ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : ทั่วโลกจับตาฮ่องกง “ปฏิวัติร่ม” – ศิริราชพบแอนติบอดีรักษา”อีโบลา”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ 27 กันยายน-4 ตุลาคม 2557

-ทั่วโลกจับตาฮ่องกง “ปฏิวัติร่ม” ประชาชนลุกฮือครั้งใหญ่ในรอบ 17 ปี ขอเลือกผู้นำเอง
-ตำรวจเชียงใหม่ปล่อยไก่ เข้าจับชาวต่างชาตินั่งโคเวิร์กกิ้ง
-ปิดคดีเกาะเต่า แพะหรือไม่ ใช่หรือมั่ว – นายกฯ ตอบตัวจริงแน่นอน
-นักมวยอินเดียโฮถูกตัดสินแพ้แบบค้านสายตา แถมไอบาจ่อลงดาบฐานไม่รับเหรียญ
-ฮือฮาศิริราชพบแอนติบอดีรักษาอีโบลาเป็นครั้งแรกของไทย

ทั่วโลกจับตาฮ่องกง “ปฏิวัติร่ม” ประชาชนลุกฮือครั้งใหญ่ในรอบ 17 ปี ขอเลือกผู้นำเอง

ที่มาภาพ: http://www.vox.com/2014/9/29/6868709/umbrella-hong-kong-protest
ที่มาภาพ: http://www.vox.com/2014/9/29/6868709/umbrella-hong-kong-protest

นับตั้งแต่การรวมตัวเพื่อ เรียกร้องการเลือกตั้งของชาวฮ่องกง ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในคืนวันอังคาร 30 ก.ย. ประชาชนอีกหลายพันคนออกมาสมทบกลุ่มผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน ที่ชุมนุมกันบริเวณด้านนอกตึกที่ทำการรัฐบาลฮ่องกง รวมถึงย่านธุรกิจ แหล่งช็อปปิ้งบนถนนคอสเวย์เบย์ กับท่าเรือหม่งก๊อก บนฝั่งเกาลูน ก่อนจะถึงวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งแกนนำผู้ชุมนุมระบุว่าเป็นวันประท้วงใหญ่ที่สุด โดยไม่สนใจการเรียกร้องจากนายเหลียง ชุน อิง ผู้ว่าการฮ่องกง ที่ต้องให้ผู้ชุมนุมแยกย้ายกับกลับบ้าน

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมชาวฮ่องกง ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมปลายบนเกาะฮ่องกง ซึ่งคาดว่าอาจมากถึง 80,000 คน แม้ไม่มีหน่วยงานอิสระระบุตัวเลขที่แน่ชัด กละมีการชุมนุมต่อเนื่องจนถึงวันจันทร์ที่ 29 ก.ย. ถือเป็นปัญหาท้าทายรัฐบาลจีนครั้งใหญ่สุดนับแต่สลายการชุมนุมประท้วง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 25 ปีก่อน และถือเป็นเหตุความไม่สงบครั้งร้ายแรงสุดของฮ่องกงตั้งแต่รัฐบาลอังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้กับทางการจีนในปี 2530

นอกจากนี้ นายเหลียง ชุน อิง ผู้ว่าการฮ่องกง ยืนยันจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป หลังเส้นตายวันพฤหัสบดี 2 ต.ค. ที่ผู้ประท้วงขีดไว้ผ่านพ้น โดยเขาเตือนให้ระวังผลร้ายที่ตามมาหากผู้ชุมนุมล้ำเส้นเจ้าหน้าที่ เขาจะไม่ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพราะเขาจำเป็นต้องสานต่องานเกี่ยวกับการให้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งแก่พลเมือง (universal suffrage) เพื่อให้ชาวฮ่องกงทั้ง 5 ล้านคน สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ คนใหม่ได้

นายเหลียงระบุอีกว่า นางแคร์รี หลิน หัวหน้าคณะรัฐมนตรีฮ่องกง ผู้มีอำนาจลำดับ 2 ในฮ่องกง จะเข้าพบปะกับผู้แทนของ “สหพันธ์นักศึกษาฮ่องกง” (Hong Kong Federation of Students) เพื่อหารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง และร้องขอผู้ประท้วงอย่ายึดพื้นที่หน้าอาคารสถานที่ราชการต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ตำรวจฮ่องกงก็เตือนด้วยว่า จะใช้มาตรการเด็ดขาดหากความมั่นคงสาธารณะถูกคุกคาม

ด้าน โจชัว หว่อง หัวหน้ากลุ่มเคลื่อนไหวนักศึกษา “สกอลาริซึม” (Scholarism) ซึ่งออกมาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลจีนหยุดแทรกแซงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ฮ่องกง และจุดประกายการประท้วงใหญ่ในปัจจุบัน กล่าวต่อหน้าผู้ชุมนุมในช่วงเช้ามืดวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. หลังจากเส้นตายผ่านพ้นว่า เขาไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บ แกนนำนักศึกษาจะจัดเวลาเข้าพบปะกับนางหลินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และขอให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบ

ที่มาภาพ: http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/hongkong/11133514/Chinas-umbrella-revolution-Pro-democracy-protests-in-Hong-Kong-in-pictures.html?frame=3058268
ที่มาภาพ: http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/asia/hongkong/11133514/Chinas-umbrella-revolution-Pro-democracy-protests-in-Hong-Kong-in-pictures.html?frame=3058268

นายหว่องเผยอีกว่า ผู้แทนนักศึกษาจะใช้โอกาสนี้ถามนางหลินด้วยว่า ทำไมตำรวจจึงต้องใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม และตำรวจวางแผนจะใช้กระสุนยางกับผู้ประท้วงหรือไม่

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ตำรวจใช้กำลังกับผู้ชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ 28 ก.ย. การชุมนุมก็ดำเนินไปอย่างสงบตลอด โดยผู้ชุมนุมยังคงยึดครองพื้นที่สำคัญอย่างท่าเรือหม่งก๊อก ถนนคอนนัคท์ และเขตแอดไมรัลตีในเกาะฮ่องกง แต่ในช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่งออกไปเคลื่อนไหวบนถนนนอกเขตชุมนุม ละเมิดคำเตือนของตำรวจ แต่ผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ช่วยกันตะโกนเรียกให้กลับมาสำเร็จ

ตำรวจปราบจลาจลราว 200 นาย คอยตรึงกำลังรับมืออยู่ด้านนอกตึกที่ทำการรัฐบาล และเป็นครั้งแรกที่ตำรวจเตรียมโล่มาใช้ด้วย ขณะที่ผู้ชุมนุมเตรียมแว่นตาและหน้ากากเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ในขณะที่การประท้วงล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 5 ในวันศุกร์

สำหรับ “ปฏิวัติร่ม” (อัมเบรลลา รีโวลูชัน) มีที่มาจากร่มธรรมดาๆ สำหรับใช้กันฝนกันแดด แต่สำหรับผู้ประท้วงในฮ่องกง ร่วมเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับป้องกัน “สเปรย์พริกไทย” ที่ตำรวจปราบจลาจลเคยนำมาใช้สลายม็อบ เพื่อจะให้ปวดแสบปวดร้อนตา แล้วจะได้แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ในเมื่อผู้ชุมนุมประกาศสู้ไม่ถอย “ร่ม” จึงต้องอยู่ไม่ห่างมือ เพราะไม่รู้อนาคตว่าทางการจะสั่งสลายม็อบเมื่อใด

ด้วยเหตุนี้ ร่ม โดยเฉพาะร่มสีเหลือง ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์เรียกร้องประชาธิปไตย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีน จนถึงกับมีการเรียกขานการต่อสู้ครั้งนี้ของชาวฮ่องกงว่า “ปฏิวัติร่ม” นอกจากนั้น เคซีย์ หว่อง ศิลปินที่ติดตามการประท้วงในฮ่องกง ยังเรียกร้องผ่านหน้าเฟซบุ๊ก ให้จิตรกรและดีไซเนอร์ทั่วฮ่องกงช่วยกันออกแบบสัญลักษณ์นี้เผยแพร่ไปทางโลกออนไลน์ด้วย

ตำรวจเชียงใหม่ปล่อยไก่! เข้าจับชาวต่างชาตินั่งโคเวิร์กกิง

ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thatul?fref=ts
ที่มาภาพ: เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/thatul?fref=ts

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการเข้าควบคุมตัวนักท่องเที่ยวต่างชาติใน “โคเวิร์กกิงสเปซ” (co-working space) Pun Spaceเมื่อ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ตกเป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างมาก โดยตำรวจกว่า 20 คน ได้คุมตัวนักท่องเที่ยว 18 คน ไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองใกล้สนามบินเชียงใหม่ เพราะคิดว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้เข้ามาทำงานในเชียงใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต

เว็บไซต์บล็อกนันรายงาน บริการแชร์ออฟฟิศ หรือ co-working space เริ่มได้รับความนิยมในช่วงหลังเพราะแทนที่เราจะไปนั่งตามร้านกาแฟที่ร้านอาจจะไม่ชอบให้ใครไปนั่งนานๆ co-working space สามารถคิดค่าเวลาใช้พื้นที่ตามจริง

โดยล่าสุดทาง Pun Spaceโพสต์ผ่าน เฟซบุ๊กของทางร้านระบุ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเข้าใจผิดว่ามีการจ้างงานโดยไม่ได้รับอนุญาตขึ้น จึงปล่อยตัวชาวต่างชาติทั้งหมด ทางเจ้าของพื้นที่ได้อธิบายว่าไม่ได้มีลักษณะต่างไปจากอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ นอกจากนี้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขอตรวจสอบหนังสือเดินทางและวีซ่า แต่ไม่ได้ขอตรวจสอบใบอนุญาตการทำงานแต่อย่างใด

ปิดคดีเกาะเต่า! แพะหรือไม่ ใช่หรือมั่ว – นายกฯ ตอบตัวจริงแน่นอน

ที่มาภาพ : http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2014/10/03/images/news_img_608974_2.jpg
ที่มาภาพ : http://www.bangkokbiznews.com/home/media/2014/10/03/images/news_img_608974_2.jpg

สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ถูกฆาตกรรมจนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก หลายฝ่ายถามถึงการตามหาตัวคนผิดมาลงโทษไปจนถึงความชัดเจนของการสืบสวนสอบสวนเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ ได้ลำดับเหตุการณ์คดีสะเทือนขวัญ ฆาตรกรรม 2 นักท่องเที่ยว ชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี ดังนี้

เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ก.ย. พบศพ 2 นักท่องเที่ยว นำศพส่งผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และเก็บดีเอ็นเอจากหลักฐานทุกอย่างที่พบเอาไว้เปรียบเทียบกับผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจขีดวงเอาไว้หลายกลุ่ม

ต่อมา 17 ก.ย. ผลการผ่าชันสูตรพบว่า ผู้เสียชีวิตมีร่องรอยการมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อนที่จะเสียชีวิต และพบอสุจิทั้งในช่องคลอดและทวารหนักในตัวเหยื่อสาว ระหว่างนั้น ตำรวจได้ควบคุมตัวนายคริสโตเฟอร์ อลันแวร์ นักท่องเที่ยวสัญชาติอังกฤษ มาสอบปากคำ หลังได้รับข้อมูลจากเจ้าของที่พักบนเกาะเต่าว่าพบเห็นนักท่องเที่ยวรายนี้อยู่ในวันเกิดเหตุ ขณะเดียวกันยังพบหลักฐานสำคัญเป็นร่องรอยเลือดบนเสื้อผ้าด้วย พร้อมเก็บตัวอย่าง ดีเอ็นเอ แต่ปรากฎว่าผลเทียบไม่ตรงจึงปล่อยตัวไป หลังจากนั้น ตำรวจปูพรม ปิดเกาะ ทำการสืบสวนหาตัวคนร้ายต่อไป

19 ก.ย. ผลตรวจดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่ตรงกับคราบอสุจิในร่างกายเหยื่อสาว เป็นชายชาวเอเชียที่ปรากฏภาพในกล้องวงจรปิดและกลุ่มชายที่ไปนั่งเล่นกีตาร์ริมชายหาดใกล้จุดเกิดเหตแตุ่ก็ยังไม่พบตัว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปควานหาแรงงานต่างด้าวที่มีความสามารถในการเล่นกีตาร์และสูบบุหรี่ยีห้อเดียวกันกับก้นบุหรี่ที่ทิ้งอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ

20 ก.ย. ทราบผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอวายโครโมโซมจากอสุจิในช่องคลอดและทวารหนักของนักท่องเที่ยวหญิงชาวอังกฤษเพื่อหาสัญชาติของผู้ต้องสงสัย โดยปรากฏว่าดีเอ็นเอวายโครโมโซมระบุผลพิสูจน์เป็นดีเอ็นเอของชาวมองโกลอยด์หรือชาวเอเชีย

21-22 ก.ย. ตำรวจยังคงตามหาฆาตกรต่อไปโดยการไล่ตรวจดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัยในระแวกใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ ตำรวจไทยโดนโจมตีจากสื่อนอกอย่างหนักถึงการทำงานที่ล้าช้าและยังจับตัวคนร้ายไม่ได้

23 ก.ย. นายฌอน แมคแอนนา หนุ่มชาวสกอต เพื่อนของนายเดวิด เปิดเผยเรื่องราวของเขาในเฟซบุ๊กว่าถูก 2 มาเฟียท้องถิ่นขู่ฆ่า และคิดว่าทั้ง 2 มีส่วนรู้เห็นต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ จับผู้ต้องสงสัยได้ 1 ราย เป็นน้องชายผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ พร้อมเร่งตรวจดีเอ็นเอ ได้เบาะแสอีก 1 รายหลบหนีเข้ากรุงเทพฯ

24 ก.ย. ผลตรวจดีเอ็นเอน้องชายผู้ใหญ่บ้านบริสุทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านชี้แจงพร้อมให้ความร่วมมือในคดี และชี้แจงอีกว่าลูกชายไม่ได้หลบหนีและบริสุทธิ์ น้องชายผู้ใหญ่บ้านและพนักงานร้านสะดวกซื้อที่นายฌอนเข้าไปหลบแจ้งกลับ พบเห็นนายฌอนในสภาพเปื้อนเลือดนายฌอนอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ

26 ก.ย. พยานปากสำคัญ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติอ้างว่าเห็นเหตุการณ์ก่อนและระหว่างคนร้ายลงมือฆาตกรรมผู้ตาย โดยพยานรายนี้อ้างว่าเห็นชาวต่างชาติเป็นผู้ลงมือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำไปแล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการตรวจทานว่าคำให้การของพยานรายนี้มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

30 ก.ย. ลูกชายผู้ใหญ่บ้านเกาะเต่า พร้อมทนายความ หอบหลักฐานภาพจากวงจรปิดแจงสื่อ บช.น. ยืนยันไม่เกี่ยวข้องฆ่า 2 นักท่องเที่ยว วอนขอความเป็นธรรม (เท่าที่ทราบยังไม่ตรวจดีเอ็นเอ และ 1 ต.ค. ควบคุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว เป็น 3 แรงงานพม่า ต่อมา วันที่ 2 ต.ค. สองแรงงานชาวพม่ารับสารภาพว่าก่อเหตุฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษทั้ง 2 คน

ล่าสุดวันที่ 3 ต.ค. เมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.ต. วิทยา พิทักษ์ รอง สวป.สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว นายเวพิว หรือ วิน อายุ 22 ปี แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาร์ ผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุข่มขืนฆ่า น.ส.ฮานนาห์ และฆ่านายเดวิด ออกจากห้องควบคุม สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ในสภาพใช้ผ้าคลุมศีรษะปิดบังใบหน้า และใช้กำลังตำรวจล้อมตัวขึ้นรถยนต์สายตรวจนำตัวไป ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี อ.พุนพิน หลังจากตำรวจพบอยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพิรุธออกเดินทางจากเกาะเต่าเมื่อคืนวันที่ 1 ต.ค. 57 ถูกตำรวจควบคุมตัวได้เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 2 ต.ค.57 ที่ท่าเทียบเรือนอนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี นำไปสอบปากคำจนให้การรับสารภาพ

หลังจากนั้นเวลา 09.15 น. พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท. จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท. เดชา บุตรน้ำเพชร ผบช.ภาค 8 พล.ต.ต. ดาวลอย เหมือนเดช ผบก.สส.ภาค 8 และ พล.ต.ต. อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เดินทางมายังท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี และได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปพร้อมนายเวพิว หรือ วิน เดินทางไปยัง ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน เพื่อนำ นายเวพิว หรือ วิน เดินทางไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและแถลงข่าว

พล.ต.อ. สมยศ กล่าวก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ว่า เมื่อคืนใกล้เที่ยงคืน ได้รับรายงานจากกองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอของชาวเมียนมาร์ 2 รายตรงกันกับดีเอ็นเอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บได้จากที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ได้รายงานผลอย่างเป็นทางการให้สถานทูตอังกฤษทราบ แต่คาดว่า ท่านทูตคงได้รับทราบจากสื่อแล้ว

พล.ต.อ. สมยศกล่าวว่า คดีนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งกำชับให้ได้ตัวผู้ต้องหาโดยเร็ว จึงมอบให้ตำรวจท้องที่ ตำรวจนครบาล และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเก็บหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบนเกาะ ซึ่งต้องใช้เวลาโดยไม่มีการหยุดทำด้วยความรอบคอบไม่เน้นความไวในการทำคดีเน้นรายละเอียดถูกต้องประกอบการดูกล้องวงจรปิดจนทราบตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 คน มีส่วนในการกระทำผิดและเก็บดีเอ็นเอไปตรวจสอบที่กรุงเทพฯ ที่กระบวนการต้องใช้เวลา 24 ชั่วโมง

“จนผลดีเอ็นเอที่ปรากฏในตัวผู้ตาย (น.ส.ฮานนาห์) ตรงกับ 2 คน คือ เวพิว หรือ วิน และนายซอวิน หรือ โซเชน ส่วนนายเมาไม่มีดีเอ็นเอในตัวผู้ตาย ซึ่งสอบนายเมาไม่มีส่วนร่วมกระทำผิด (ข่มขืน) ซึ่งดีเอ็นเอเป็น 1 ในพยานหลักฐานจับคนร้าย และเมื่อคืนตำรวจบนเกาะเต่า ได้ค้นบ้านพักนายวิน ได้พบโทรศัพท์มือถือผู้ตายถูกทิ้งไว้ใกล้เคียง ที่จะเป็นหลักฐานใช้มัดตัวผู้ต้องหาให้ได้หลังจากทราบว่า โทรศัพท์มือถือของผู้ตายหายไป” พล.ต.อ. สมยศกล่าว

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวและว่า กล้องวงจรปิดบนเกาะเต่ามี 366 ตัว ใช้เวลาตรวจสอบตัวละ 6-10 ชั่วโมง และต้องใช้ผู้ชำนาญในการตรวจสอบจึงต้องใช้เวลามาก ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลจะอนุมัติ ซึ่งจากนั้นจะนำไปชี้ที่เกิดเหตุและหาหลักฐานที่นำไปทิ้งหรือนำไปเก็บไว้

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายเวพิว หรือ วิน ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุใช้จอบทุบตีนายเดวิดเสียชีวิตและร่วมกับนายซอข่มขืน น.ส.ฮานนาห์ แล้วใช้จอบทุบตีจนเสียชีวิต ซึ่งนายวินเป็นลูกจ้างร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเกาะเต่า ส่วนนายซอวิน หรือ โซเชน และนายเมา ทำงานอยู่ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งของผู้นำท้องถิ่น บนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน

ล่าสุด เมื่อช่วงก่อนเที่ยงที่ผ่านมา มีรายงานเพิ่มเติมว่า พล.ต.อ. สมยศ พร้อมคณะนำตัว 2 ผู้ต้องหาไปทำแผนตามจุดต่างๆ ท่ามกลางการดูแลเข้มงวดเนื่องจากเกรงว่าจะถูกรุมประชาทัณฑ์ โดยมีประชาชนติดตามดูการทำแผนจำนวนมาก

วันเดียวกัน พล.ต.ต. ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.พิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผลตรวจดีเอ็นเอ 3 ชาวพม่าผู้ต้องสงสัยพบว่า ดีเอ็นเอของ 2 ราย ตรงกับดีเอ็นเอคราบอสุจิในศพนักท่องเที่ยวหญิง ส่วนอีก 1 ราย ดีเอ็นเอตรงกับมวนบุหรี่ในที่เกิดเหตุ

ขณะที่ นายไชยันต์ ธุระสกุล นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน กล่าวว่า ชาวเกาะเต่ารู้สึกโล่งใจที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ มีความมั่นใจและเชื่อใจว่าเป็นคนร้ายตัวจริงไม่ใช่แพะแน่นอน โดยแรงงานต่างด้าวจะต้องช่วยกันควบคุมดูแลไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก และหลังจากนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวบนเกาะเต่าจะได้ช่วยกันจัดกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมา

ทางด้าน นางวรรณี ไทยพาณิชย์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน กล่าวว่า การจับกุมคนร้ายทำให้คดีคลี่คลายปรากฏออกมาไม่ใช่คนไทยเป็นผู้ก่อเหตุทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยดีขึ้นมาก เนื่องจากลักษณะการก่อเหตุดังกล่าวไม่ใช่ปกติวิสัยของคนไทยและผู้ประกอบการในพื้นที่ไม่มีใครทำลายบ้านและรายได้ของตัวเอง เชื่อมั่นว่าจะเป็นผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้นและนักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาพักผ่อนท่องเที่ยวตามเดิม

“เหตุการณ์ครั้งนี้จะได้ถือเป็นวิกฤติที่ผู้ประกอบการและภาครัฐจะได้มีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องเสียที รวมทั้งจะได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยแสงสว่างและกล้องวงจรปิด และร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศ เพราะปีนี้เกาะเต่าเพิ่งได้รับเลือกเป็นเกาะท่องเที่ยวดำน้ำสวยที่สุดของเอเชียที่ควรจะต้องรักษาไว้ ” นางวรรณีกล่าว

นอกจากนี้ นายพิฑูร ดำสาคร จัดหางานจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ในราวกลางเดือน ต.ค. นี้จะนำเจ้าหน้าที่พร้อมรถเคลื่อนที่ไปออกหน่วยรับจดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน ที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน ให้ผู้ประกอบการนำแรงงานมาเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ มีแรงงานที่ผิดกฎหมายประมาณ 3,000 ราย จาก 7,000 กว่าราย

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ถึงกรณีคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้รายงานตนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เรื่องความคืบหน้าการติดตามคดี ว่ารอเพียงผลพิสูจน์ดีเอ็นเอ วันนี้ผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอก็ชัดเจน มีการรับสารภาพและการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ทางนั้นก็รายงานชี้แจงไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปมีเพียงขั้นตอนการดำเนินคดี และสิ่งที่พวกเราควรจะพูดต่อจากนี้ก็คือการให้กำลังใจเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นทำงานเต็มที่ เราต้องให้กำลังใจคนของเรา

ขณะที่ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแสดงความกังวลว่าการจับผู้ต้องหาแรงงานเพื่อนบ้านคดีฆ่า 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสรองรับ หวั่นไล่จับแพะ เพราะได้รับข้อมูลว่ามีการไล่จับกุมตัวโดยไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา ไม่มีตัวแทนกฎหมายและล่าม และการสรุปผลดีเอ็นเอมีความน่าสงสัย มีการเลือกปฏิบัติ เตรียมจัดหาทีมกฎหมายทนายติดตามคดี

น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมเปิดเผยกับทีมข่าวไทยพีบีเอสออนไลน์ว่า ตนเองได้รับเรื่องร้องเรียนจากกรณีดังกล่าวว่า คดีนี้ตำรวจไล่จับแรงงานชาวเมียนมาร์บนเกาะเต่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 3 คน ได้รับการเปิดเผยข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 9 คน กำลังจับกลุ่มเตะตะกร้อกันอยู่ เมื่อตำรวจแสดงตัวเข้าตรวจค้นจับกุม แรงงานจำนวน 3 คน ที่ไม่มีบัตรประจำตัวและใบอนุญาตทำงานก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้หลบหนี ทั้ง 3 คน จึงวิ่งหนี และถูกตำรวจเฝ้าติดตามก่อนจับกุมได้ กลายเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษในขณะนี้

“เรื่องนี้เรามีข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่ามีการไล่ตรวจดีเอ็นเอแรงงานชาวเมียนมาร์อย่างต่อเนื่องจนทุกคนรู้สึกไม่ปลอดภัย เรื่องนี้ค่อนข้างน่ากังวลสำหรับคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีข้อกังวลดังนี้ 1. การควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา 2. การเรียกตรวจดีเอ็นเอสอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาหรือไม่ 3. ในขณะที่มีการควบคุมตัว ผู้ต้องหามีล่ามเพื่อการสื่อสารหรือไม่ 4. ผู้ต้องหามีตัวแทนด้านกฏหมายหรือยัง 5. ผลการตรวจดีเอ็นเอรวดเร็วจนน่าสงสัย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่มีการตรวจดีเอ็นเอนักท่องเที่ยวต่างชาติยังรอผล 3-4 วัน เป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่”

ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวอีกว่า ตอนนี้่ฝ่ายไทยกังวลกับกรณีนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่าการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ทั้งที่การควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัย หากไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสรองรับจะทำให้ไม่สามารถตอบคำถามกับตัวแทนผู้เสียหายได้ คดีดังกล่าวสถานทูตอังกฤษและตัวแทนด้านกฏหมายของผู้เสียหายติดตามคดีอย่างใกล้ชิดและกดดันอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

นักมวยอินเดียโฮถูกตัดสินแพ้แบบค้านสายตา! แถมไอบ้าจ่อลงดาบฐานไม่รับเหรียญ

ที่มาภาพ : http://www.siamsport.co.th/asiangames2014/?page=news&view=view&id=141001161944
ที่มาภาพ : http://www.siamsport.co.th/asiangames2014/?page=news&view=view&id=141001161944

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าวเนชั่นรายงานสาริตา เทวี กำปั้นสาวชาวอินเดีย ทำฝ่ายจัดการแข่งขันถึงกับทำอะไรไม่ถูก เมื่อเธอนำเหรียญทองแดงที่ได้รับมาไปคล้องคอ ปาร์ค จี นา นักชกสาวเจ้าภาพ หลังจากไม่พอใจที่กรรมการตัดสินอย่างน่ากังขาในการดวลกันรอบรองชนะเลิศ การแข่งขันกีฬามวยสากลสมัครเล่นหญิงรอบรองชนะเลิศ รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) สาริตา เทวี กำปั้นสาวชาวอินเดีย พ่ายให้กับ ปาร์ค จีนา นักมวยหญิงของเจ้าภาพไปแบบน่ากังขา โดย สาริตาออกหมัดได้จะแจ้งกว่า แต่เมื่อ กรรมการตัดสิน สาวจากแดนภารตะรายนี้กลับแพ้ไปแบบขาดลอย 4-0 เสียง ทำได้เพียงคว้าเหรียญทองแดงไปครอง

โดยในพิธีมอบเหรียญหลังชิงชนะเลิศมวยสากลสมัครเล่นหญิง รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม ซึ่ง ปาร์ค จี นา ได้เพียงแค่เหรียญเงิน เมื่อแพ้ หยุน ฮัว หยิน จาก จีน 2-0 เสียง (มีแต้มเท่ากันหนึ่งเสียง) และในพิธีมอบเหรียญรางวัล เมื่อฝ่ายจัดการแข่งขันเชิญเหรียญทองแดงมอบให้กับสาริตา เธอได้ออกมายืนบนโพเดียมและร่ำไห้ตลอดเวลา พร้อมปฏิเสธที่จะไม่ให้คล้องคอ รวมถึงสัญลักษณ์การแข่งขันอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเอาเหรียญทองแดงที่ได้รับมาไปคล้องให้กับ ปาร์ค จี นา ที่ได้เหรียญเงินไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกำปั้นจากแดนโสมก็พร้อมคล้องคอลงมารับเหมือนไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่นัก

ฮือฮาศิริราชพบแอนติบอดีรักษาอีโบลาเป็นครั้งแรกของไทย


ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.com/
ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.com/

จากกรณีที่ทีมนักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ประสบความสำเร็จในการผลิตแอนติบอดีรักษาโรคไข้เลือดออกอีโบลา โดยมีขนาดเล็กกว่าแอนติบอดีปกติถึง 5 เท่า และกลไกการทำงานเป็นการปล่อยให้ไวรัสเข้าสู่ภายในเซลล์ก่อนที่แอนติบอดีที่ผลิตขึ้นจะเข้าไปยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส โดยยับยั้งที่ไวรัสโปรตีนสำคัญของไวรัสอีโบลา ซึ่งมีอยู่ในทุกสายพันธุ์จึงใช้รักษาได้ในทุกสายพันธุ์ และการใช้รักษาได้ผลเป็นการทำในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ยีนสังเคราะห์ของเชื้อไวรัสอีโบลาไม่ได้มีการนำเข้าเชื้อจริงนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 ต.ค. 2557 ได้รับอีเมล์จาก Dr. Martin Friede หัวหน้าโครงการวิจัยอีโบลา ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า ยินดีกับความสำเร็จของไทยในการพัฒนาแอนติบอดี้ที่สามารถยับยั้งเชื้ออีโบลาได้ ถือว่ามีประโยชน์ และสามารถเปลี่ยนแปลงการรักษาเชื้ออีโบลาได้ จึงอยากจะขอทำการพิสูจน์แอนติบอดีที่ใช้กัยไวรัสปลอมที่ทางศิริราชพยาบาลสร้างขึ้นกับเชื้อไวรัสจริง ในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ4 ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากยีนส์ที่ศิริราชนำมาศึกษาทดลองนี้ เป็นยีนส์สังเคราะห์ เพื่อความปลอดภัย

“และหากสามารถทดสอบแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพที่ดีก็จะนำไปสู่การพัฒนารักษาเชื้อไวรัสอีโบลาในคนได้ทันที โดยสามารถลดขั้นตอนการทดลองในสัตว์และคนได้ คาดว่าจะทำเรื่องรวบรวมเอกสารที่จำเป็น ตัวอย่างของแอนติบอดี้ และนักวิจัยของไทยบางส่วนไปร่วมทดสอบในสหรัฐอเมริกาได้ภายใน 2-3 สัปดาห์”ศ.คลินิก นพ.อุดมกล่าว

ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวดเวยว่า ส่วนตัวคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะสร้างห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 4 ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยระดับสูงสุดอย่างน้อยๆ 1 แห่ง โดยอาจจะให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สธ. เป็นหน่วยงานหลักในการทำสร้างห้องปฏิบัติการชีวะนิรภัยระดับ 4 เพื่อเป็นศูนย์กลางของประเทศ เนื่องจากห้องปฏิบัติการที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมดตอนนี้ระดับความปลอดภัยสูงสุดมีเพียงแค่ระดับ 3 เท่านั้น ส่วนตัวอยากให้รัฐบาลหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ให้มากขึ้น

ขณะนี้ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ชื้อโรคอันตราย โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอีโบลาที่กำลังระบาดหนักในทวีปแอฟฟริกาตะวันตกนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับเชื้อมากที่สุดคือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุข จึงได้อนุมัติงบประมาณ ประมาณ 12 ล้านบาท ในการซื้อเครื่องมือวินิจฉันโรคติดเชื้อร้ายแรงระบบปิดที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ในตัวเองเข้ามาไว้ที่รพ.ศิริราช 1 เครื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เพราะสามารถป้องกันเชื้อโรคไม่ให้แพร่กระจาย และป้องกันการติดต่อได้ 100% ซึ่งคาดว่าน่าจะเข้ามาถึงประเทศไทยภายใน 2 เดือนนี้

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการสร้างห้องปฏิบัติการชีวนิระภัยระดับ 4 (Biosafety Level 4 – BSL4) ว่า ที่ผ่านมากรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทำเรื่องขออนุมัติสร้างห้องปฏิบัติการชีวนิระภัยระดับ 4 ไปยังผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แล้ว โดยใช้งบประมาณรวม 57 ล้านบาท แบ่งเป็นการก่อสร้างอาคาร 50 ล้านบาท สำหรับอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความชำนาญ 2 ล้านบาท และงบบำรุงรักษา 5 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการวินิจฉัยเชื้อโรคร้ายแรงอย่างเชื้อไวรัสอีโบลา และเพิ่มศักยภาพในการศึกษาวิจัยต่อยอดการป้องกันรักษา สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมาเนื่องจากว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร

ขณะนี้ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. ยังอยู่ระหว่างการเดินสายมอบนโยบายแก่กรมต่างๆ อยู่ หากได้เห็นงานทั้งหมดแล้วคาดว่าหลังจากนี้จะได้มีการคุยกันในรายละเอียดมากขึ้น