“Oscars 2017: What went wrong?”

ปพนธ์ มังคละธนะกุล
www.facebook.com/Lomyak

ที่มาภาพ : http://www.sbs.com.au/movies/sites/sbs.com.au.film/files/styles/full/public/envelopes_704.jpg?itok=IYaSr7qQ&mtime=1488141803
ที่มาภาพ : http://www.sbs.com.au/movies/sites/sbs.com.au.film/files/styles/full/public/envelopes_704.jpg?itok=IYaSr7qQ&mtime=1488141803

ใจหายใจคว่ำกันไปตามๆ กันกับการลุ้นผลการประกาศรางวัลออสการ์ประจำปี 2017 ลุ้นตั้งแต่วินาทีแรกยันวินาทีสุดท้ายกันเลยทีเดียว ต้องยอมรับว่าฮอลลีวูดเป็นเจ้าแห่ง Show Business จริงๆ มีมุก มีแก๊กต่างๆ มาเล่นตลอดทั้งรายการกว่า 4 ชั่วโมง ไม่มีช่วงให้เบื่อเลย สมกับเป็นเจ้าพ่อของการแสดงจริงๆ

ด้านผลการประกาศ ไฮไลต์ที่ต้องลุ้นกันตัวโก่งมาอยู่ที่ 2 รางวัลสำคัญสุดท้าย ที่ก่อนวันงานมีคู่ท้าชิงที่สูสีกันทีเดียว คือ รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

นักแสดงชายปีนี้มีลุ้นกัน 2 คน คนแรก คือ ขิงแก่เจนวงการ เจ้าของรางวัลออสการ์ไปแล้ว 2 ตัว Denzel Washington จากภาพยนตร์เรื่อง “Fences” อีกรายเป็นม้ามืดที่มีคนเชียร์กันมาก Casey Affleck จากเรื่อง “Manchester by the Sea” ที่ลุ้นเพราะว่า Casey Affleck ได้รับรางวัลแขนงนี้จากลูกโลกทองคำ และ BAFTA ขณะที่ Denzel Washington ชนะใจกรรมการของสถาบัน SAG ซึ่งตามสถิติ คนที่ได้รับรางวัลจาก SAG มักจะชนะ Oscars เพราะเป็นรางวัลใหญ่ล่าสุดก่อนงานออสการ์ และในปีนี้นักแสดงที่ได้รับรางวัล SAG ล้วนตบเท้ากันคว้าตุ๊กตาทอง Oscar กันถ้วนหน้า

เมื่อผลไปออกที่ Casey Affleck ชนะรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ Denzel Washington จะผิดหวัง และเก็บอาการไม่อยู่ แสดงสีหน้าออกมาชัดเจน กระทั่งไม่แสดงรอยยิ้มให้ Casey Affleck ตอนที่เขากล่าวชื่นชมและขอบคุณ Denzel Washington ว่าเป็นครูการแสดงที่เขาเอาเยี่ยงอย่าง

ไฮไลต์สุดๆ ของงานมาอยู่ที่รางวัลสุดท้าย รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งมีลุ้นกัน 2 เรื่อง “La La Land” ภาพยนตร์ Musical แนวแฟนตาซี ฟีลกู๊ด ขวัญใจมหาชน และ “Moonlight” ภาพยนตร์หนักๆ ลึกๆ เล่าเรื่องราวของชีวิตเกย์ผิวดำค้ายา

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่เทคะแนนไปให้ “La La Land” และคนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะได้รับรางวัล เพราะกวาดมาเกือบทุกรางวัลสำคัญ จากการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลถึง 14 รางวัล มากที่สุดในประวัติศาสตร์ Oscar และเพิ่งคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและนักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมเสียด้วย

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ทุกคนคาดหวัง เมื่อ Warren Beatty และ Faye Dunaway ประกาศว่า “La La Land” ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ไฮไลต์จริงๆ ของงานจึงเผยตัวออกมา เมื่อ Jordan Horowitz ผู้อำนวยการผลิต “La La Land” คว้าไมค์มาบอกว่าพวกเขาแพ้ ผู้ชนะที่แท้จริงคือ “Moonlight” พร้อมกวักมือเรียกให้ทีมของ “Moonlight” ขึ้นมารับรางวัลบนเวที แถมยังบอกว่าตัวเองภูมิใจที่จะส่งมอบรางวัลที่ตนเพิ่งรับไปหมาดๆ ให้กับหัวหน้าทีมของ “Moonlight” และสวมกอดอย่างแนบแน่นภายหลังมอบรางวัลให้ไป

ที่มาภาพ : https://static.independent.co.uk/s3fs-public/styles/article_small/public/thumbnails/image/2017/02/27/18/horowitz-front.jpg
ที่มาภาพ : https://static.independent.co.uk/s3fs-public/styles/article_small/public/thumbnails/image/2017/02/27/18/horowitz-front.jpg

บอกตามตรง ในใจผมตอนนั้นคิดว่าเป็นมุกหักมุม ไฮไลต์ของคนจัดงาน ที่ต้องการให้คู่แข่งมอบรางวัลให้กับผู้ชนะแบบแนบเนียน เพราะท่าทีของ Jordan Horowitz ที่ถึงแม้จะมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่กระตือรือร้นมากที่จะเรียกให้ผู้ชนะที่แท้จริงขึ้นมารับรางวัล และตัวเองเป็นคนมอบให้อย่างเต็มใจ ผมเลยคิดไปเองในแวบนั้นว่าเป็นพล็อตที่ถูกเขียนขึ้นมาแล้วให้จบแบบนี้

แต่ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นความผิดพลาดของฝ่ายจัดงาน และท่าทีของ Jordan Horowitz ที่สง่างามมาก เป็นผู้แพ้ที่มีเกียรติสมควรได้รับการชื่นชมจากทุกฝ่ายจริงๆ

แล้วเกิดอะไรขึ้น…ทำไมเวทีสำคัญระดับโลกจึงเกิดความผิดพลาดได้ขนาดนี้กับเรื่องที่ไม่น่าจะหลุดเอาเสียเลย

ตามเนื้อข่าวบอกว่า Warren Beatty ได้รับซองผิด แทนที่จะเป็นซองประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กลับเป็นซองรางวัลนักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม…

ปัญหาด้านการจัดการมักเกิดจาก 2 สิ่งใหญ่ๆ คือ กระบวนการ (Process) และ คน (People) ที่อยู่ในกระบวนการ

ในเชิงกระบวนการน่าจะจัดการประเด็นนี้ได้ไม่ยาก เพียงแค่เขียนประเภทรางวัลไว้หน้าซองก็น่าจะแก้ปัญหาได้แล้ว แต่หากหน้าซองถูก แล้วข้างในผิดเสียล่ะ

ตามคำชี้แจงของ Warren Beatty เขาเห็นชื่อของ Emma Stone นักแสดงจากเรื่อง “La La Land” ที่ชนะรางวัลสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จึงเป็นที่มาที่เขาอึกอัก ไม่แน่ใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เมื่อถูกคะยั้นคะยอจาก Faye Dunaway ผู้ร่วมประกาศ จึงยื่นซองให้ Faye Dunaway ดู แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ Faye Dunaway ประกาศชื่อผู้ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็น “La La Land” ทั้งๆ ที่ใบประกาศที่ตนได้มีชื่อ Emma Stone อยู่โทนโท่

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายผู้จัดงานโดย PwC บริษัทตรวจสอบบัญชีที่เป็นคนรวมคะแนนและเป็นคนถือซองประกาศรางวัลแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งจะต้องรู้ ณ วินาทีที่ Faye Dunaway ประกาศแล้วว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น กลับไม่ทำอะไรในทันที ปล่อยให้ทีมงาน “La La Land” ขึ้นมาจนเต็มเวที และกล่าวปราศรัยเสร็จไปถึง 2 คน ใช้เวลาไปร่วม 5 นาที จึงค่อยเข้ามาแจ้งข้อผิดพลาด

เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นเคสคลาสสิกของการบริหารจัดการกระบวนการ

แนวคิด TQM (Total Quality Management) มีข้อปฏิบัติข้อหนึ่งเขียนไว้ว่า หากผู้ปฏิบัติงานในสายการผลิต พบเห็น Defect หรือข้อผิดพลาดอะไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานสามารถยกมือเพื่อให้สายพานการผลิตนั้นหยุดได้ทันที

TQM เชื่อว่าคนปฏิบัติงานเป็นคนที่รู้ดีที่สุด เห็นปัญหาได้ใกล้ชิดที่สุด จึงให้อำนาจที่สามารถหยุดสายการผลิตได้ ซึ่งการหยุดสายการผลิตนั้นมีต้นทุนมหาศาล แต่การไม่แก้ไขปัญหาเมื่อพบในทันที จะก่อให้เกิดความสูญเสียสูงกว่ามาก

เมื่อ Warren Beatty เห็นความผิดพลาด แทนที่จะหยุดและสอบถามกับฝ่ายจัดงานเพื่อให้เกิดความกระจ่าง กลับเลือกที่จะดำเนินรายการต่อไปทั้งๆ ที่เห็นปัญหาอยู่แล้ว เพราะอาจเกรงว่าจะทำให้รายการไม่ไหลลื่น ขณะที่ Faye Dunaway ก็พลาดที่ประกาศชื่อโดยที่ไม่ดูให้ละเอียดชัดเจนเสียก่อน

Warren Beatty (ซ้าย)ที่มาภาพ :http://www.news.com.au/entertainment/awards/oscars/unseen-backstage-oscar-photos-show-moment-it-all-went-wrong/news-story/8869fec9c90142d84cce241dda92736f
Warren Beatty (ซ้าย)ที่มาภาพ :http://www.news.com.au/entertainment/awards/oscars/unseen-backstage-oscar-photos-show-moment-it-all-went-wrong/news-story/8869fec9c90142d84cce241dda92736f

กระบวนการจะดีเพียงไร ย่อมเกิดความผิดพลาดได้เสมอ จะหยุดความผิดพลาดไม่ให้บานปลาย ต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อรับรู้ถึงปัญหา และมีสิ่งเดียวที่จะหยุดปัญหานั้นได้คือ “คน” ในกระบวนการ

ความสูญเสียที่เกิดจะแปรผันตามระยะห่างของ “คน” ที่หยุดปัญหา
ยิ่งใกล้ ความสูญเสียยิ่งน้อย
ยิ่งไกล ความสูญเสียยิ่งมากเป็นทวีคูณ