ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : ผู้เช่าพื้นที่แฉห้างดังมีก๊าซพิษไม่รับผิดชอบ – จีนจ่อแบนดาราฮ่องกงสนับสนุนม็อบออกคิวพาย 47 ราย

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ระหว่างวันที่ 18-25 ตุลาคม 2557

– ผู้เช่าพื้นที่แจ้งความห้างดังมีก๊าซพิษไม่รับผิดชอบ – คพ. ชี้ยังไม่เกินมาตรฐาน
– ครูญี่ปุ่นวัย 79 ปี ถูกฆ่าหั่นศพหายตัวปริศนา!
– กาละแมร์แจ้งความเอาผิดมือโพสต์กล่าวหาพูดเหยียดเชื้อชาติ
– “จีจี้” หุ่นยนต์กำจัดเชื้ออีโบลา – เกาหลีห้ามนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ
– จีนจ่อแบนดาราฮ่องกงสนับสนุนม็อบออกคิวพาย 47 ราย

ผู้เช่าพื้นที่แจ้งความห้างดังมีก๊าซพิษไม่รับผิดชอบ – คพ.ชี้ยังไม่เกินมาตรฐาน

ที่มาภาพ : http://pantip.com/topic/32734560
ที่มาภาพ : http://pantip.com/topic/32734560

จากกรณีผู้เช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้า “สยามสแควร์วัน” เขียนเรื่องปัญหามลพิษในห้างสรรพสินค้า บนเว็บไซต์พันทิป โดยมีเนื้อหาร้องเรียนปัญหากลิ่นเน่าเหม็นภายในห้างฯ กับทางผู้บริหาร และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหา โดยกลิ่นเหม็นดังกล่าวถูกระบุว่ามาจากสารเคมีในการก่อสร้างตกแต่งของทางห้าง กลิ่นของเสียจากห้องน้ำ และกลิ่นขยะ เมื่อรวมตัวกันจึงทำให้เกิดก๊าซไข่เน่า หรือไฮโดรเจนซัลไฟด์

โดยตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา ทางผู้เช่าร้านค้าได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหานี้มาแล้ว 5 ครั้ง ทำให้กลุ่มผู้เช่าร้านค้าปิดป้ายประกาศเกี่ยวกับปัญหามลพิษภายในห้างฯ แต่กลับถูกทางห้างฯ นำแผ่นไม้อัดมาตีกรอบปิดทับ จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจปทุมวัน และร้องเรียนไปยังสื่อมวลชน ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ทางกรมอนามัยได้เข้ามาตรวจสอบวัดค่ามลพิษภายในอาคาร พบว่ามีก๊าซไนโตรเจนซัลไฟด์สูงตั้งแต่ 10-83 ppm ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยและมีอันตรายถึงชีวิต

ล่าสุด เมื่อ 24 ต.ค. มติชนออนไลน์รายงาน นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า กรณีที่ คพ. ได้รับแจ้งจากประชาชนเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ว่าได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นจากระบบบำบัดน้ำเสียภายในห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์วัน โดย คพ. ร่วมกับสำนักงานเขตปทุมวันและผู้ประกอบการ ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจวัดกลิ่นภายในห้างสรรพสินค้า พบว่าบริเวณภายในห้างสรรพสินค้าฯ ไม่มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด แต่มีกลิ่นเหม็นจากก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) หรือก๊าซไข่เน่า บริเวณภายในห้องระบบบำบัดน้ำเสียในบริเวณชั้นจอดรถใต้ดิน ซึ่งมีค่าความเข้มข้นไม่เกินปริมาณมาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดครั้งก่อนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 ที่ตรวจวัดโดยกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนั้นมีน้ำเสียในระบบบำบัดไหลล้นออกมาจากระบบบำบัดเป็นจำนวนมาก ทำให้มีกลิ่นของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) หรือก๊าซไข่เน่า ฟุ้งกระจายภายในบริเวณห้างสรรพสินค้าฯ และมีค่าความเข้มข้นเกินปริมาณที่อาจยอมให้มีได้ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

นายวิเชียรกล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน คพ. จะเฝ้าระวังติดตามตรวจสอบปัญหาทางด้านมลพิษในบริเวณดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบหรือภาวะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างใกล้ชิด ส่วนทางสำนักงานเขตปทุมวันได้จัดทำหนังสือคำสั่งให้ห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์วัน ปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ และไม่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นจากก๊าซไข่เน่า ขณะที่ด้านผู้ประกอบการเตรียมจัดทำแผนปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียในระยะยาว  

ครูญี่ปุ่นวัย 79 ปี ถูกฆ่าหั่นศพหายตัวปริศนา

ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20141022/612718/
ที่มาภาพ: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20141022/612718/

จากเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 57 นายเทสซึโอะ ชิมาโตะ บุตรชาย นายโยชิโนริ ชิมาโตะ ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่นวัย 79 ปี ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ห้วงขวาง ว่า นายโยชิโนริได้หายออกจากห้องพัก เลขที่ 180 ชั้น 10 ศรีวราแมนชั่น แขวงสามเสนนอก เขตดินแดง กทม.

ไทยรัฐออนไลน์ลำดับเหตุการณ์ไว้ว่า หลังจากการเข้าแจ้งความ นายเทสซึโอะจึงได้เดินทางไปยังที่พักดังกล่าว พบนางพรชนก ซึ่งคบหากันเป็นแฟนกับนายโยชิโนริอยู่ในห้องพักท่าทางมีพิรุธ ใส่วิกผมปิดบังใบหน้า จากการตรวจค้นตัวพบบัตรเอทีเอ็มของนายนายโยชิโนริ จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับนางพรชนกในข้อหาลักบัตรเอทีเอ็ม แต่ได้ประกันตัวในชั้นศาลแล้วหลบหนีไป ต่อมามีการตรวจสอบบัญชี พบว่านางพรชนกได้นำบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวไปกดเงินตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 57 เป็นต้นมา จำนวน 14 ครั้ง ได้เงินไป จำนวน 720,000 บาท

กระทั่งตำรวจตรวจสอบเงื่อนปมน่าสงสัย พบว่านางพรชนกเคยมีความสัมพันธ์กับชายชาวญี่ปุ่นหลายคน และน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนายโยชิโนริ เจ้าหน้าที่จึงออกติดตามตัวมาสอบสวนอีกครั้ง พบว่าหลบหนีไปกับนายสมชาย แก้วบางยาง สามีคนขับแท็กซี่ ไปอยู่ที่บ้านพักใน จ.อ่างทอง

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 57 เจ้าหน้าที่ทหารได้พบตัวนางพรชนกและนายสมชาย จึงเชิญตัวมาสอบถามข้อเท็จจริง จากการสอบสวนนางพรชนกยังให้การปฏิเสธ ส่วนนายสมชายให้การรับสารภาพ โดยนางพรชนกให้การว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 57 ช่วงกลางวัน ขณะที่นายโยชิโนริเดินทางไปสอนภาษาญี่ปุ่นที่การเคหะบางพลี ได้มีอาการเจ็บป่วยกะทันหัน นางพรชนกจึงได้พาไปรักษาตัวที่ รพ.บางนา 2 และเมื่อแพทย์ตรวจอาการพร้อมแจ้งค่าใช้จ่ายแล้ว นางพรชนกเห็นว่าค่าใช้จ่ายสูง จึงนำตัวนายโยชิโนริออกจาก รพ. และพาไปส่งขึ้นรถที่สถานีรถไฟฟ้าอุดมสุข เวลาประมาณ 17.00 น. ของวันเดียวกัน หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบหน้ากันอีก

ด้าน นายสมชายให้การยอมรับสารภาพว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 57 เวลาประมาณ 17.00 น. ขณะที่กำลังขับรถแท็กซี่ นางพรชนกได้โทรศัพท์ให้ไปพบที่บ้าน ภายในหมู่บ้านออร์คิดวิลล่า เลขที่ 201/237 หมู่ 7 ถนนบางนา-ตราด ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อไปถึงนางพรชนกได้พาขึ้นไปบนห้องนอนชั้น 2 พบนายโยชิโนรินอนนิ่งใบหน้าเขียวคล้ำ เชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว นางพรชนกกลัวความผิด จึงได้ร่วมกันวางแผนจะทำลายศพเพื่อปกปิดการตาย จากนั้นนายสมชายได้ใช้มีดและค้อนหั่นศพออกเป็นชิ้นๆ บรรจุในถุงปุ๋ย 4 ถุง แล้วนำใส่ท้ายรถแท็กซี่ เพื่อไปทิ้งยังสะพานข้ามคลองสนามพลี

ล่าสุดวันที่ 24 ต.ค. เว็บไซต์ข่าวสดรายงาน พล.ต.ท. อำนาจ อันอาตม์งาม รรท. ที่ปรึกษา สบ.10 ในฐานะ หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน พล.ต.ต. อำนวย นิ่มมะโน รรท.ผบช.ภ.1 พล.ต.ต. ธนา ชูวงศ์ ผบกภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ. วสันต์ บุญเจริญ พ.ต.อ. นครพัฒน์ พรหมพันธุ์ พ.ต.อ. ยงยุทธ เดชะรัฐ รองผบก. พ.ต.อ. สมศักดิ์ชัย นำตัวนางพรชนกและนายสมชายไปทำแผนจุดที่ทิ้งชิ้นส่วนศพของนายโยชิโนริ ที่บริเวณคลองนางทิ้ม ต.บางบ่อ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ เป็นจุดแรก

โดยทั้งคู่ให้การยอมรับว่านำถุง 4 ถุงใส่รถกระบะ แล้วเอามาหย่อนไว้ใต้สะพานเมื่อคืนที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยนางพรชนกนั่งมาด้วย จากนั้นทั้ง 2 คน ทำพิธีขอขมาดวงวิญญาณของนายโยชิโนริด้วย จากนั้นจึงนำตัวไปยังจุด 2 ที่การเคหะเมืองใหม่บางพลี ตึก 30 ห้อง1032/15 ม.15 ต.บางเสาธง ซึ่งเป็นห้องที่นายสมชายนำมีดที่ใช้หั่นศพกับเสื้อผ้าที่นายสมชายใส่ในวันก่อเหตุมาซุกซ่อนไว้ รวมถึงจุดที่นายสมชายนำบัตรเครดิตและนามบัตรของผู้ตายมาเผา

จากนั้นจึงมามาทำแผนฯ ที่โรงพยาบาลบางนา 2 ซึ่งเป็นจุดที่นำตัวนายโยชิโนริไปพบแพทย์ จากนั้นไปทำแผนจุดที่ 4 ที่บ้านเลขที่ 201/237 หมู่บ้านออร์คิดวิลล่า ซึ่งเป็นบ้านที่ผู้ต้องหาใช้หั่นศพก่อนนำไปทิ้งคลอง โดยมีประชาชนต่างให้ความสนใจมุงดูการทำแผนกันจำนวนมาก

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับขั้นตอนที่ทำแผนในบ้านเลขที่ 201/237 หมู่บ้านออร์คิดวิลล่า นายสมชายรับสารภาพว่าให้นางพรชนกเรียกนายโยชิโนริมา และอาศัยช่วงเวลาที่นายโยชิโนริหลับ เข้าไปเอาหมอนกดที่ใบหน้าจนขาดอากาศหายใจ เสียชีวิต จากนั้นร่วมกับนางพรชนกลากศพนายโยชิโนริลงมาในห้องน้ำชั้น 1 ก่อนที่นายสมชายจะถอดเสื้อผ้าเหลือกางเกงในตัวเดียวแล้วลงมือหั่นศพ เนื่องจากกลัวว่าเลือดของนายโยชิโนริจะเปื้อนเสื้อผ้าที่ใส่อยู่

ส่วนด้านการรื้อคดีการเสียชีวิตของนายคาชิโตชิ ทานากะ อดีตสามีนางพรชนก ที่ตกบันไดเสียชีวิตเมื่อปี 2546 นั้น เมื่อเวลา 11.00 น. พล.ต.ท. สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผบ.ตร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี เข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์ 2 คูหา 4 ชั้น เลขที่ 99/427-428 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อตรวจสอบคดีเก่าของนางพรชนก ที่สามีเก่าชาวญี่ปุ่นได้ตกบันไดจนเสียชีวิต

พล.ต.ท. สุวิระกล่าวหลังจากตรวจสอบพื้นที่อาคารว่า เข้ามาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ และตรวจสอบสำนวนการสอบสวนของเก่าเมื่อปี 2546 ว่ามีความสมบูรณ์ครบถ้วนเพียงใดหรือไม่ และมีพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมว่าจะเป็นคดีอาญาหรือไม่ จากการตรวจสอบสำนวนแล้ว พบว่าจำเป็นต้องมาตรวจสอบสถานที่จริงว่ากรณีที่ตกบันไดเสียชีวิตนั้นเป็นอย่างไร พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่นิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน มาร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อคำนวณแรงและทิศทางต่างๆ ว่าจะสอดคล้องกับบาดแผลที่เกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดจนทำให้สามีนางพรชนกเสียชีวิต และหลังจากได้ข้อมูลจากทุกฝ่ายแล้ว จึงจะสามารถสรุปได้อีกครั้ง

กาละแมร์เอาจริงแจ้งความเอาผิดมือโพสต์กล่าวหาพูดเหยียดเชื้อชาติ

ที่มาภาพ: http://news.sanook.com/1687791/
ที่มาภาพ: http://news.sanook.com/1687791/

จากกรณีมีผู้โพสต์ข้อความโจมตีพิธีกรสาว “กาละแมร์ พัชรศรี” ที่ระบุว่าพูดจาไปในเชิงเหยียดเชื้อชาติ เหยียดประเทศเพื่อนบ้าน ในรายการโชว์ของตัวเอง ล่าสุด เมื่อ 24 ต.ค. เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงาน น.ส.พัชรศรี เบญจมาศ พิธีกรหญิงชื่อดัง ช่อง 3 เดินทางมายังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อแจ้งความเอาผิดนักเลงคีย์บอร์ด ที่โพสต์ข้อความเป็นเท็จในเว็บพันทิป พร้อมยืนยันว่า พูดคำว่า “เรา” ไม่ได้พูดคำว่า “ลาว” แต่อย่างใด ขอให้ผู้เขียนบล็อกดังกล่าว ออกมาชี้แจงและขอโทษในกรณีที่เกิดขึ้นด้วย พร้อมทั้งแก้ไขให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศลดลง ถ้าไม่มีการแก้ไข ตนขอดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวที่ถูกกล่าวอ้างว่า เกิดขึ้นในรายการ “กาละแมร์” ทางช่อง 3SD นั้น กาละแมร์กล่าวว่า ในช่วงแรกของรายการที่ตนพูดเปิดตัวแขกรับเชิญ ก่อนจะพูดคุยหยอกล้อมุกต่างๆ กับแขกรับเชิญ โดยมีประโยคคำถามแรกๆ ที่ถามว่า “ไม่เคยมีใครบอกเหรอว่า หน้าอย่างเรา สารร่างอย่างเรา ทำไมเราไม่ไปทำอย่างอื่นนอกจากร้องเพลงอะ” เป็นเพียงการหยอกล้อแขกรับเชิญ ไม่ได้มีเหตุจงใจพูดพาดพิงถึงประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ ประโยคดังกล่าวอาจมีคนสังเกตและวิเคราะห์ว่า ตนได้ออกเสียงคำว่า “เรา” แบบลากเสียงยาวและไม่ได้ออกเสียงคำควบกล้ำ ทำให้เกิดความกำกวม จนอาจจะทำให้เกิดการตีความหมายเป็นอย่างอื่น

“จีจี้” หุ่นยนต์กำจัดเชื้ออีโบลา – เกาหลีเหนือห้ามนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ

ที่มาภาพ : http://www.extremetech.com/wp-content/uploads/2014/10/xenex-disinfection-robot-ebola-640x392.jpeg
ที่มาภาพ : http://www.extremetech.com/wp-content/uploads/2014/10/xenex-disinfection-robot-ebola-640×392.jpeg

หลังมีการระบาดของโรคอีโบลาขนาดหนัก ล่าสุดได้มีแนวคิดที่มีการนำหุ่นยนต์ “จีจี้” มากำจัดเชื้อโรค โดยเมื่อ 23 ต.ค. มติชนออนไลน์รายงาน ถึงหุ่นยนต์ “จีจี้” ว่า เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการทำลายเชื้อโรคในพื้นที่จำกัดโดยเฉพาะ อย่างเช่น ในวอร์ด หรือตามห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาล อาวุธสำคัญของมันคือแสงอัลตราไวโอเลต (ยูวี) ที่มีความเข้มข้นสูงกว่าแสงแดดปกติราว 25,000 เท่า จีจี้ทำความสะอาดห้องให้ปราศจากเชื้อได้ดีกว่าการทำความสะอาดด้วยมือคน เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะแสงยูวีที่ส่องออกมาจากตัวมันนั้นสามารถแทรกเข้าไปฆ่าเชื้อได้ในทุกๆ ตารางนิ้วของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นใต้เตียงผู้ป่วย หรือตามรอยพับหรือกลีบผ้าม่านต่างๆ เป็นต้น ภายในระยะเวลา 5-10 นาที ดีเอ็นเอของเชื้อโรคที่มีอยู่ในห้องดังกล่าวจะถูกทำลายเสียหายร้ายแรงจนไม่สามารถแบ่งตัวได้ และตายไปในที่สุด

นายแพทย์ เรย์ คาสซิอารี ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อที่ปอดของโรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ ในเมืองออเรนจ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคแบบนี้อยู่ ยอมรับว่าการทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยคนนั้น สามารถทำความสะอาดได้สูงสุดแค่ 85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เพียงพอ แต่จีจี้สามารถจัดการเชื้อโรคได้เกือบหมดจดคือ 99.99 เปอร์เซ็นต์

จีจี้เป็นผลงานการพัฒนาของ ซีเน็กซ์ ดิสอินเฟคชั่น เซอร์วิส ผู้ให้บริการอุปกรณ์และกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคในเมือง ซานตันโตนิโอ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ตอนนี้มีใช้อยู่ในโรงพยาบาล 250 โรงทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากภายในสถานพยาบาล ซึ่งสำนักงานควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ระบุว่า เป็นสาเหตุทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตมากถึงวันละกว่า 200 คน จากจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในโรงพยาบาลทั้งหมดที่สัดส่วน 1 คนในทุกๆ 25 คน ในปี 2011 มีผู้ติดเชื้อในลักษณะนี้ถึง 722,000 คน

มีรายงานจากลูกค้าของซีเน็กซ์ 30 ราย ระบุว่า จีจี้สามารถลดการติดเชื้อในสถานพยาบาลของตนลงระหว่าง 20-53 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ซีเนกซ์ระบุว่า หุ่นยนต์ของตนเป็นเพียงรายเดียวเท่านั้นที่ใช้หลอดซีนอนในการสร้างแสงยูวี อุปกรณ์ฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีทั่วไปที่มีใช้กันมานาน ใช้หลอดที่สร้างแสงยูวีจากไอระเหยของสารปรอท ซึ่งนอกจากเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังจำเป็นต้องวอร์มเครื่องเป็นชั่วโมงเป็นอย่างน้อย และใช้เวลาทำความสะอาดอีกนับชั่วโมง ต่างจากจีจี้ที่ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 นาที

จีจี้กลับมาอยู่ในความสนใจสูงอีกครั้งหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา โดยนอกจากจะได้รับความสนใจจากสถานพยาบาลแล้ว สายการบินต่างๆ ก็ให้ความสนใจเพื่อนำมันไปใช้งานเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้น เมลินดา ฮาร์ท โฆษกของซีเนกซ์ ระบุว่า ทางบริษัทกำลังหารืออยู่กับทางกระทรวงกลาโหมและองค์กรเพื่อบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ เพื่อดูว่าจะจัดส่ง และนำจีจี้ไปใช้งานในประเทศต่างๆ ในแอฟริกาตะวันตกได้อย่างไร ที่ไหนบ้าง รวมถึงการฝึกอบรมเพื่อให้แน่ใจว่า จีจี้ สามารถทำงานได้ตามมาตรฐาน

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจรายงาน บริษัทนำเที่ยว 3 แห่งที่จัดท่องเที่ยวเกาหลีเหนือประกอบด้วยบริษัทที่กรุงปักกิ่งและเมืองซีอานของจีน และบริษัทที่กรุงลอนดอนของอังกฤษ ได้แจ้งไปยังลูกค้าในวันนี้ว่า เกาหลีเหนือจะปิดประเทศงดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมเนื่องจากกังวลเรื่องเชื้ออีโบลา ยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการนี้มีผลถึงเจ้าหน้าที่และนักธุรกิจต่างชาติที่จะเดินทางเข้าเกาหลีเหนือด้วยหรือไม่ ด้านบริษัทนำเที่ยวจีน 3 แห่งที่อำเภอปกครองตนเองหยานเปียน ซึ่งมีคนเชื้อสายเกาหลีอยู่เป็นจำนวนมากและมีชายแดนทางใต้ติดกับเกาหลีเหนือเผยว่า ยังไม่ได้รับแจ้งจากเกาหลีเหนือแต่อย่างใด

จนถึงขณะนี้ มีเพียงบางประเทศที่ห้ามผู้เดินทางมาจากประเทศที่มีอีโบลาระบาด แต่เกาหลีเหนือถือเป็นประเทศแรกที่ห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ดี เกาหลีเหนือเคยมีมาตรการเช่นนี้มาก่อนในปี 2546 เมื่อครั้งโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ระบาด โดยงดรับทัวร์ต่างชาติเป็นเวลา 3 เดือน

จีนจ่อแบนดาราฮ่องกงสนับสนุนม็อบออกคิวพาย 47 ราย

ที่มาภาพ : http://www.scmp.com/sites/default/files/styles/980w/public/2014/08/17/antioccupy7.jpg?itok=AcCG_QIt
ที่มาภาพ : http://www.scmp.com/sites/default/files/styles/980w/public/2014/08/17/antioccupy7.jpg?itok=AcCG_QIt

เมื่อ 24 ต.ค. ประชาชาติออนไลน์รายงาน ดาราดังฮ่องกง 47 ราย ที่สนับสนุนการประท้วงบนเกาะฮ่องกงของกลุ่ม “ออกคิวพายเซ็นทรัล” อาจมีรายชื่อติด “บัญชีดำ” ของทางการจีน

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า ทางการจีนจะไม่เปิดเผยรายชื่อของดารานักร้องฮ่องกงทั้ง 47 คน ต่อสื่ออย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า เขาเชื่อว่า ศิลปะต้องรับใช้ประชาชนและสังคมนิยม ทั้งยังเรียกร้องให้ดารา นักเขียน ผู้เขียนบท และนักเต้นที่มีชื่อเสียงในจีนผลิตงานที่เผยแพร่คุณค่าของจีนในยุคร่วมสมัย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมา เกิดความเคลื่อนไหวในหมู่ชาวจีนส่วนหนึ่งที่ต้องการแบนดาราฮ่องกงที่สนับสนุนการประท้วงของกลุ่ม “ออกคิวพายเซ็นทรัล” โดยมีผู้มาให้ความเห็นเกี่ยวกับ “ศิลปินที่สนับสนุนออกคิวพายเซ็นทรัล ต้องออกไปจากจีนแผ่นดินใหญ่” โดยมีผู้มาร่วมแสดงความเห็นในประเด็นนี้มากถึง 4.6 ล้านคน