที่ท่านเคยโวยวายเรียกร้อง ข้อ 1. ข้อ 2. ข้อ 4. ข้อ 6. นั้น ท่านได้ตัดออกหมดแล้ว ท่านไม่เอาแล้ว ยอมรับแล้วว่านำ้มันกับก๊าซเราไม่มีเหลือเฟือ ไม่เอาคืนแล้ว ปตท. รู้แล้วว่ารัฐถือ 65% ที่เหลือเป็นนักลงทุน แม้วไม่เกี่ยว รู้แล้วว่าขืนปรับราคาโรงกลั่นลงมาตามที่ว่า โรงกลั่นไทยก็คงเจ๊งเรียบทั้งหกโรง

สรุปเหลือประเด็นเรียกร้องแค่ทวงท่อก๊าซ (ซึ่งศาลก็ว่าคืนให้แล้ว) เรื่องราคาก๊าซ LPG NGV ที่ขอให้ชาวประชาได้มาใช้ถูกๆ ฟุ่มเฟือยกันต่อ (อ้อ ผู้ประกอบการขนส่งขอได้ด้วย เพราะเป็นแนวร่วมสำคัญ) กับเรื่องวิธีการให้สัมปทานการขุดเจาะ ขอให้เปลี่ยนมาใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตตามมาตรฐานอาเซียน (ที่มันไม่เคยมี ช่วยเขียนมาให้ดูหน่อยสิครับว่าไอ้มาตรฐานอาเซียนที่ว่ามันเป็นหยังใด)

เอาเป็นว่า ท่านรู้และเข้าใจไปแล้วกว่าครึ่ง เรื่องที่เหลือก็คงมาถกมาเรียกร้องชี้แจงกันต่อไป

แต่ที่น่าสงสารก็คือ ประชาชนคนซื่ออีกจำนวนมากนี่สิครับ เขายังหลงเชื่อตามเรื่องเดิมอยู่ไม่น้อย ผลของ “เอแบคโพล” เมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าเขายังหลงเชื่อตามเรื่อง “ทวงคืน ปตท.” ที่พวกท่านประโคมไว้ยาวนาน (คนยังอยากทวงคืน ปตท. สูงถึง 77.34% เลยทีเดียว) เขายังเชื่อว่าทำอย่างนั้นแล้วราคาพลังงานจะลดลง นี่แหละครับผลงานของพวกท่าน ชักจูงให้คนเข้าใจผิดได้มากมายมหาศาลขนาดนี้

ผมแน่ใจว่า พวกท่านแกนนำเข้าใจแล้ว เปลี่ยนใจแล้ว แต่จะหวังให้พวกท่านลุกขึ้นมาช่วยปรับความเข้าใจผิดของผู้ที่หลงเชื่อตามท่านมาก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แค่ขออย่าให้พวกท่านเห็นผลโพลแล้วเกิดเปลี่ยนใจอีก หันไปโหนโพล เอาเรื่องเท็จเหล่านี้ประโคมปลุกกระแสขึ้นมาใหม่ก็แล้วกัน

แปลกนะครับ ในประเทศนี้ การที่จะยืนขึ้นอย่างลูกผู้ชายแล้วประกาศว่า “ข้าพเจ้าขอยอมรับว่า เคยเข้าใจผิด เคยเข้าใจคลาดเคลื่อน บัดนี้ได้รับข้อมูล เลยเข้าใจดีขึ้นแล้ว…” เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ทั้งๆ ที่การเข้าใจผิดเหล่านั้นเป็นไปด้วยเจตนาที่ดี ไม่ได้ชั่วร้ายใดๆ ในสังคมอารยะนั้น การประกาศว่า “I have to admit that I use to misunderstand about…” ถือเป็นเรื่องธรรมดาๆ แสดงถึงความเป็นอารยะ เป็นวิญญูชนคนมีปัญญาด้วยซำ้ไป ในเมืองไทยเรื่องกลับกลายเป็นว่า “ก่อนพูด สมองเป็นนายเรา แต่พอพูดออกไปแล้ว กลับกลายว่าต้องให้คำพูดมาเป็นนายแทน” ทั้งๆที่ สัจธรรมความจริง คนเราย่อมมีพลาด มีเข้าใจผิด เข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ้างทั้งนั้น “คิดผิดคิดใหม่ได้ พูดผิดพูดใหม่ได้” สิครับ น่ารักกว่าเยอะ สร้างสรรค์กว่าเยอะ

นี่แหละครับ ทั้งๆ ที่หวังดี กลุ่ม “ประชาสังคม” กลุ่มนี้ ก็ได้ทิ้งซากความเข้าใจผิดใหญ่หลวงไว้ให้แก่ประชาชนจำนวนมาก และจะทำให้เป็นตัวอย่างในอีกหลายๆ เรื่องต่อไป (เช่น ยังมีเกษตรกรจำนวนมาก ถวิลหาโครงการ “รับจำนำพืชผล” อยู่) กับทิ้งเป็นรอยแผลที่ทำให้ภาค “คนดี” อื่นๆ ยากที่จะทำงานร่วมกับภาค “ประชาสังคม” ทั้งๆ ที่เป้าประสงค์โดยรวมนั้นเหมือนกัน คือ เพื่อความเจริญผาสุกของปวงชน

อย่างที่ผมเกริ่นไว้แต่แรกแหละครับ “ภาคประชาสังคม” ภาค NGOs ภาค Civil Society เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากใน “ระบอบประชาธิปไตย” ในความเข้าใจของผม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งกว่าองค์กรอิสระทั้งหลายที่เราขยันตั้งขึ้นมาเสียอีก แต่ พวกท่านก็น่าจะให้ความสำคัญกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ต้องเลิก “ผูกขาดความดี” มีแต่ความระแวงว่าคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนชั่ว ไม่ยอมรับฟัง ร่วมมือใดๆ

ผมขอยืนยันว่า โดยส่วนตัวของผม ตลอดเวลาที่รณรงค์เรื่องนี้กันมา ถึงจะมีความเห็นความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ผมให้ความเคารพพวกท่านทุกคน ผมเคารพ ส.ว.รสนา เคารพ อ.เดชรัตน์ อ.ไพศาล เคารพ ม.ล.กร คุณปานเทพ เคารพแม้กระทั่งเหล่านักรบไซเบอร์นิรนาม ที่เข้ามารุมด่าทอผมต่างๆ นานา การเคารพความเห็นที่แตกต่างเท่านั้นถึงจะเป็นหนทางสู่อารยะ

ถ้าเหล่า “คนดี” ยังมัวทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่อย่างนี้ ประเทศเราย่อมเป็นเหยื่ออันโอชะให้แก่พวกชั่ว พวกคนเลว พวกโกงกินบ้านเมือง เพราะพวกเขาทะเลาะกันแค่เรื่อง “แย่งชิงส่วนแบ่ง” เท่านั้น พอหารกันได้ลงตัว เขาก็สุมหัวกันเริ่มปฏิบัติการชั่วใหม่ได้ทุกที

คนดีเลิกทะเลาะกันเสียทีเถิดครับ

อ่านเพิ่มเติม
1.ความขัดแย้งของคนดี…..เรื่อง “ทวงคืน พลังงานไทย”
2.ประเด็นข้อถกเถียงในเรื่อง “ปฏิรูปพลังงาน”
3.“ปฏิรูปพลังงาน” ทำอะไร เพื่ออะไร ข้อมูลที่แท้จริงเป็นอย่างไร
4.สัมปทานดี หรือ แบ่งปันผลผลิตดี : Concession vs Production Sharing Contract
5.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ (ตอน6) : การขายหุ้น ปตท. 2544 – IPO ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก เฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich วันที่ 11 ตุลาคม2557