ทำไมเราควรยกเลิกการใช้ผลการเรียนของเด็กในการจัดอันดับห้องเรียนด้วย

ณัฐวุฒิ เผ่าทวี
www.powdthavee.co.uk

ผมจำได้ว่าสมัยตอนที่ผมยังอยู่ชั้นประถมเเละมัธยมตอนต้นที่เมืองไทย ทางโรงเรียนได้มีการเเยกเด็กที่เรียนดีให้ไปอยู่ห้องคิง เเละเด็กที่เรียนพอใช้ได้ไปอยู่ห้องรอง เเละต่อๆกันไป

ผมไม่เเน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีวิธีการจัดห้องนักเรียนโดยใช้ผลการสอบของเด็กหรือความสามารถของเด็กที่วัดด้วยวิธีอื่นๆมาเป็นตัวกำหนดอย่างนี้อยู่หรือเปล่า (ซึ่งในหลายๆประเทศยังมีวิธีการจัดห้องเเบบ ability streaming อย่างนี้อยู่) เเต่วันนี้ผมอยากจะมาเขียนเล่าให้ฟังถึงเหตุผลต่างๆนาๆว่าถ้ามีทำไมเราควรถึงจะยกเลิกวิธีการจัดห้องเรียนอย่างนี้ (อย่างน้อยก็ควรที่จะยกเลิกตอนประถมเเละมัธยมต้น หรือตอนที่ยังไม่ต้องเลือกสายวิชาเรียนจริงๆ)

1. ผมขอให้คุณผู้อ่านลองจินตนาการตามนะครับ สมมติว่าเราเอาผลการสอบของนักเรียนมาเรียงกันจากน้อยที่สุดจนถึงมากที่สุด

น้อยสุด __________________________ มากสุด

เเล้วเราตัดครึ่งตรงกลางให้ออกมาเป็นสองห้อง

น้อยสุด _____B____ ตัด _____A_____ มากสุด

เป็นห้อง A และห้อง B

การที่เด็กจะอยู่ห้อง A หรือห้อง B นั้นก็ไม่น่าจะมีผลอะไรกับการเรียนของเด็กเลย เพราะถ้าเด็กฉลาด เด็กเขาก็จะเรียนดีไม่ว่าเขาจะอยู่ห้องไหน เเละถ้าเด็กไม่ฉลาด เด็กเขาก็จะเรียนไม่ดีไม่ว่าเขาจะอยู่ห้องไหน

เเต่ในความเป็นจริงเเล้วนั้น คุณลักษณะของนักเรียนสองประเภทที่ผมกล่าวไว้ข้างบนนั้นสามารถใช้อธิบายคุณลักษณะของเด็กที่เรียนอยู่ได้คะเเนนในอันดับต้นๆ เเละอันดับปลายๆของการกระจายเกรดก่อนที่จะเเยกห้องออกมาเป็นสองห้องเท่านั้น

ยังไงน่ะเหรอครับ โอเค งั้นเอาใหม่ สมมติว่าเด็กหญิง ก สอบได้ที่หนึ่งของจำนวนเด็กทุกคน เเละเด็กชาย ข สอบได้ที่โหล่ของจำนวนเด็กทุกคน ไม่ว่าเด็กหญิง ก เเละเด็กชาย ข จะอยู่ห้องไหน เขาก็จะเรียนเเละสอบได้ตามความสามารถของเขาอยู่วันยังค่ำ เพราะฉะนั้นการจัดห้องตามความสามารถก็จะไม่มีผลอะไรต่อการเรียนของเด็กทั้งสองคนนี้เลย

เเล้วเด็กที่สอบได้ตรงกลางๆหลายๆคนล่ะ

สมมติว่าเด็กชาย ค เเละเด็กหญิง ง สอบได้คะเเนนพอๆกัน เเต่เด็กหญิง ง สอบได้คะเเนนมากกว่าเด็กชาย ค นิดนึง ปรากฏว่าทางโรงเรียนจัดให้เด็กหญิง ง ไปอยู่ห้อง A ส่วนเด็กชาย ค ไปอยู่ห้อง B จากเด็กหญิง ง ที่เคยสอบได้คะเเนนเเละตำเเหน่งปานกลางกลายมาเรียนได้ที่โหล่ในปีถัดไปของห้อง A ถึงเเม้ว่าเธอจะได้มีโอกาสได้เรียนกับคนเก่งๆ การสอบได้ที่โหล่ในชั้นนั้นอาจจะมีผลลัพธ์ทางด้านลบกับความมั่นใจในตัวเธอพอสมควร ซึ่งตามการวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์นั้นผลลัพธ์สุทธิ (หรือ net effect) จากการได้เพื่อนร่วมชั้นที่ดีเเต่ต้องสอบได้ที่โหล่ของห้องนั้นมักจะเป็นลบมากกว่าบวก

ส่วนเด็กชาย ค จากที่เคยสอบได้คะเเนนเเละตำเเหน่งปานกลาง มาวันนี้เขากลับสอบได้ที่หนึ่งของห้อง B ซึ่งก็จะมีผลบวกกับสภาพจิตใจของเขาพอสมควร เเต่ที่หนึ่งก็ยังเป็นที่หนึ่งของห้อง B เเถมเขาก็จะไม่ได้ผลข้างเคียงจากการได้ร่วมเรียนกับคนที่เรียนเก่งกว่าด้วย ตามงานวิจัยเเล้วผลลัพธ์สุทธิจากการสอบได้ที่หนึ่งของห้องรองเเต่ไม่ได้เพื่อนร่วมเรียนที่ดีนั้นมักมีค่าเท่ากับศูนย์ในระยะยาว

เเต่สมมติว่าการจัดห้องของทั้งสองห้องเป็นการสุ่มเอาล่ะก็ เด็กๆที่เรียนได้คะเเนนปานกลางก็จะมีโอกาสเท่าๆกันที่จะได้เพื่อนร่วมเรียน (พูดง่ายๆก็คือผลกระทบจากเพื่อนๆหรือ peer effect) ที่ดี เเถมการที่เขารู้ว่าวิธีการจัดห้องนั้นมาจากการสุ่ม เพราะฉะนั้นการที่เขาสอบได้ที่ 13 จาก 50 คน หรือที่ 35 จาก 50 คนก็ไม่ค่อยจะมีความหมายมากเท่าไหร่ (เพราะเขาสามารถที่จะอธิบายให้กับตนเองได้ว่า เพราะทุกอย่างเป็นการสุ่ม เขาอาจจะสอบได้ตำเเหน่งที่ดีกว่านี้ถ้าเขาเจอการสุ่มอีกทีก็ได้)

พูดง่ายๆก็คือการสุ่มทำให้เราสามารถอธิบายตำเเหน่งการสอบของเราได้มากกว่าการจัดห้องตามความสามารถ เพื่อเเค่ให้เรารู้สึกดีกับตนเองได้

2. นอกจาก peer effect ที่ดีๆเเล้วนั้น มันก็ยังมี peer effect ที่ไม่ดีจากการจัดห้องตามความสามารถด้วย คุณผู้อ่านลองคิดตามผมนะครับ ถ้าเรารวมเด็กที่ไม่ค่อยชอบเรียนไว้ในห้องเดียวกันเยอะๆมันจะเกิดอะไรขึ้น

ตามหลักของทฤษฎี social norm กล่าวเอาไว้ว่าคนเราชอบประพฤติตามมาตราฐานที่สังคมเซ็ตเอาไว้ เเละการ”ออกนอกคอก”ของสังคมนั้นก็จะส่งผลกระทบทางด้านลบให้กับตัวเอง

การจัดเด็กที่เรียนไม่ค่อยดีมาไว้ในห้องเดียวกันเยอะๆเป็นการสร้างมาตราฐานใหม่ที่จะทำให้เกิด class disruption หรือพฤติกรรมที่เป็นการกวนการเรียนของคนอื่นๆได้ง่ายๆ ซึ่งก็จะทำให้มีผลลัพธ์ทางด้านลบสำหรับนักเรียนในกลุ่มทุกคน

เเต่ถ้าเราจัดห้องโดยการสุ่ม โอกาสที่เราจะได้มาตราฐานสังคมที่ดีกว่าการจัดห้องตามผลการสอบก็จะสูงขึ้น เเละในเวลาเดียวกันก็จะส่งผลให้จำนวนคนที่ไม่เคารพมาตรฐานออกนอกลู่นอกทางนั้นน้อยลงไปด้วย (นั่นก็เป็นเพราะว่าการจัดห้องโดยการสุ่มเอาทำให้มีคนที่เคารพกฏเเละมาตราฐานเยอะกว่าการจัดห้องโดยการตัดที่เกรด)

3. การจัดห้องโดยการสุ่มก็จะช่วยเเบ่งเบาภาระของอาจารย์ที่อาจจะต้องประจำห้องสอนด้วย (อันนี้ค่อนข้างเห็นได้ชัดนะครับ) ทำให้ไม่เกิดการเหลื่อมล้ำทางด้านภาระที่อาจารย์เเต่ละท่านต้องเเบกรับบนบ่า

สรุปก็คือโอกาสที่เราจะสามารถยกระดับความสามารถของเด็กส่วนใหญ่ (ซึ่งควรที่จะเป็นนโยบายหลักมากกว่าการผลักดันคนเก่งเพียงไม่กี่คนให้ดีขึ้นเพื่อที่จะชูธงให้กับโรงเรียน) นั้นมักจะได้มาจากการจัดห้องโดยการสุ่มมากกว่าการจัดห้องโดยใช้เกรดมาตัดนะครับ

อ่านเพิ่มเติม
Akerlof, G.A., 1980. A theory of social custom, of which unemployment may be one consequence. The quarterly journal of economics, pp.749-775.
Murphy, R. and Weinhardt, F., 2013. Top of the class: The importance of rank position. Centre for the Economics of Education Discussion Paper, 1241.
Sacerdote, B., 2001. Peer Effects with Random Assignment: Results for Dartmouth Roommates. The Quarterly journal of economics, 116(2), pp.681-704.

  • Kamol Ruang

    จัดแบบคุณคือแบบคละ ผลรวมคือกลางๆ คนเก่งหัวดีจะถูกชลอความสามารถลงเพื่อไปช่วยคนหัวช้าขึ้นมา ขณะเดียวกันคนหัวช้าจะได้รับการกระตุ้นให้upgradeตัวเองขึ้นมา ส่วนครูจะสอนยากขึ้น. โรงเรียนนี้ก็จะเดินไปเรื่อยๆไม่โดดเด่นอะไร สรุปแบบนี้เด็กอ่อนได้ประโยชน์สุด

    ถ้าจัดแบบแยกเกรดเหมือนส่วนใหญ่ นักเรียนจะถูกแยกกลุ่มดูแลได้ถูกต้องและเหมาะสมตามความสามารถของเด็ก. กลุ่มคนหัวดีก็จะถูกต่อยอดให้เก่งขึ้นไม่ต้องรอใคร
    กลุ่มอ่อนจะถูกดูแลเฉพาะ ตรงนี้แหละที่ควรจะเน้นเพราะ รร.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเด็กห้องท้ายๆกลุ่มนี้ทำให้เป็นจุดอ่อนของระบบนี้ ที่จริงควรสร้างระบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากลุ่มนี้โดยเฉพาะเนื่องจากมีจำนวนประชากรเป็นส่วนใหญ่ น่าจะ80%ของโรงเรียนทั่วๆไป

  • Kosin Panyaatisin

    บทความนี้น่าสนใจมาก ทว่าผมไม่เห็นด้วยกับการจัดสุ่มคละครับ ผมก็ไม่ทราบว่าปัจจุบันสังคมไทยจัดห้องเรียนแบบไหนกัน ทว่าผมเห็นว่า เราควรแบ่งเด็กตามระดับความสามารถทางวิชาการ คือ เป็นห้อง king- queen อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (ราว 10-15 ปีก่อน) นั้นดีแล้ว ผมเห็นด้วยกับคุณ Kamol Ruang เพราะ ถ้ามีการกระจายเด็กที่มีความสามารถด้านวิชาการสูงไปปนกับเด็กความสามารถทางวิชาการไม่สูง เด็กไม่เก่งจะฉุดความสามารถของเด็กเก่งๆ เหล่านี้ และอาจารย์จะเหนื่อยมากกับการสอน และเด็กเก่งก็จะเบื่อหน่ายเพราะบทเรียนไม่ท้าทาย

    model A-B ของคุณณัฐวุฒิ นั้นอาจจะดูหยาบเกินไป และเป็นการแบ่งกลุ่มแบบง่ายเกินไป จริงๆ การวัดจำแนกนี้ต้องมี scale ที่ละเอียดมากๆ (gradient scale) กว่านี้
    คุณณัฐวุฒิอาจจะใช้ตรรกะขาว-ดำที่ซื่อตรงเกินไป จริงๆ แล้วการจัดการศึกษาในบ้านเรา หรือ ทั้งโลกนั้นซับซ้อนมาก และไม่ได้แทนประชากรเด็กไทยจริงๆ ที่มีจำนวนมหาศาล และมีปัจจัยแวดล้อมมากมาย อาทิ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดชื่อดังของไทยโดยเฉลี่ยชั้นหนุึ่งๆ จะมีเด็กไม่ต่ำกว่า 400-500 คนต่อชั้น หรือ ราว 10 ห้อง (ห้องละ 40-45 คน) ดังนั้น การแบ่งแค่ 2 ห้อง แล้วกลัวว่าเด็กกลางๆ จะเหลื่อมล้ำกันนั้นจะเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ที่หยาบเกินไป

    เราอาจจะจัดแบบผสมน่าจะเหมาะกว่าหรือไม่ กล่าวคือ (คือ ทั้งเรียงลำดับ จัดแบบช่วง และคละกลุ่มอีกครั้งนึงในกลุ่มเก่ง) กล่าวคือ คัดเอาเด็กเก่งที่สุด 3 ห้องมาก่อน มาทำเป็นห้อง 1st-King 2nd-Queen 3rd-Jack (แบบเล่นไพ่) แล้วให้คนที่เก่งที่สุดของ 3 ห้องนี้กระจายกันในสามห้องหลัก King-Queen-Jack เพื่อกระจายเด็กเก่งในเด็กค่อนเก่งถึงกลางแล้วจัดเป็นห้อง top 3 ห้องแรกแยกเป็นเอกเทศ จากนั้นห้องอื่นๆ ก็อาจจะทำแบบนี้ก็ได้แบ่งตามช่วงระดับอีกครั้ง หรือ เรียงตามความสามารถทางวิชาการจริงๆ ก็ได้จนถึงเด็กที่อ่อนที่สุด ถ้าเอาคนเก่ง (ไม่ที่สุด – เก่งกลางๆ) ไปปนกับเด็กอ่อนส่วนใญ่ จะสร้างความหนักใจอย่างใหญ่หลวงให้กับทั้งเด็กเก่งและครูอย่างมาก และทุกคนละออกเท่ากันหมด

    จริงๆ แล้ว เด็กกลุ่ม top (ทางวิชาการ) นี้จัดการง่ายมาก เพราะ การที่เขาได้ peer หรือเพื่อนที่เก่ง ที่แข็งแกร่งเขาก็จะส่งเสริมกัน อาจารย์แทบไม่ต้องดูแลมาก เพียงแต่ให้แนวทางการเรียนรู้ก็พอ ไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช

    ส่วนเด็กที่อ่อนจริงๆ เมื่อเราคัดไว้แล้ว เราก็จะได้ลงทุนกับเขาได้เต็มที่ เพราะว่า เรารู้ว่าความสามารถทางวิชาการเขาอ่อน เราต้องเน้นอย่างอื่นให้เขา แต่ไม่ได้ว่าดูแคลนว่าเขาโง่ (เขาเพียงไม่ถนัดทางวิชาการ ไมได้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ) แต่ก็อาจจะไปประกอบสัมมาชีพให้รุ่งโรจน์ เช่น ทางวิชาชีพ บริการ หรือ สาขาอื่นๆ (แต่จริงๆ จากประสบการณ์ ความสามารถในการเรียนรู้แต่ละคนจะเปิดไม่พร้อมกันด้วย ขึ้นอยู่กับความพร้อม และการเปิดใจ และการตระหนักความสามารถจริงของตนตาม Dunning–Kruger effect)

    แน่นอน เราอาจจะหลีกเลี่ยงเด็กเกเร เด็กอ่อนมากไม่ได้ แต่มันก็น่าจะดีกว่า ถ้าไม่เอาเด็กที่เก-มีปัญหามาก ไปป่วนชั้นเรียนที่เด็กส่วนใหญ่เก่ง มีวินัย ซึ่งจะสร้างปัญหาในการเรียนการสอนอย่างมาก ทั้งครูและเด็กที่เก่งหรือมีความพยายามก็จะท้อใจ หมดกำลังใจเรียน หมดกำลังใจสอน เพราะ คนเราส่วนมากจะ focus จุดดำอันเล็กน้อยที่ผ้าขาวผืนใหญ่ ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานมาก ดังนั้น เหตุผลกับพฤติกรรมการปฏิบัติจริงนั้นต้องตรวจสอบกันตลอดเวลา

    ข้อควรตระหนักคือ เป้าหมายของโรงเรียนนั้นคืออะไร คือ ความเพิ่มพูนระดับความสามารถทางวิชาการใช่หรือไม่ ดังนั้น เด็กทุกคนไม่ได้มีความสามารถทางวิชาการเท่ากัน และมันไม่เป็นจริงที่ว่า เราจะสามารถทำให้เด็กที่อ่อนเท่ากับเด็กที่เก่ง (เชิงวิชาการ)ได้ ดังนั้น แนวการคละสุ่มจะยิ่งสร้างภาระใหญ่หลวง และโรงเรียนนั้นๆ ก็จะไม่มีทางโดดเด่นขึ้นมาได้เลย เพราะทุกๆ คนจะถุกหลอมให้มีความสามารถพอๆ กันด้วย model นี้ แต่ทว่า โรงเรียนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ก็จะมีแนวทางแบบอื่นๆ

    ผมเชื่อในศักยภาพของเด็กทุกคน เส้นทางมันไม่เหมือนกัน ดังนั้น เด็กที่อ่อนเชิงวิชาการ แต่อาจจะเก่งใน skill อื่น ก็ควรจะปลุกปั้นเขาให้ถูกทาง ไม่ใช่ดันไปในทางที่เขาไม่ถนัดเช่นสายวิชาการ

    อีกประการหนึ่ง เหตุใดมหาลัยชั้ยนำของโลกจึงแข่งขันระดับกันอยู่ตลอดเวลา เขาไม่เคยเชื่อการเฉลี่ย หรือ การกระจายความสามารถเลย เขาจะเอานักเรียนระดับหัวกะทิเข้าไป การแข่งขันมีอยู่จริงในโลก นี่คือ สิ่งที่นักเรียนที่อาจจะเรียนได้กลางๆ แต่อยากไปในสายวิชาการก็ต้องยอมรับ และพัฒนาตนเอง หากจะไปให้ถึงจุดนั้นตามศักยภาพหรือความเพียรพยายามของตนเอง ครูไม่ควรปั้นแต่งเรื่องราวให้เด็กไม่ยอมรับความเจ็บปวด แพ้ไม่เป็น เด็กต้องรับความจริง แล้วก้าวขึ้นมาสู้กับโลกแห่งความเป็นจริง ว่าทุกคนไมได้ถนัดเหมือนกัน

    ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามีโรงเรียนในประเทศไทยมากมายพยายามใช้ระบบนี้ คือ ทำให้ neutralized คละเด็ก เพื่อให้เด็กรุ้สึกดี ไม่รุ้สึกว่าตนเองอ่อนด้อย หรือการสร้างห้องเด็ก gifted กันจนเกร่อ แต่ก็ gifted กันทุกห้องทั้ง 10 ห้อง เลยไม่รุ้เลยว่าใครเก่งไม่เก่งจริง แยกไม่ออก เพราะ มัวแต่มาห่วงเรื่องทำร้ายจิตใจ เรื่องทัศคติกันเท่านั้น และต้องทุ่มทรัพยากรกับส่วนใหญ่ที่ให้ผลน้อยมากกับ campaign นี้ ผมลัพธ์ คือ เรากำลังมอมเมาให้เด็กของเราอ่อนแอ ไม่มีจิตใจที่ต่อสู้ แพ้ไม่เป็นซึ่งก็เป็นปัญหาที่พบใน รร. แถบยุโรป และอเมริกามากมายที่ประโคมให้รางวัล ดาวเกียรติคุณ ประกาศนียบัตรกันจนเกร่อจนเฝือ และต้องมาพบกับความจริงของโลกที่มันไม่ได้สวยงาม ทุกคนล้มเหลวได้ แต่ก็ต้องลุกขึ้นกลับมาสู้- แข่งขันให้ได้

    ขอย้ำในประเด็นที่ว่า เราไม่ควรเอาเรื่องทัศนคติ กลัวเด็กจะคิดว่าตนเองด้อยไม่ด้อยมาเป็นประเด็น เพราะมันเป็นคนละเรื่อง “เรากำลังจัดกลุ่มเด็กตามความถนัดของเขา” ทั้งเราและเขาต้องยอมรับความจริง ว่าเขาถนัดหรือไม่ถนัดมากกว่า จะได้ปรับปรุงตนเอง (หากเด็กเลือกจะมาสายที่ยาก และไม่ถนัด แต่เป็น passion ที่จะสุ้)

    ฉะนั้น หากคนเราไม่รุู้ว่าตัวเองผิดพลาด หรือ ด้อย หรือไม่รู้จุดอ่อนของตนเอง เราจะพัฒนาตนเองได้อย่างไร และไม่ควรจำกัดความสามารถของเด็กที่เป็นเลิศ โดยเอาเขาไปเป็นเหยื่อว่าจะให้ช่วยๆ เด็กที่ไม่เก่งได้ เพราะ จริงๆ คนเราก็มีแนวโน้มจะเข้าหาคนที่คุนกันรุ้เรื่องอยู่แล้ว (ทั้งสติปัญญา เรื่องที่สนใจ-เรื่องที่ชอบ หรือ การมองโลก) ดังนั้น ผู้จัดการศึกษาไม่ควรยัดเยียดเรื่องนี้ให้เป็นภาระของเด็กเก่งและครู ควรจะต้องผลักดันกลุ่มนี้ให้ไปถึงที่สุด

    สำหรับเด็กกลุ่มกลาง ผมกลับมองว่า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีทางเลือกมากมาย มีอิสระมาก หากเขาไปอยู่ในห้องเก่ง ก็อาจจะต้องใช้ความเพียรมากเพื่อตามพวกเป็นเลิศให้ทัน แต่ถ้าไปเป็นหัวของห้องไม่เก่ง ก็จะได้ชื่อเสียงว่าเก่งที่สุด และเข้าใจผิด อันนี้ผมก็ยอมรับว่าเป็นปัญหาเหมือนกัน (แต่ถ้าเด็กเฉลียวใจ เขาก็ควรตระหนักรุ้ และดูภาพรวมว่า ทำไมเขาจึงไม่ได้อยู่ห้อง top ที่สุด และพัฒนาคนเอง ไม่ชะล่าใจ ต้องไปเปิดหูเปิดตา ถ้ายึดติดก็ช่วยไม่ได้ อาจจะต้องเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องเตือนโดยอ้อมๆ) แต่เราคงไม่สามารถแก้ทุกๆ ปัญหาได้ เพราะไม่ได้ทำ homeschool ดังนั้น เราควรเล็งผลอันเลิศไว้ก่อน ไม่ได้เอาภาพรวมพอผ่าน เพราะ ถ้าเอาภาพรวมพอผ่าน นวัตกรรมวิเศษของโลกก็จะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะ ถูกดึงกันลงไปหมด ดังนั้น ครูก็ต้องแนะนำให้เขาเดินไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่การคละห้องเพื่อพยุงกันแบบที่กำลังทำอยู่ในหลายๆ ที่ คนเราต้องยอมรับความจริงในมิติหนึ่งๆ ว่ามีความถนัดด้านใด แล้วก็ทำให้ดีที่สุด