ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: “อธิบายบั้งไฟพญานาค อ. ชื่อดังถูกขู่ทำร้าย” – “หญิงใหญ่เครียดหนี้ท่วม จุดไฟเผาตัวเองขณะร้องทุกข์”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 12-19 ตุลาคม 2557
– อาจารย์สถาบันดังถูกขู่ทำร้ายหลังโพสต์อธิบายทางวิทย์ฯ เกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค
– เกือบแล้ว! คสช. ยันไม่มีติดกล้องส่องสินบนตำรวจ
– หญิงใหญ่เครียดหนี้สิน 1.5 ล้าน จุดไฟเผาตัวเองขณะเข้าร้องทุกข์เป็นครั้งที่ 2
– อลหม่านคูปองทีวีดิจิทัลลอตแรก – ชาวบ้านงงร้องเรียนเป็นพันสาย
– นักวิเคราะห์คาดโลตัสขายสินทรัพย์ในไทยทิ้ง หลังยอดขายตกต่ำ

อาจารย์สถาบันดังถูกขู่ทำร้ายหลังโพสต์อธิบายทางวิทย์ฯ เกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค

ที่มาภาพ:  http://www.clipmass.com/upload/news/91/90725_full.jpg
ที่มาภาพ: http://www.clipmass.com/upload/news/91/90725_full.jpg

จากกรณีเฟซบุ๊กของอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่ติดตามเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค ได้มีการแชร์ภาพบั้งไฟพญานาค ปี 2557 โดยเจ้าของภาพระบุว่า บั้งไฟที่ขึ้นบริเวณ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ขึ้นจากพุ่มไม้อีกฝั่งของแม่น้ำโขงเพียง 5-6 ลูก บริเวณกลางน้ำไม่มีลูกไฟขึ้นแต่อย่างใด จนถึงกับถูกขู่ทำร้ายนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ต.ค. อ.เจษฎา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีบั้งไฟเพิ่มเติมว่า “หลังจากมีหลังไมค์มาเรียกร้องให้ผมขอขมาพร้อมชี้แจงประเด็นบั้งไฟพญานาค ไม่งั้นก็ขอเตือนไว้ว่ามีคนที่โมโหผมอยู่เป็นจำนวนมาก และจะประสบชะตากรรมเหมือนไอทีวีในอดีต

1. ผมขออภัยที่ทำให้หลายท่านขุ่นข้องหมองใจ … ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิด อันเนื่องจากการที่ปีนี้ผมไม่ได้ชี้แจงซ้ำบนเฟซบุ๊กถึงแนวทางในการที่ผมและเพื่อนๆ ถ่ายรูปบั้งไฟ และทำคลิปอธิบายทฤษฎีกระสุนส่องวิธี

2. ผมและเพื่อนสนใจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับลูกไฟประหลาดที่เรียกว่าบั้งไฟนี้ ว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเกิดจากแก๊สธรรมชาติตามที่หลายคนเข้าใจกัน โดยไม่ได้สนใจในสาเหตุอื่นที่เหนือธรรมขาติ เช่น พญานาคทำหรือไม่ หรือพญานาคมีจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อพื้นถิ่นอย่างไร

3. การอธิบายถึงสาเหตุทางวิทยาศาสตร์นึ้ จำเป็นต้องเริ่มจากการตอบคำถามให้ได้ก่อนว่าลูกไฟผุดขึ้นจากน้ำจริง อย่างที่หลายต่อหลายคนอ้างว่าเห็น แต่กลับไม่มีภาพถ่ายหลักฐานเลย … ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการตอบคำถามนี้ คือการถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานๆ จนเห็นว่าลูกไฟนั้นพุ่งมาจากกลางลำน้ำ หรือจากฝั่งกันแน่

4. ด้วยวิธีนี้ เราได้ลองถ่ายรูปในหลายอำเภอ ตำบล หมู่บ้านที่มีการดูบั้งไฟกัน รวมทั้งจากฝั่งลาวด้วย …. ซึ่ง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ เรายังไม่เคยถ่ายภาพลูกไฟขึ้นจากน้ำได้ แต่ได้ภาพแสงไฟขึ้นจากฝั่ง หรือจากเรือไฟ แทน รวมทั้งคลิปวิดีโอด้วย ซึ่งมีลักษณะตรงกับภาพที่จะได้จากกระสุนส่องวิถี tracer round ทั้งหมด

5. กระนั้น เราไม่เคยพูดว่าลูกไฟบั้งไฟทุกลูกที่ไปดูกันในวันออกพรรษานั้นเป็นกระสุน เพียงแต่รูปถ่ายทุกรูปที่ถ่ายได้นั้น น่าจะเป็นกระสุนแน่ๆ แต่ใครยิง เราไม่ทราบ

6. ข้อมูลภาพและคลิปที่เราเผยแพร่ในแต่ละปีนี้ น่าจะช่วยให้คนที่สนใจ และไม่เชื่อพวกเรา ได้ออกมาลองถ่ายภาพพิสูจน์ด้วยตนเองในปีต่อๆไป … เผื่อว่าจะได้มีภาพบั้งไฟขึ้นจากกลางลำน้ำ มาใช้ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่อไป ว่าเกิดจากอะไรกันแน่

7. การที่หลายคนที่ผมถกเถียงด้วยหลังไมค์ ได้ยอมรับในภาพถ่ายกระสุนขึ้นจากฝั่ง ว่าบั้งไฟของปลอมนั้นมีจริงและมีเยอะด้วย ขณะที่บั้งไฟของจริงนั้นหายากมากแล้ว …. จึงน่าจะเป็นโอกาสร่วมกัน ที่จะรณรงค์ในปีหน้าๆ ต่อไปให้คนแยกแยะออกในการดูบั้งไฟของจริงของปลอมเทียบกันด้วยวิธีการถ่ายรูป จะได้ช่วยกันนับว่าจริงๆแล้วบั้งไฟของจริงนั้นมีมากน้อยแค่ไหนกันแน่

8. ขอสรุปอีกครั้งว่า ผมขอขมาลาโทษด้วยที่ทำให้โมโหกัน ซึ่งผมมีเจตนาเพียงงานทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น และไม่เคยพูดว่า บั้งไฟทุกลูกเป็นกระสุนครับ
ด้วยความเคารพในสิทธิที่แต่ละท่านจะเลือกเชื่อเรื่องใดๆ”
เจษฎา

เกือบแล้ว! คสช. ยันไม่มีติดกล้องส่องสินบนตำรวจ

ที่มาภาพ:  http://www.komchadluek.net/mobile/detail/20131110/172461.html
ที่มาภาพ: http://www.komchadluek.net/mobile/detail/20131110/172461.html

หลังมีข่าวพลตำรวจตรี อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มอบรางวัลเป็นเงิน 1 หมื่นบาทให้กับร้อยตำรวจเอก สังเวียน คำรังษี และร้อยตำรวจตรี ราชันย์ ชมสุวรรณ ตำรวจจราจร สน.มักกะสัน หลังจับกุมเจ้าของรถกระบะที่ฝ่าฝืนป้ายจราจรกลับรถในที่ห้ามกลับ บริเวณแยกผังเมือง ถนนพระราม 9 เมื่อเช้าวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา

ต่อมาเมื่อ 10 ต.ค. เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์รายงานหลังมีกระแสข่าวตำรวจติดกล้อง เพื่อแบล็คเมล์ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกไม่ให้ตำรวจติดกล้องแอบถ่ายเพื่อล่อจับการติดสินบนกับเจ้าหน้าที่ในโครงการให้เงินรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจ 10,000 บาท ที่จับกุมผู้ให้สินบนได้ ซึ่งผู้บังคับบัญชาและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่มีนโยบายเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความแตกแยกและหวาดระแวงให้กับประชาชน โดยคำสั่งดังกล่าวมีข้อความระบุว่า

“ด้วยขณะนี้ มีการเผยแพร่ข้อความทางสื่อมวลชนและ Social network เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้กล้องแอบถ่าย (กล้องปากกา,กล้องกระดุม) เพื่อล่อถ่ายภาพและบันทึกเสียงการให้สินบนกับเจ้าหน้าที่โดยหากเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใดจับกุมผู้ให้เงินสินบนได้จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท นั้น

จึงขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดทุกนาย ให้ทราบและเข้าใจว่า ผู้บังคับบัญชา และ คสช. ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ ซึ่งเป็นการสร้างความแตกแยกและความหวาดระแวงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันเป็นการขัดต่อนโยบายของ ผบช.ก. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องลดความหวาดระแวงจากประชาชน รวมทั้งให้ระมัดระวังการถูกถ่ายและบันทึกเสียงจากประชาชน และงดเว้นการล่อถ่ายภาพการให้เงินสินบนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง หากพบว่า ผู้ข้าราชการผู้ใดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณาข้อบกพร่องต่อไป”

หญิงใหญ่เครียดหนี้สิน 1.5 ล้าน จุดไฟเผาตัวเองขณะเข้าร้องทุกข์เป็นครั้งที่ 2

ที่มาภาพ:  http://www.krobkruakao.com/
ที่มาภาพ: http://www.krobkruakao.com/

นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ของผู้ติดตามข่าวเป็นอย่างมากหลังจากเมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล นางสังเวียน รักษาเพ็ชร์ อายุ 52 ปี เดินทางมายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ นายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หน.ศูนย์บริการประชาชน กรณีไปกู้ยืมเงิน แล้วนำโฉนดที่ดินไปค้ำประกัน สุดท้ายมีการเจรจาประนอมหนี้ เป็นเงินจำนวน 1.5 ล้านบาท แต่นางสังเวียนเชื่อว่าเจ้าหนี้โกง

จากนั้น นายสุขสวัสดิ์ได้ทำการรับเรื่อง พร้อมโทรศัพท์ประสานไปยังปลัด อ.โคกสำโรง สอบถามถึงข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือ แต่ระหว่างนั้นนางสังเวียนได้พูดขึ้นว่า ช่วยไม่ได้หรือไง ก่อนนำขวดน้ำมันที่เตรียมมาราดไปที่ตัว พร้อมจุดไฟแช็กเผาตัวเองทันที โดยมีเจ้าหน้าที่และผู้ที่อยู่บริเวณดังกล่าวเข้าช่วยกันดับไฟไว้ได้ แต่ก็พบว่านางสังเวียนได้รับบาดเจ็บ จึงประสานไปยังวชิรพยาบาล เพื่อให้นำรถพยาบาลมารับตัวไปรักษาต่อ อย่างไรก็ตาม สำหรับสาเหตุที่แท้จริงต้องรอการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่อีกครั้ง

ความคืบหน้าอาการล่าสุด นพ.พลเลิศ พันธุ์ธนากุล รองคณบดีฝ่ายบริหาร วชิรพยาบาล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบาดเเผลคนเจ็บพบว่า ร่างกายส่วนบนตั้งเเต่บริเวณศีรษะ ใบหน้า เเละทรวงอกถูกไฟไหม้กว่าร้อยละ 50 ของร่างกายทั้งหมด ขณะนี้ทีมเเพทย์กำลังให้การดูเเลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกลัวภาวะเเทรกซ้อน

ล่าสุด 17 ต.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศัลยกรรม รพ.วชิรพยาบาล นพ.พลเลิศ แถลงความคืบหน้าอาการของ นางสังเวียน รักษาเพ็ชร์ อายุ 52 ปี เกษตรกร จ.ลพบุรี ว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 16 ต.ค. ทีมแพทย์ตรวจพบว่าผู้ป่วยเริ่มมีอาการไข้ต่ำ กระทั่งช่วงเช้าที่ผ่านมา มีการตรวจร่างกายอีกครั้ง พบว่ามีไข้ขึ้นสูงถึง 38.2 องศา เป็นสิ่งที่น่ากังวลและเป็นห่วง เนื่องจากมีการอักเสบบาดแผลติดเชื้อ ต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนดวงตายังไม่สามารถมองเห็น แต่หูได้ยินอย่างชัดเจน สังเกตจากเมื่อแพทย์หรือพยาบาลเข้าไปรักษามีการตอบสนองด้วยการพยักหน้า

นพ.พลเลิศเปิดเผยต่อว่า เมื่อตรวจดูบาดแผลไฟไหม้ตามร่างกายอย่างละเอียด พบว่าแผลส่วนใหญ่เป็นแผลแห้ง ไม่มีแผลที่อักเสบเป็นหนอง แต่น่าห่วงบางจุดที่โดนไฟไหม้ถึงระดับสาม เมื่อแผลหายส่วนนั้นอาจจะขยับได้ลำบากขึ้น และไหม้ถึงกล้ามเนื้อและเส้นประสาทหน้าอกที่ช่วยเรื่องระบบหายใจ และสายเสียงบวม ทำให้ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ คาดว่าอีก 2–4 สัปดาห์จะออกจากไอซียู สำหรับระบบไต ทำงานดีขึ้น เพราะผู้ป่วยสามารถขับถ่ายปัสสาวะดีขึ้น

นพ.พลเลิศเผยอีกว่า ส่วนเรื่องสิทธิการรักษาของผู้ป่วยที่อยู่กับ รพ.ลพบุรี มีการประสานไปยังโรงพยาบาล จ.ลพบุรี เนื่องจากครบกำหนด 3 วัน ตามสิทธิกฎหมายฉุกเฉิน เพื่อที่ รพ.วชิระจะทำการรักษาผู้ป่วยเองจนอาการดีขึ้นสามารถออกจาก รพ. แต่เนื่องจากสิทธิค่ารักษาพยาบาลไม่ครอบคลุม ทาง รพ.วชิระ ยินดีช่วยค่าใช้จ่ายบางส่วน นอกจากนี้ หากมีประชาชนผู้ใจบุญมีความประสงค์บริจาคให้ผู้ป่วย สามารถบริจาคโดยติดต่อผ่านมูลนิธิวชิรพยาบาลทุกวัน

ขณะที่ด้านเจ้าหนี้ยอมยกหนี้ทั้งหมดให้หญิงเผาตัว หลังจากนายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต. ชัยพร พาณิชอัตตรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 13 จังหวัดลพบุรี นายอำเภอโคกสำโรง เข้าพบเจ้าหนี้เงินกู้ของหญิงวัย 52 ปีที่เผาตัวเองหน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารโคกสำโรง เพื่อเจรจา และดูหลักฐานการกู้ยืมเงินทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าใด โดยทางเจ้าหนี้ได้นำหลักฐานการยืมเงินในแต่ละครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,600,000 บาท แต่ลดให้เหลือ 1,500,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยใดๆ ทั้งสิ้น

หลังการเจรจานานกว่า 1 ชั่วโมง ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ระบุว่าเจ้าหนี้ได้ยกหนี้ให้ผู้เสียหายทั้งหมดเพื่อเป็นการทำบุญ และให้ผู้เสียหายได้รักษาตัวอย่างสบายใจ โดยหลังจากหายป่วยแล้วจะมาทำสัญญายกหนี้กันอีกครั้งที่อำเภอโคกสำโรง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีจะมาเป็นสักขีพยานด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการเซ็นลงนามยืนยันไว้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งถือเป็นการคืนความสุขให้กับผู้เสียหาย

ขณะที่ปัญหาเรื่องที่นา ที่ผู้เสียหายและครอบครัวเคยเช่าทำจำนวน 150 ไร่นั้น ผู้ว่าฯ ลพบุรี จะประสานงานให้อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ต้องรอหลังจากผู้เสียหายหายจากอาการบาดเจ็บก่อน

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ลพบุรี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เร่งประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ร้องเรียนเข้ามายังศูนย์ดำรงธรรมทั้งหมด 14 เรื่องทั้งจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นการด่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยขึ้นมาอีก อีกทั้งเพื่อเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชนชาวจังหวัดลพบุรี โดยขณะนี้สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว 7 คน เหลืออีก 7 คน ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

ด้าน พล.ต.ต. ชัยพร พานิชอัตรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจจังหวัดลพบุรี เรียกประชุมตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีนายทุนเงินกู้นอกระบบที่เรียกดอกเบี้ยเกินจริง และสั่งกวาดล้างนายทุนเงินกู้นอกระบบเรียกดอกเบี้ยโหดทั้งหมด

อลหม่านคูปองทีวีดิจิทัลลอตแรก – มิจฉาชีพระบาดชาวบ้านร้องเรียนเป็นพันสาย

ที่มาภาพ:  http://www.nbtc.go.th/
ที่มาภาพ: http://www.nbtc.go.th/

เมื่อ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ รายงาน ว่านายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มแจกคูปองส่วนลดทีวีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัล เมื่อ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะนี้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ทยอยนำส่งคูปองให้ประชาชนใน 21 จังหวัดนำร่องไปแล้วกว่า 5 แสนครัวเรือน ในจังหวัดกรุงเทพฯ นนทบุรี อยุธยา สุพรรณบุรี คาดว่าอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 14 ต.ค. จะถึงมือประชาชนที่มีสิทธิได้รับแจกในลอตแรก 4.6 ล้านครัวเรือน

ขณะเดียวกัน สำนักงาน กสทช. ไม่ได้นิ่งนอนใจกรณีที่ได้รับการร้องเรียนว่ามีบุคคลและกลุ่มบุคคลต่างๆ หลอกลวงประชาชนให้นำคูปองและบัตรประชาชนทั้งหมู่บ้านมาให้เพื่อนำมาดำเนินการกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลเฉพาะยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง โดยกำลังเร่งประสานกับหนวยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบข้อมูล เพื่อเอาผิดกับผู้หลอกลวงประชาชนตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาจากการใช้บริการสามารถแจ้งและร้องเรียนมาที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักงาน กสทช. หมายเลข โทรศัพท์ 1200 ได้ทันที

“การนำคูปองไปแลกไม่ยุ่งยาก เจ้าบ้านทุกคนสามารถไปดำเนินการได้ด้วยตนเอง และยังสามารถเลือกยี่ห้อได้ตามใจชอบ”

ต่อมา 14 ต.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาฯ กสทช. เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ว่า สำนักงาน กสทช. ได้รับแจ้งจากบ้านหมู่ 3 ในตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ว่ามีคูปองส่วนที่ใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อทีวีดิจิทัลได้หายไปก่อนถึงมือ โดยได้รับแค่ชิ้นส่วนที่ 1 และ 3 คือ รายละเอียดขั้นตอนการใช้ แต่ชิ้นส่วนที่ 2 คือ ตัวกลาง ที่เป็นคูปอง 690 บาท ถูกฉีกหายไป และเตรียมตรวจสอบขั้นตอนจัดส่งทางไปรษณีย์ว่าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นจากจุดใด

นายฐากรกล่าวอีกว่า หลังการแจกคูปอง 3 วัน มีเรื่องร้องเรียนเรื่องคูปองผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1200 เข้ามา 1,072 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบุคคลเก็บบัตรประชาชน เพื่อนำไปแลกกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัล โดยนายฐากรย้ำว่า ขอให้กลุ่มที่ดำเนินการเช่นนี้หยุดการกระทำทันที เพราะมีความผิดตามกฎหมาย และดำเนินการขั้นเด็ดขาด และหากเป็น 1 ใน 42 บริษัท ก็จะตัดสิทธิ์บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ และระงับการจ่ายเงินดังกล่าว และดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาทันที ส่วนการจูงใจในการเก็บบัตรประชาชนล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะให้เงินรางวัลกับผู้นำชุมชนประมาณ 35-45 บาท ต่อกล่อง

เลขาธิการ กสทช. กล่าวด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 ต.ค. สำนักงาน กสทช. ได้ทำหนังสือส่งถึงบริษัทไปรษณีย์ไทย ฝากเตือนบุรุษไปรษณีย์ที่แนะนำให้ไปแลกที่บริษัท โดยขอให้ทำหน้าที่โดยสุจริตใจ และอย่าชี้นำการเลือกซื้อสินค้า และวันนี้ จะทำหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ขอให้ตักเตือนผู้นำชุมชนที่ดำเนินการเรียกเก็บบัตรประชาชนด้วย และวันที่ 20 ต.ค. กสทช. จะไปตรวจเยี่ยมการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเข้าใจ ขณะที่ล่าสุดได้เพิ่มคู่สายคอลเซ็นเตอร์กว่า 100 คู่สาย และจ้างบุคคลภายนอกตอบคำถามว่าคูปองแลกอะไรบ้าง และจังหวัดไหนที่มีสิทธิ์ได้รับก่อน

ล่าสุด 17 ต.ค. เว็บไซต์ของ กสทช. ประกาศจุดรับแลกคูปองดิจิทัลทีวี สามารถนำคูปองดิจิทัลทีวีมาแลกที่จุดให้บริการ โดยทุกแห่งจะมีสัญลักษณ์รับแลกคูปองแสดงอยู่หน้าร้าน ซึ่งจะตั้งอยู่ใน โลตัส บิ๊กซีเดอะมอลล์ แม็คโคร โฮมโปร เพาเวอร์บาย ร้านอมรศูนย์รวมอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ ไอทีซิตี้ เซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท รวมถึงร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในแต่ละจังหวัดที่มีการแจกคูปอง

กล่อง Set top box ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช. สามารถสังเกตได้จากด้านหน้าจะมีสติ๊กเกอร์น้องดูดี และด้านหลังของเครื่องจะมีสติ๊กเกอร์ตราครุฑ (Hologram กสทช. Class A Broadcast) ลักษณะพื้นสีฟ้าขาวมีลายน้ำ ตัวครุฑมีสีทอง และมีรหัสการจดทะเบียน 12 หลัก

ส่วนรายชื่อ 22 บริษัท ที่มาซื้อสติกเกอร์และพร้อมให้บริการแลกคูปอง 1. บริษัท สามารถ วิศวกรรม จำกัด 2. บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท โซเคน อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด 4. บริษัท ไฮไฟ โอเรียนท์ ไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท โซน่าร์ อินดัสเตรียล จำกัด 6. บริษัท แฟมิลี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 7. บริษัท ไทยแซท เอ็กซ์เพิร์ท เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 8. บริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน)

9. บริษัท ครีเอเทค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด 10. บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 11. บริษัท โฟร์ ซิสเตมส์ จำกัด 12. บริษัท ไอพีเอ็ม เซลล์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด 13. บริษัท ยูซีไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 14. บริษัท สกายเวิร์ด (ไทยแลนด์) จำกัด 15. บริษัท คลีโอ เนเชอรัล กรุ๊ป จำกัด 16. บริษัท วี.พี.เอส.ไทย จำกัด 17. บริษัท โอปาล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 18. บริษัท ไฮเออร์ อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 19. บริษัท ยิ่งเจริญคอมมิวนิเคชั่น จำกัด 20. บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) 21. บริษัท สเต็ป ฟอร์เวิร์ด กรุ๊ป จำกัด และ 22. บริษัท วัน บ็อกซ์ โฮม จำกัด

นักวิเคราะห์คาดโลตัสขายสินทรัพย์ในไทยทิ้ง หลังยอดขายตกต่ำ

ที่มาภาพ:  http://warrenbuffettstrategies.com/
ที่มาภาพ: http://warrenbuffettstrategies.com/

เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 84 ปี ซึ่งมีทรัพย์สินในครอบครองมากกว่า 67,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.17 ล้านล้านบาท) และเป็นผู้บริหารบริษัทด้านการลงทุน “เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์” ตัดสินใจ “ขายทิ้งหุ้นเทสโก้” ที่ถือครองไว้จำนวนมากกว่า 245 ล้านหุ้นแล้ว หลังจากที่บัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นของเทสโก้สะสมไว้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา

การตัดสินใจขายทิ้งหุ้นเทสโกของบัฟเฟตต์ในครั้งนี้ ส่งผลให้เวลานี้บริษัทเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ของเขาเหลือสัดส่วนการถือหุ้นของเทสโกอยู่ในมือไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม บัฟเฟตต์เพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อดังอย่าง “ซีเอ็นบีซี” โดยระบุว่าการตัดสินใจของเขาในการเข้าซื้อหุ้นของเทสโก้ถือเป็น “ความผิดพลาดอันใหญ่หลวง” และเป็น “การลงทุนที่โง่เขลา” ความเคลื่อนไหวล่าสุดของวอร์เร็น บัฟเฟตต์ มีขึ้นหลังจากที่เทสโก้ประสบปัญหาอย่างหนักในการแข่งขันกับผู้ค้าปลีกรายอื่นๆ ในตลาดที่จำหน่ายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าเทสโก้

ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นของเทสโกยังคงดิ่งลงอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 50 เปอร์เซ็นต์แล้วตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จากผลของยอดขายที่ตกต่ำ และการรายงานตัวเลขผลประกอบการที่ผิดพลาด “ส่อเจตนาทุจริต” จนสร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก และกำลังถูกทางการอังกฤษสอบสวนถึงเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว

นอกจากนี้ เว็บไซต์ข่าวหุ้น รายงานเพิ่มเติมว่า นายเดฟ ลูว์อิส ซีอีโอบริษัทเทสโก้ของอังกฤษ กำลังพิจารณาการขายสินทรัพย์ในอังกฤษ ไทย และในประเทศอื่นๆ แม้เขาเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งได้เพียง 6 สัปดาห์ ขณะที่เขาพยายามระดมเงินทุนเพื่อกอบกู้กิจการเทสโก้ที่มีการดำเนินธุรกิจมายาวนานถึง 95 ปี ให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุด

ทั้งนี้ เทสโก้เป็นบริษัทค้าปลีกใหญ่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งมียอดขายตกต่ำลงจนถึงขั้นที่ทำให้ทางบริษัทจำเป็นต้องระดมเงินมากยิ่งขึ้น เพื่อจะนำมาใช้รับมือกับหนี้สินและยอดขาดดุลเงินบำนาญที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ เทสโก้ยังจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนของแผนฟื้นฟูยอดขายด้วย

ขณะที่นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการ บริษัทเทสโก้ โลตัส เปิดเผยช่วงบ่ายวันเดียวกันถึงกรณีดังกล่าวว่า “ข่าวดังกล่าวเป็นเพียงการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ทางฝั่งต่างประเทศเท่านั้น โดยยืนยันว่ายังไม่มีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อจาก นายเดฟ ลูว์อิส ซีอีโอของบริษัทแต่อย่างใด”