ความจริงเรื่องการส่งคืนท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท.

ฉกาจนิตย์ จุณณะภาต
นักกฎหมายพลังงาน

ตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ทำการยึดอำนาจ ดูเหมือนว่าประเด็นเรื่องที่ ปตท. ได้ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้กับรัฐครบหรือไม่อย่างไร จะกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง (จากที่เดิมก็ร้อนแรงระดับหนึ่งอยู่แล้ว) ด้วยคงมีผู้คาดหวังว่า คสช. จะใช้อำนาจทันใจในการสั่งให้ ปตท. ส่งท่อก๊าซให้รัฐเร็วกว่าระบบการเมืองปกติ และยิ่งร้อนแรงทะลุปรอท เมื่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ได้มีมติให้ ปตท. แยกหน่วยธุรกิจท่อก๊าซธรรมชาติออกไปเป็นบริษัทจำกัด ทำให้มีการประท้วงจากบุคคลบางกลุ่มว่า ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเดิมยังคืนไม่ทันครบเลย จะเอาท่อก๊าซธรรมชาติที่เหลือไปตั้งเป็นอีกบริษัทแล้วหรือ

ประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนกับประชาชนผู้ติดตามวงการพลังงานเป็นอย่างมากว่า ตกลง ปตท. คืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติครบแล้วหรือยัง ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าไม่ครบอีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าคืนครบแล้วโดยอ้างประกอบคำสั่งของศาลอย่างกับพระไตรปิฎกก็ไม่ปาน ซ้ำร้ายเถียงกันไปมาจนเข้าใกล้กีฬาสีเหลือง-แดงที่ผ่านมาเข้าไปทุกที เพียงแต่เปลี่ยนผู้ร้ายจากคุณทักษิณ ชินวัตร มาเป็น ปตท. แทน โดยมีผู้เล่นสองฝ่ายคือ คนรัก ปตท. กับ คนไม่รัก ปตท.

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ เพียงแต่ด้วยการให้ข้อมูลแบบขาดๆหายๆ หรือพูดไม่หมด ส่งผลให้ผู้ที่คอยติดตามเกิดความสับสนและเข้าใจเรื่องราวผิดไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งผู้เขียนในฐานะนักกฎหมายที่ประกอบอาชีพในวงการพลังงาน ได้เห็นเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพอสมควร จึงอยากจะใช้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้ในการเสนอข้อเท็จจริงการส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้กับท่านผู้อ่าน เมื่ออ่านจบแล้วท่านคงจะพอตัดสินได้ว่า คำพูดของฝ่ายใดถูกต้องมากกว่ากัน

จุดเริ่มต้น – คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

ภายหลังจากที่ได้มีการแปรสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ไปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 เพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมา วันที่ 31 สิงหาคม 2549 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกับพวกรวมห้าคน ได้ดำเนินการยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาในกระบวนการแปลงสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ขอให้ ปตท. กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่าการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเหมือนเดิมนั่นเอง ซึ่งต่อมา ปตท. ก็ได้ร้องขอให้ตัวเองเข้ามาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอีกคนหนึ่ง เพราะผลแห่งคดีที่เกิดขึ้น ปตท. ย่อมเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ หาใช่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามคนไม่

…อาจมีผู้สงสัยว่า กรณีนี้ทำไมเรื่องมาถึงศาลปกครองสูงสุด เขาไปฟ้องศาลปกครองชั้นต้นกันตอนไหนหรือ? คืออย่างนี้ครับ มาตรา 11 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เขากำหนดไว้ว่า คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุด การฟ้องคดีนี้จึงไม่ต้องไปที่ศาลปกครองชั้นต้นแต่ข้ามมาที่ศาลปกครองสูงสุดเลย…

คดีนี้มีการสืบพยานหลักฐานกันอยู่เป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาออกมาในวันที่ 14 ธันวาคม 2550 สรุปได้ดังนี้

1. ให้ยกคำขอตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาฯ ที่เกี่ยวกับการแปรรูป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ให้ ปตท. ยังคงเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ต่อไป ไม่ต้องถูกเพิกถอนกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจที่ชื่อว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
2. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และสิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งให้แยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัทฯ
มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 18 ธันวาคม 2550 (รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์)

ที่มาภาพ : http://www.pttplc.com/en/About/Business/PTT-Owned-Business/Gas-Unit/PublishingImages/Gas%20Project.jpg
ที่มาภาพ : http://www.pttplc.com/en/About/Business/PTT-Owned-Business/Gas-Unit/PublishingImages/Gas%20Project.jpg

เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเช่นนี้แล้ว ต่อมา ก็ได้มีการประชุมร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อเสนอแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งสุดท้ายแล้วในวันที่ 18 ธันวาคม 2550 เพียง 4 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติเห็นชอบเกี่ยวกับคำพิพากษา 5 เรื่องด้วยกัน คือ

1. รับทราบคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
2. เห็นชอบหลักการแบ่งแยกทรัพย์สินอำนาจและสิทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่จะให้เป็นของกระทรวงการคลัง และมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังรับไปดำเนินการ โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณา
3. มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์รับไปดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราเช่าในส่วนของทรัพย์สินระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ
4. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดินรับไปพิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเช่าทรัพย์สิน
5. มอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย รับไปพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีที่เกิดขึ้น

จะเห็นว่า จากมติคณะรัฐมนตรีข้างต้นนี้ ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ดังนี้
– กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ดำเนินการตามหลักการแบ่งแยกทรัพย์สิน
– สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง
– สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหน้าที่ตีความคำพิพากษาในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน
– กรมธนารักษ์ มีหน้าที่ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราเช่า
– กรมที่ดิน มีหน้าที่พิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเช่า
– กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษี

หลักการแบ่งแยกทรัพย์สินตามมติคณะรัฐมนตรีและคำพิพากษา

เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาแบบคำต่อคำ บรรทัดต่อบรรทัด ของศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาว่า “…ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (ปตท.-ผู้เขียน)…” หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันกำหนดหลักการแบ่งแยกท่อก๊าซให้กระทรวงการคลัง ดังนี้

1. ที่ดินที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้มาโดยการใช้อำนาจเวนคืน (อสังหาริมทรัพย์ใดที่ได้มาจากการเวนคืนย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน – ผู้เขียน)
2. สิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินของเอกชน (การรอนสิทธิ – ผู้เขียน) โดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจ่ายค่าทดแทน
3. ท่อส่งก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ ที่อยู่ในที่ดินตามข้อ 1 และข้อ 2

…มาถึงตอนนี้อาจมีหลายคนคงสงสัยว่า การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่ว่านี้ ใช้อำนาจตามกฎหมายอะไรไปเวนคืนหรือใช้สิทธิเหนือที่ดินของคนอื่นเขา? คืออย่างนี้ครับ ก่อนที่จะมีการแปรรูปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เรามีกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2521 (ตอนหลังได้ยกเลิกไปพอมีบริษัท ปตท.) ซึ่งมาตรา 30 ได้ให้อำนาจการปิโตรเลียมฯ ในการใช้ที่ดินของบุคคลใดเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อได้ แต่ต้องจ่ายค่าทดแทนให้บุคคลนั้นตามมาตรา 31 และมาตรา 38 ได้ให้อำนาจการปิโตรเลียมในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์หากจำเป็น โดยให้ใช้กฎหมายเวนคืนมาปรับใช้ หลักการอันนี้ก็เป็นหลักการประเภทเดียวกับการใช้อำนาจในการวางรางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือการวางเสาส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั่นเอง นักกฎหมายจะเรียกกันว่า “การใช้อำนาจมหาชน” ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐในการบังคับบุคคลอื่นให้ต้องยินยอมตาม ที่องค์กรเอกชนไม่สามารถมีอำนาจที่ว่านี้ได้…

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดซึ่งถูกนำมาปฏิบัติโดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 มีทรัพย์สินอยู่สามประเภทข้างต้นที่ ปตท. จะต้องส่งคืนให้แก่กระทรวงการคลัง เพราะเป็นการได้มาโดยการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ

รายการทรัพย์สินที่ ปตท. ส่งคืนกระทรวงการคลัง

1. ที่ดินที่ได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืน
– ที่ดินส่วนนี้ คือ ที่ดินในโครงการท่อส่งก๊าซระยอง – โรงไฟฟ้าบางปะกง – โรงไฟฟ้าพระนครใต้ (ท่อสายประธาน) จำนวน 106 แปลง ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ

2. ที่ดินที่เป็นสิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินของเอกชน ประกอบด้วยที่ดินประมาณ 4070 ไร่ 2 งาน 26.75 ตารางวา จำนวนเจ้าของที่ดินประมาณ 7,508 ราย อยู่ในโครงการ ดังนี้
-โครงการท่อบางปะกง – วังน้อย
-โครงการท่อจากชายแดนไทยและพม่า – ราชบุรี
-โครงการท่อราชบุรี – วังน้อย

3. ท่อส่งก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ ที่อยู่ในที่ดินตามข้อ 1 และ 2

ทรัพย์สินตามข้อ 1, 2 และ 3 รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 16,176.22 ล้านบาท

ท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลต้องคืนด้วยหรือไม่?

เรื่องท่อในทะเล ปตท. จะต้องคืนด้วยหรือไม่นั้น ก็ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์การแบ่งแยกทรัพย์สินข้างต้นทั้งสามประการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ
– ได้มาจากการใช้อำนาจเวนคืนหรือไม่?
– เป็นสิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินของเอกชนหรือไม่?
– เป็นท่อส่งก๊าซธรรมชาติและอุปกรณ์ ที่อยู่ในทรัพย์สินตามข้างต้นหรือไม่?
ซึ่งการวางท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลนั้น มิได้มีการใช้อำนาจมหาชนในการเวนคืนหรือใช้อำนาจรอนสิทธิเหนือพื้นดินเอกชนแต่อย่างใด จึงไม่เข้าหลักการแบ่งแยกทรัพย์สินที่กำหนดไว้

…เรื่องท่อก๊าซธรรมชาติในทะเลนี้มีการพูดกันมากว่า ทำไม ปตท. ไม่ยอมส่งคืน ซึ่งตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่าการที่จะส่งคืนท่อก๊าซธรรมชาติ ต้องมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นตัวอ้างอิง ซึ่งถ้าจะให้ส่งคืนท่อในส่วนนี้ ก็คงต้องมานั่งกำหนดหลักเกณฑ์กันใหม่ละครับ ว่าจะเอาเกณฑ์ไหนเป็นตัวอ้างอิงแน่ ไม่ใช่ตัดสินกันด้วยความรู้สึกอย่างเดียว…

การแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของ ปตท.

สำหรับการแยกอำนาจมหาชนของรัฐออกจาก ปตท. นั้น เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 หรือที่เรียกกันว่ากฎหมาย “เรกูเลเตอร์” (Regulator) ขึ้นมาควบคุมกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติโดยผ่านคณะกรรมการอิสระของรัฐที่เรียกว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ผลของกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นการแยกอำนาจมหาชนของรัฐออกจาก ปตท. ไปโดยปริยาย และเท่ากับว่ากิจการพลังงานไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติหลังจากนี้ เป็นธุรกิจแบบเสรีซึ่งผู้ประกอบการเอกชนรายใดก็สามารถเข้ามาขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจได้โดยขออนุญาตต่อ กกพ. ตามกฎหมาย

ทรัพย์สินที่ได้มาจากอำนาจมหาชน – ทรัพย์สินของ ปตท. ต่างกันอย่างไร?

จากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีแปรรูป ปตท. เมื่อปี 2550 ที่คุณรสนาฯ ได้อ้างถึงและหยิบยกมาพูดบ่อยๆ ว่า

“…การที่ ปตท. ได้เปลี่ยนสภาพจากเป็นองค์การของรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลมหาชน ไปเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว ปตท. จึงไม่ใช่ “องคาพยพ” ของรัฐอีกต่อไป ไม่อาจมีอำนาจมหาชนของรัฐ และไม่อาจถือกรรมสิทธิในทรัพย์สินของ ปตท. ที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐอันเป็น” สาธารณสมบัติของแผ่นดินแทนรัฐได้ ” จึงต้องโอนสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวกลับไปเป็นของรัฐทั้งหมด…” (อ้างอิงจาก facebook คุณรสนาฯ เขียนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2557)

ผู้เขียนเห็นว่าคุณรสนาฯ เข้าใจถูกต้องแล้วว่า คำพิพากษาฉบับนี้ให้ ปตท. ส่งคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐกลับไปให้กระทรวงการคลัง (ซึ่งต่อมาก็ได้มีการตั้งหลักเกณฑ์ร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่า คือ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการเวนคืน ทรัพย์สินที่ได้มาจากการรอนสิทธิ ทรัพย์สินที่อยู่ในทรัพย์สินทั้งสองข้างต้น) แต่การที่จะบอกว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ ปตท. ได้มาสมัยเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นการใช้อำนาจมหาชน จึงต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นหลักการกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง

ด้วยความเคารพ หากคุณรสนาฯ ได้มีการศึกษากฎหมายปกครองก็จะทราบว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐนั้น ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจมหาชนทั้งหมด แต่อาจจะเป็นนิติกรรมแบบเอกชนก็ได้ เช่น การเช่าหรือการซื้อ เป็นต้น ซึ่งนิติกรรมประเภทนี้นักกฎหมายจะทราบกันดีอีกเช่นกันว่า ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

ยกตัวอย่างเช่น หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและนิติบุคคลมหาชน) เข้าไปขอซื้อที่ดินจากชาวบ้านโดยทำสัญญาซื้อขายที่ดินธรรมดา ก็ต้องถือว่าเป็นการทำนิติกรรมซื้อขายกันแบบทั่วไป ไม่มีการใช้อำนาจมหาชนมาเกี่ยวข้อง แต่มิใช่ว่าการที่หน่วยงานของรัฐไปทำนิติกรรมอะไรแล้วจะเป็นการใช้อำนาจมหาชนทุกกรณี อันนี้เป็นหลักการที่สำคัญมากในหลักกฎหมายปกครองที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจนนะครับ เพราะเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจศาลด้วย คือ ต้องดูที่นิติกรรมเป็นหลักไม่ใช่ดูที่ตัวองค์กร

อย่างไรก็ดี ชิ้นส่วนสำคัญที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้ได้ที่ผู้เขียนไม่ค่อยได้ยินใครอธิบายถึงมากนัก ก็คือ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ใช้ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

กฎหมายฉบับนี้วางหลักในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทไว้ว่า ให้มีการเปลี่ยนทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นในรูปแบบหุ้นของบริษัท และหลักการที่เกี่ยวกับการโอนสิทธิต่างๆ ในทรัพย์สินนั้นบัญญัติอยู่ในมาตรา 24 ว่า (ยาวหน่อย แต่ลองอ่านดูนะครับ แล้วจะเข้าใจว่ามาตรานี้หมายความว่าอย่างไร – ผู้เขียน)

“ในวันที่จดทะเบียนบริษัทตามมาตรา 22 ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติโอนไปเป็นของบริษัท หรือเป็นของกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี

ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัทตามวรรคหนึ่ง เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้นั้นต่อไป โดยอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันก็ได้ เว้นแต่จะมีการตกลงกับเจ้าหนี้ให้ลดหรือปลดเปลื้องภาระการค้ำประกันของกระทรวงการคลังนั้น

สิทธิตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย

ส่วนสิทธิในการใช้ที่ราชพัสดุหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจเคยมีอยู่ตามกฎหมายที่ราชพัสดุหรือกฎหมายอื่น ให้บริษัทมีสิทธิในการใช้ที่นั้นต่อไปตามเงื่อนไขเดิม แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายได้แผ่นดินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด”

ดังนั้น ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจึงโอนมายัง ปตท. นับแต่วันที่จดทะเบียนบริษัท คือ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 ซึ่งก็มีเหตุผลดีนะครับ เพราะถ้าไม่กำหนดไว้แบบนี้ บริษัทที่แปรรูปมาจากรัฐวิสาหกิจจะเอาทรัพย์สินหรือทุนที่ไหนมาดำเนินกิจการต่อใช่ไหมล่ะครับ ปตท. จึงมีสิทธิในทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยตามกฎหมายทุกประการ

ประเด็นต่อมาก็คือ ระหว่างปี 2544-2550 ทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่ได้มาจากนิติกรรมที่ใช้อำนาจมหาชน เช่น การเวนคืน การรอนสิทธิเอกชน ก็ได้โอนมายัง ปตท. ด้วยตามกฎหมาย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าก่อนหน้าที่ศาลปกครองสูงสุดจะตัดสินเมื่อปี 2550 ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องแยกส่วนที่ได้มาจากอำนาจมหาชนคืนกระทรวงการคลังไปด้วย นอกจากนั้น กระทรวงการคลังเองก็คงไม่ได้ฉุกคิดอะไร เพราะตนเองก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน ปตท. อยู่แล้ว จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดมาตัดสินเมื่อปี 2550 นี่ล่ะครับว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนต้องส่งคืนกระทรวงการคลังไป จึงเป็นที่มาของการกำหนดแยกส่วนว่าทรัพย์สินใดใช้อำนาจมหาชน ทรัพย์สินใดไม่ได้ใช้อำนาจมหาชน ซึ่งต้องใช้หลักการตามหลักกฎหมายปกครองที่ได้เรียนไปแล้วข้างต้นว่า การดูว่าใช้อำนาจมหาชนหรือไม่นั้น ต้องดูที่นิติกรรมเป็นหลัก มิใช่ดูที่ตัวองค์กร

ต่อมา ทั้งกระทรวงการคลังในฐานะผู้ที่ต้องรับคืน กับ ปตท. ในฐานะผู้ที่ต้องส่งคืน ก็ได้ทำความเข้าใจและตกลงหลักเกณฑ์ส่งคืนร่วมกันตามคำพิพากษาของศาล ว่าส่วนใดเป็นการใช้อำนาจมหาชนที่ต้องคืนบ้าง จากนั้น เมื่อส่งมอบเสร็จสิ้นก็ได้ไปรายงานผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองก็เห็นด้วยว่าทั้งสองฝ่ายได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว เรื่องนี้ก็เป็นอันยุติด้วยดี

เรื่องนี้จะเห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในคำพิพากษาทั้งหมด ก็คือ กระทรวงการคลัง (มีฐานะคล้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ปตท. (มีฐานะคล้ายลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ได้ทำความตกลงในหลักการคืนทรัพย์สินให้แก่กัน และต่อมาก็ได้มีการรายงานให้ศาลปกครองรับทราบ (ในฐานะผู้ตัดสิน) ซึ่งทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ตัดสิน ก็เห็นชอบร่วมกันว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ต่อกันครบถ้วนหมดแล้ว จึงไม่น่าจะมีประเด็นอะไรอีก ผู้เขียนจึงเกิดคำถามสงสัยเหมือนกันว่า เรื่องคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนที่มีผู้พูดกันอยู่ทุกวันนี้นั้น ผู้ที่พูดหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เช่น
1. กระทรวงการคลังในฐานะเจ้าหนี้ไม่ยอมรับทรัพย์สินคืนให้ครบถ้วน?
2. ปตท. ในฐานะลูกหนี้ไม่ยอมส่งคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วน?
3. ศาลปกครองในฐานะผู้ตัดสินมีคำสั่งรับรองการคืนทรัพย์สินไม่ถูกต้อง?

บางทีถ้าผู้ทีพูดเรื่องนี้สามารถตอบคำถามข้างบนนี้ได้ สังคมอาจเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น ก็เป็นได้นะครับ

  • รักชาติแบบไม่มีนัยยะแอบแฝง

    ตอนนี้สงสัยแค่ว่าหากบริสุทธิ์ต่อประเทศชาติจริงทำไมปตทต้องเปิดบริษัท32บริษัทที่เกาะเคย์แมนแหล่งฟอกเงินของมิจฉาชีพทั้งหลาย ตามหลักธรรมาภิบาลถือว่าถูกต้องโปร่งใสแล้วหรือไม่ ช่วยตอบให้หายข้องใจหน่อยจะเป็นพระคุณ

    • Cliff

      เกือบทั้งหมดมันเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ (PTT.EP) ครับ ไม่ใช่ของปตท.ใหญ่ (PTT.Coporate) จุดประสงค์ของการเปิดเพื่อความคล่องตัว ในการบริหารจัดการการลงทุน และลดความเสี่ยงของการลงทุน เนื่องจากเกาะเคย์แมนมีกฎหมายการจัดตั้งบริษัท การเพิ่มทุน การลดทุน และการปิดบริษัทที่ไม่ยุ่งยาก รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการจัดการที่ต่ำ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของบริษัทน้ำมันนานาชาติรายใหญ่ทั่วโลก

      ตัว ปตท.สผ ดำเนินธุรกิจลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งที่คาดว่าจะมีศักยภาพ ‘ทั่วโลก’ ซึ่งการแข่งขันกับบริษัทสำรวจและผลิตที่มีอยู่ทั่วโลก ก็จำเป็นที่ต้องมีปัจจัยพื้นฐาน และความคล่องตัวทางธุรกิจที่พอจะเหมือนๆกันครับ จึงไม่แปลกที่จะมีบริษัทลูกจดทะเบียนอยู่ที่เคย์แมนครับ สำคัญอยู่ที่ทางปตท. และ ปตท.สผ ชี้แจงและยืนยันว่า มีระบบตรวจสอบจากหน่วยงานกลางภายนอก มาดูแลอยู่แล้ว (เช่น สตง.) รวมไปถึงบัญชีบริษัท ก็ไม่มีการเปิดไว้ที่โน่น แต่เปิดไว้ในไทย

  • อยากรู้

    ในกรณีท่อก๊าสในทะเล ถามว่าถ้าอยู่ๆเอกชนจะวางท่อลงไปในทะเล หรือกระทำอย่างอื่นเช่นทำม่าเทียบเรือกระทำได้หรือไม่ ทะเลไทยทั้งหมด เป็นสาธารณสมบัติ(สมบัติของชาติ)ใช่หรือไม่ แล้วทำไม บอกว่าไม่เหมือนบนพื้นดิน อีกคำถามนึง ถ้ารัฐบาลหรือ คสช ออกกฎหมายให้เวนคืนกิจการมั้งหมดของ ปตท.รวมทรัพย์สิน เป็นของรัฐ 100% สามารถกระทำได้หรือไม่…

    • Cliff

      ผมว่า ถ้ามองมุมนี้ และสรุปดื้อๆ แบบนี้มันก็ไม่ยุติธรรมกับ ปตท. นะครับ

      ผมยกตัวอย่างง่ายๆ

      เอาเรื่องปูซิเมนต์เลย เค้าตัองระเบิดภูเขา (ซึ่งก็เป็นทรัพยากรของชาติ) ทิ้ง เพื่อนำมาทำเป็นปูน งั้นเราก็จะเหมาเอาว่า ตึกรามบ้านช่องที่เราอยู่ ควรจะเวนคืนกลับไปเป็นของหลวงหรือเปล่า?

      ที่ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะรัฐ มอบประทานบัตร (สิทธิ) ในการทำเหมืองให้กับเอกชนใช่ไหมครับ และเอกชน ก็จ่ายเงินซึ่งค่าแห่งสิทธินั้น ตามที่หลวงกำหนด

      ก็เช่นเดียวกัน การแสวงหาประโยชน์จากท้องทะเลในส่วนที่เป็นของหลวง ภายใต้กฎหมายไทย ปตท. ก็ดำเนินการไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ส่วนของท่อ ที่เอกชน เป็นผู้ลงทุน หลวงจะยึดกลับมาเป็นสมบัติหลวงได้อย่างไร?

      ไม่งั้นอีกหน่อย คงมีคนไปโวยว่า ไปจับปลาในทะเลมากิน มาขายได้ยังไง มันเป็นสาธารณสมบัตินะ!

      • ผมก็รักชาติ

        ถ้าคิดแบบที่คุณบอกมันก็เป็นแบบที่คุณบอกนั่นแหล่ะครับ

        การวางท่อก๊าซในทะเลหากสมัยก่อน ปตท ไม่ได้เป็นของรัฐ 100% ก่อนจะแปรรูป

        จะมีเอกชนหน้าไหนสามารถวางท่อใต้ทะเลได้ ถ้ารัฐบาลไม่อนุญาติ

        แบบนี้ก็เหมือนกับ ปตท เองก็เป็นบริษัทมหาชนที่ไม่แฟร์กับ ปริษัทอื่นๆ เหมือนกัน

        คือเมื่อก่อนทำตอนเป็นรัฐวิสาหกิจ ตอนนี้แปรรูปแล้วมาอ้างสิทธิ์อีก

        ผูกขาดชัดๆ ไม่ยุติธรรมเลยครับ

        • นักกฎหมายพลังงาน

          เอกชนคนไหนก็ขออนุญาตวางท่อก๊าซในทะเลได้ครับ ไม่จำเป็นต้องเป็น ปตท. เท่านั้น แต่ประเด็นคือ ไม่มีเอกชนไหนอยากวางครับ เพราะมันไม่คุ้ม ถึงต้องให้ ปตท. เข้ามาทำไงครับ

          การที่ไม่มีฝรั่งคนไหนอยากทำ แล้ว ปตท. ทำเพราะเป็นองค์กรของคนไทย มันไม่ดีอย่างไรครับ?

          • ผมก็รักชาติ

            ไม่ใช่ว่าตอนนั้น ปตท ยังไม่ได้แปรรูปเหรอครับ

            ตอนนั้น ปตท เป็นของรัฐ 100% เพราะเป็นการปิโตเลียมแห่งประเทศไทย ไม่ใช่เอกชนนะครับ เอาให้ชัดๆ

          • ผมก็รักชาติ

            ที่บอกว่าไม่แฟร์กับเอกชนรายอื่นไม่ได้หมายความว่า เพราะ ปตท ลงทุนวางท่อ (ซึ่งจริงคือก่อนแปรรูป ซึ่งถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้ทำก็ต้องทำ) เพียงแต่ ปตท วันนี้ แอบอ้างว่าตัวเองเป็นคนลงทุน คือเราต้องมองให้ออกครับ ระหว่างก่อนแปรรูปกับหลังแปรรูป ไม่เหมือนกันนะครับ ก่อนแปรรูป คือรัฐวิสาหกิจเป็นของรัฐบาลครับ หลังแปรรูป ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเอกชน

            ปตท วันนี้ (เอกชน) แอบอ้างว่าตัวเองลงทุนวางท่อในสมัยก่อน ซึ่งสมัยนั้น ปตท (รัฐวิสาหกิจ) กับรัฐบาลมันแยกกันไม่ออก

            แต่สมัยนี้แปรรูปแล้ว ก็มาอ้างว่ารัฐถือหุ้นเยอะสุดบ้างอะไรบ้าง
            จริงๆ แล้วพวกคุณ ปตท ตัวคุณเองก็รู้อยู่แล้วว่าคุณทำอะไร

            องค์กรเอกชนแบบคุณ ถามจริงๆ ครับ ถ้าสู้กันแฟร์กับเอกชนรายอื่นๆ ไม่ต้องมาอ้างตัวเองเป็นรัฐบ้างล่ะ ไม่ต้องอ้างสิ่งที่ตัวเองเคยทำบ้าง สู้กันแบบแฟร์ๆ ไม่อิงสัมปทาน หรือบุญเก่าของพวกคุณ ถามจริงๆ ว่าจะมีศักยภาพ สู้กับคนในตลาดโลกได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย

            อ้างอยู่ได้ว่าเป็นองค์กรของคนไทย ตัวเองทำอะไรรู้อยู่แก่ใจ เคยดูการกระทำตัวเองบ้างหรือเปล่า

            ท่อก๊าซใต้ทะเลเป็นกระดูกสันหลังของทรัพยากรก๊าซในประเทศไทย คุณได้ดูตัวเลขที่ ปตท เก็บเงินค่าเช่าท่อก๊าซใต้ทะเลจากองค์กรอื่นๆ (รวมทั้งการไฟฟ้าของไทย) หรือยังครับ? ว่ามันมากมายขนาดไหน

            ถามจริงมองไม่เห็นเหรอว่ามันอ้างอิงเรื่องเดิมๆ เพื่อผูกขาด
            พูดอยู่ได้ว่าไม่ยุติธรรมกับ ปตท หยิบตรรกะ เดิมๆ มาอ้าง ตรรกะ ที่มันเอื้อกับตัวเอง น่ะใครจะหยิบมาพูดก็พูดได้ครับ

            ปตท ในอดีต มีจุดกำเนิดมาจากอะไรครับ เพื่อเป้าหมายอะไรมันก็ชัดเจนครับ
            ปตท ในปัจจุบัน มันก็ชัดเจนครับว่ามีเป้าหมายอะไร

            ต้องการแค่ว่า ถ้าเป็นเอกชน ก็ให้ชัดเจนครับว่าทำเพื่อผู้ถือหุ้น ไม่ต้องมาอ้างว่ารัฐบาลถือหุ้นเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้นก็ถือคือผู้ถือหุ้น เท่านั้นเอง แสวงหาผลกำไรสูงสุดเท่านั้นเอง ไม่มีใครเค้าว่าอะไรคุณ แล้วแข่งกับคนอื่นเค้าให้แฟร์ๆ อย่ามาอ้างเรื่องเดิมๆ ที่ทำสมัยเป็นรัฐวิสาหกิจ

          • อานนท์

            เอกชนขออนุญาตได้ แต่รัฐวิสาหกิจก็มีโอกาสได้รับอนุญาตมากกว่าเอกชน รวมถึงค่าเช่าก็ยังมีโอกาสจะได้ถูกกว่าเอกชน, ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบพิเศษของรัฐวิสาหกิจ.

            ไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่าจะได้รับสิทธิ์เท่าเทียมแฟร์ๆ.

            อีกอย่างในเมื่อรัฐอุตส่าห์เสี่ยงลงทุนจนคุ้มแล้ว เรื่องอะไรจะไปยกให้เอกชนกอบโกยผลประโยชน์ต่อง่ายๆ หยั่งงั้นหละครับ.
            ไม่คิดจะปกป้องผลประโยชน์ให้รัฐเลยหรือครับ.

    • AntiSaint

      คำถามแรกผมคิดว่ามีคำตอบอยู่แล้ว มีบริษัทที่(เป็นของเอกชนไม่ใช่รัฐ)ทำธุรกิจอยู่ริมทะเลตั้งแต่ศรีราชาไปจรดระยอง บริษัทเหล่านี้มีทั้งท่าให้เรือเข้ามาเทียบฝั่งเพื่อส่งและรับผลิตภัณฑ์ มีทั้งท่อวางในทะเลไปที่ท่าในทะเลน่าจะอธิบายได้บ้าง แต่ถ้าพูดถึงทะเลผมว่าบนพื้นดินยังมีสาธารณะสมบัติเช่นถนนที่ใครก็ไปใช้ได้ แต่ต้องใช้อย่างไม่ละเมิด ฯลฯ เพราะมีการกำหนด ฯลฯ ไว้ควบคุม ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าคำจำกัดความของทะเลไทยของใครต่อใครจะเหมือนกันทุกประการไม่มีผู้ใดทั้งไทยเทศโต้แย้งได้หรือเปล่าแต่บอกได้เพียงว่าคงไม่เป็นสาธารณะสมบัติอย่างไม่มีขอบเขตที่ใครจะเอาไปใช้เป็นเส้นทางค้าของเถื่อนได้สะดวกเหมือนถนน จึงไม่น่าเหมือนบนพื้นดิน

    • นักกฎหมายพลังงาน

      ทำไมจะทำไม่ได้ครับ ทุกวันนี้ oil rig ของบริษัทเอกชนที่ขุดน้ำมันกลางทะเลก็อยู่ในทะเลไทยมิใช่หรือ การวางท่อก็เช่นกันเอกชนรายไหนก็สามารถขออนุญาตต่อรัฐได้หมือนกันหมดครับ

      ออกกฎหมายเวนคืนหมดได้ครับ แต่วันนั้นเศรษฐกิจประเทศไทยคงพังพินาศครับ ยิ่งกว่าปี 2540 หลายร้อยเท่า เพราะถ้าทำเช่นนั้น จะไม่มีต่างชาติคนไหนมาลงทุนที่ประเทศไทยอีกต่อไป

  • Pingback: แฉความลับ (ทหารปฏิรูปประเทศไทย) - หน้า 26 - PaLungJit.org()

  • AntiSaint

    ถ้าไม่มีข้อสงสัยหรือโต้แย้งอื่นกับความเห็นข้างบนนี้ ก็สามารถสรุปได้ว่าเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งในปีที่ว่านั้น ท่อก๊าซใน

    ทะเลเส้นแรก(และคงจะรวมท่อที่สองโดยอนุโลมเพราะก่อสร้างขึ้นภายหลังคำสั่งที่ว่าก็ต้องอยู่ในเกณฑ์)จะต้องรวมเข้าในคำ

    สั่งเพราะมีอยู่แล้วในขณะนั้นและอยู่ในขอบเขตของทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้มีการส่งคืน แต่ที่ไม่ปรากฏเป็นให้เป็นที่รู้กันทั่วไป

    ก็คือเมื่อมีการทำความตกลงและเสนอต่อศาลเพื่อขอความเห็นชอบแล้ว ผู้เป็นโจทย์ฟ้องร้องคือ “มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกับพวก

    รวมห้าคน” ยังมีอาการติดใจอย่างไรอีกหรือไม่เพราะเข้าใจว่าคำสั่งนี้เป็นที่สุดแล้ว หากจะมีข้อกังขาก็น่าจะทำได้เพียง

    โพนทะนาอย่างคุณรสนาทำ ตัวผมเองได้แต่เดาว่ากลุ่มที่ยังข้องใจน่าจะพุ่งเป้าไปที่ “ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติ”ส่วนที่อยู่ใน

    ทะเลเป็นสำคัญ ทั้งนี้หากจะพิจารณาตามตัวอักษรแล้ว เมื่อก๊าซธรรมชาติผ่านท่อขาออกจากโรงแยกฯไปตามท่อฝังในดินแล้วก็

    ไม่มีสถานะก๊าซธรรมชาติดังเดิมอีกต่อไปไม่น่าเอาท่อคืนไปทำซากอะไร แต่ประเด็นที่ผู้เขียนยกมาว่าสำหรับท่อส่วนนี้คงจะต้องกำหนด

    หลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ ก็เข้าทางผู้ที่ยังคับข้องใจทั้งหลายอยู่นี่แหละ ทั้งๆที่ท่อก๊าซในทะเลเส้นแรกเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก็ต้องตกลงกันให้ศาล

    เห็นชอบอยู่แล้ว นี่ถ้าบริษัทที่มีการคิดกันว่าจะตั้งขึ้นใหม่อย่างที่ว่ากันมีกระทรวงการคลังถือหุ้นทั้งหมดคือเป็นเจ้าของเอง จะ

    สะใจมนุษย์ปู่มนุษย์ย่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ ยังไงกลุ่มโจทย์เดิมๆก็ออกมาแจมอีกทีซิ ปล่อยให้เขาขโมยซีนอยู่งั้นแหละ หรือว่าหน่าย

    เสียแล้ว ไม่ไล่หล่างจายตั้งแต่คำขอแรกเลย

  • คมสัน โพธิ์คง

    เอาข้อเท็จจริงให้ครบนะ อย่าขอดหายเพิ่มเติมให้เพื่อจะได้กระจ่างกัน

    มาทำความเข้าใจเรื่อง “มหากาพย์การคืนท่อก๊าซ”กัน

    ๑.
    ข้อเท็จจริงเบื้องต้น

    ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐
    เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๐
    พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
    สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่
    ๔ ทั้งนี้
    ให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน
    พ.ศ. ๒๕๕๐

    ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๘
    ธันวาคม ๒๕๕๐ มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามหลักการดังกล่าว
    โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง
    หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติต่อไป

    เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ บริษัท ปตท.
    จำกัด (มหาชน)
    ในนามของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้ยื่นคำร้องและรายงานต่อศาลปกครองสูงสุด
    ว่าได้กระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ
    รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของ
    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดแล้ว
    และศาลปกครองสูงสุดได้สั่งในคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
    ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    แต่ในที่สุด ในเดือนกันยายน ๒๕๕๗
    ผู้ตรวจการแผ่นดิน(ศาสตราจารย์ ศรีราชา เจริญพานิช) ได้ส่งเรื่องไปยัง คสช.
    สรุปว่า ยังคืนท่อไม่ครบและไม่ได้ปฏิบัติมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐
    (งานนี้ นางผานิต นิติฑันท์ประภาสไม่เกี่ยว)

    ๒.
    ลำดับเหตุการณ์


    ๑๔ ธันวาคม ๕๐ ศาลปกครองสูงสุด
    มีคำพิพากษาในคดีแดง ที่ ฟ ๓๕/๒๕๕๐ พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
    สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ
    รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่
    ๔ ทั้งนี้
    ให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน
    พ.ศ. ๒๕๕๐

    – ๑๘ ธันวาคม ๕๐
    รัฐบาลขิงแก่ มีมติ ครม. ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐
    เห็นชอบหลักการการแบ่งแยกทรัพย์สินอำนาจและสิทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่จะให้เป็นของกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาโดย

    (๑) มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังรับไปดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามหลักการดังกล่าว
    โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง ทั้งนี้
    หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลฯ
    ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน
    ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มีข้อยุติต่อไป

    (๒) มอบหมายให้กระทรวงการคลัง
    โดยกรมธนารักษ์รับไปดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ในการคิดอัตราค่าเช่าในส่วนของทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อ
    เพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าเช่าให้แก่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ภายใน ๓ สัปดาห์
    ทั้งนี้
    หลักเกณฑ์ในการคิดค่าเช่าจะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางการค้าที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
    คือ กระทรวงการคลัง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ผู้ถือหุ้นของ บริษัท ปตท. จำกัด
    (มหาชน) และผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยคำนึงถึงลักษณะของท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่เป็นกิจการสาธารณูปโภค

    (๓) มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย
    โดยกรมที่ดินรับไปพิจารณาในเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนการเช่าทรัพย์สิน

    (๔)
    มอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องภาระภาษีที่จะเกิดขึ้น
    ในช่วงตั้งแต่การแปลงสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยจนถึงวันที่ได้แบ่งแยกทรัพย์สินอย่างถูกต้อง
    เช่น ภาษีโรงเรือน ภาษีค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน
    ภาษีจากการหักค่าเช่าย้อนหลังและเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม
    รวมถึงความชัดเจนของภาระภาษีที่เกิดจากการแบ่งแยกทรัพย์สิน

    – ๒๖ ธันวาคม ๕๐ กรมธนารักษ์ได้มีคำสั่งที่ ๕๘๒/๒๕๕๐ ลงวันที่
    ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๐
    แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและกำหนดแนวทางดารดำเนินการเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
    เพื่อดำเนินการตรวจสอบและกำหนดแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับการรับโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
    โดยมีผู้แทนกรมธนารักษ์ ผู้แทน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้แทนกรมที่ดิน
    ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมเป็นคณะกรรมการ

    – ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือ
    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ ๕๐๐๐๐๐๐๐/๔๘ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๑
    ส่งสรุปมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง
    เพื่อให้รับรองความถูกต้องของมูลค่าทรัพย์สินที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ
    ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๔ รวม ๑๖,๑๗๖.๑๙๒ ล้านบาท ประกอบด้วยทรัพย์สิน ๓
    ประเภท คือ

    ๑.
    ที่ดินเวนคืน จำนวน ๑.๓๙๐ ล้านบาท

    ๒.
    สิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินเอกชน จำนวน ๑,๑๒๔.๑๑๒ ล้านบาท บริษัท
    ปตท. จำกัด (มหาชน)

    ๓. ระบบท่อก๊าซธรรมชาติบนบกที่อยู่บนที่ดินเวนคืนและที่ดิน รอนสิทธิจากเอกชน จำนวน ๑๕,๐๕๐.๖๙๐ ล้านบาท

    – ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๑
    คณะกรรมการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินที่บริษัท
    ปตท. จำกัด (มหาชน) จะต้องโอนให้กระทรวงการคลัง
    รายงานกระทรวงการคลังตามบันทึกกรมธนารักษ์ ด่วนที่สุด ที่ กค ๐๓๐๔/๒๘๑๑ ลงวันที่
    ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๑

    – ๒๔ เมษายน ๒๕๕๑ กรทรวงการคลังเห็นชอบการแบ่งแยกทรัพย์สินและให้จัดทำบันทึกการแบ่งแยกและการส่งมอบทรัพย์สินตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดของบริษัท
    ปตท. จำกัด (มหาชน)

    – ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ กระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ที่ กค ๐๓๐๔/๑๐๓๐๖
    ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๑ แจ้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
    ว่าได้ดำเนินการตรวจสอบและแบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่จะต้องโอนให้กระทรวงการคลังแล้ว

    ต่อมา บริษัท ปตท.
    จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเวนคืนจำนวน ๑๐๖ แปลง ให้กระทรวงการคลังจนเป็นที่เรียบร้อย
    และกรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    ได้แบ่งแยกและโอนทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
    และตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเห็นชอบแล้ว


    ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ กรมธนารักษ์ มีหนังสือ ด่วน
    ที่ กค ๐๓๐๔/๑๔๘๓๔ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ ขอให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    รายงานผลการแบ่งแยกทรัพย์สินให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย (ลองกลับไปดูสิว่าใครเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์)


    ๒๕
    ธันวาคม ๒๕๕๑ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    ได้ยื่นคำร้องต่อศาลโดยได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
    รายงานผลการบ่งแยกทรัพย์สิน( โดยที่
    สตง.ยังไม่ได้แจ้งว่าตรวจสอบความถูกต้องในการแบ่งแยกทรัพย์สิน(ข้ามขั้นตอนตามมติ
    ครม.ตั้งแต่ตรงนี้))


    ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
    มีหนังสือ รวม ๔ ฉบับ ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน
    บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และที่สำคัญที่สุดคือ สำนักงานศาลปกครอง
    ตามหนังสือหนังสือ ลับ ที่ ตผ ๐๐๒๓/๒๖๙๗ ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม
    ๒๕๕๑ แจ้งไปยังสำนักงานศาลปกครอง
    สรุปสาระสำคัญได้ว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
    ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๔ (เป็นวันสุดท้ายก่อนการแปรรูปไปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) )
    ที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวข้างต้นเสร็จแล้ว
    และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินที่บริษัท ปตท. จำกัด
    (มหาชน)
    แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลังยังไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด
    โดยตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเฉพาะท่อส่งก๊าซมีมูลค่าทางบัญชีสุทธิ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๔ จำนวน ๓๖,๖๔๒.๗๖ ล้านบาท ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลัง จำนวน ๑๔,๘๐๘.๖๒ ล้านบาท
    คงเหลือส่วนที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง จำนวน
    ๒๑,๘๓๔.๑๔ ล้านบาท และเป็นระบบท่อส่งก๊าซที่ไม่ปรากฏชื่อโครงการในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่น่าเชื่อว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
    ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๓) แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์อีกจำนวน ๑๑,๐๒๑.๓๘ ล้านบาท ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    แบ่งแยกและส่งมอบให้กระทรวงการคลังจำนวน ๒๔๒.๐๗ ล้านบาท คงเหลือส่วนที่บริษัท ปตท.
    จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลังจำนวน ๑๐,๗๗๙.๓๑
    ล้านบาท รวมระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่บริษัทไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง
    จำนวนทั้งสิ้น ๓๒,๖๑๓.๔๕ ล้านบาท ประกอบด้วย
    ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ๑๔,๓๙๓.๑๖ ล้านบาท และในทะเล ๑๘,๒๒๐.๒๙ ล้านบาท


    ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๑
    ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔
    และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    ศาลปกครองสูงสุดโดยตุลาการเจ้าของสำนวน (นายจรัญ หัตถกรรม)
    ได้ลงความเห็นด้วยลายมือในเอกสารคำร้อง ความว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า
    ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ
    ตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (โดยไม่นำข้อเท็จจริงที่
    สตง.ได้ส่งมาในวันเดียวกันมาประกอบการพิจารณาเลย)


    ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีหนังสือ ที่
    ๕๓๐/๒๐/๔๙ ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๒
    ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าได้รายงานผลการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน ให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดแล้ว
    ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔
    และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    กลางเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ สำนักงานศาลปกครองได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
    ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึง ๔ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


    ๑๖ พฤศจิกายน ๕๐ กรมธนารักษ์ได้มีบันทึก ที่
    กค ๐๓๐๔/๑๓๖๙๔ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
    รายงานกระทรวงการคลังถึงผลการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว


    ๒๗ เมษายน ๕๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบและลงนามในหนังสือกระทรวงการคลัง
    ที่ กค ๐๓๐๔/๗๗๙๓ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๕๓ แจ้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่า
    ได้ดำเนินการแบ่งแยกและโอนทรัพย์สินของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    ให้กระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว



    พฤษภาคม ๒๕๕๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ลงนามในหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค
    ๐๓๐๔/๘๕๒๓ ลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓
    รายงานผลการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม
    ๒๕๕๐ ให้คณะรัฐมนตรีทราบ


    ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ คณะรัฐมนตรีได้รับทราบการดำเนินการดังกล่าว

    ปัจจุบัน
    สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยังยืนยันตลอดมาว่ายังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินของรัฐคืนอย่างครบถ้วน
    มีมูลค่าดังนี้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง
    มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๔ จำนวน ๖๘,๕๖๙,๖๙๐,๕๖๙.๘๒ บาท
    โดยได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง จำนวน ๑๖,๑๗๖,๑๙๒,๔๑๖.๔๕ บาท และคงเหลืออยู่ที่ บริษัท ปตท. จำกัด
    (มหาชน)จำนวน ๕๒,๓๙๓,๔๙๘,๑๘๐.๓๗ บาท

    ข้อสังเกต

    ๑. การแบ่งแยกทรัพย์สินดังกล่าวคืนแก่รัฐ
    มีการกระทำที่ฝ่าฝืน มติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๐ อย่างชัดเจน มีการข้ามขั้นตอนไม่รอผลการตรวจสอบจาก
    สตง. ส่งรายงานการแบ่งแยกทรัพย์สินไปศาลปกครองสูงสุด โดยไม่มีผลการรับรองความถูกต้องของ
    สตง. (ส่อพฤติกรรมไม่ชอบอย่างร้ายแรง)

    ๒. มีการมอบอำนาจให้ บริษัท ปตท.
    จำกัด(มหาชน)ไปดำเนินการแทนกระทรวงการคลัง โดยที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)
    เป็นผู้ถูกฟ้องคดีด้วยมีส่วนได้อย่างมากจากการยื่นคำร้อง

    ๓.
    ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้ไต่สวนการแบ่งแยกให้เป็นไปตาม มติ ครม.
    (เนื่องจากศาลไม่ได้วางแนวทางการบังคับตามคำพิพากษาไว้)
    ซึ่งการวางหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะดำเนินการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
    เมื่อไม่มี การรับรองจาก สตง. ตามมติ ครม. คำสั่งของคุลาการศาลปกครองสูงสุด
    จึงเป็นการพิจารณาที่ไม่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอในการบังคับคดีปกครองในคดีแดงที่ ฟ. ๓๕/๒๕๕๐ บกพร่องในกระบวนพิจารณาอย่างร้ายแรง

    ๔. ศาลปกครองสูงสุดต้องมีองค์คณะ ๕ คน
    ตามมาตรา ๕๔ แห่งพรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ฯ
    ตุลาการนายเดียวมีอำนาจตามมาตรา ๖๑ แต่ต้องได้รับมอบจากองค์คณะ
    และต้องไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจในการพิพากษาหรือวินิจฉัยคดี มีคำถามสำคัญคือ

    ๔.๑ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดนายเดียวมีอำนาจสั่งให้การบังคับคดีสิ้นสุดลง
    ถือเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือไม่
    หากถือว่าไม่ใช่การพิพากษาหรือมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด
    ตุลาการนายเดียวมีอำนาจออกคำสั่งให้การบังคับคดีสิ้นสุดลง จะเรียกว่าอะไร
    ข้อสำคัญทำให้ประโยชน์ของรัฐที่มีการโต้แย้งกันอยู่ เสียหายไปกว่า ๕๒,๓๙๓,๔๙๘,๑๘๐.๓๗ บาท

    ๔.๒ หากเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในคดี
    ตุลาการศาลปกครองสูงสุดท่านนี้กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แล้วตุลาการในศาลปกครองทั้งหลายและ
    กศป. ทำอะไรกันอยู่หรือยังทะเลาะกันไม่เสร็จ

    ๔.๓ องค์คณะที่เหลืออีก ๔ คนได้มอบอำนาจให้ ตุลาการศาลปกครองสูงสุดรายนี้
    หรือไม่ หากมอบจะรับผิดชอบอย่างไรหากมอบในเรื่องที่เกินกว่ามาตรา ๖๑
    แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ

    ๕. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ
    คสช.อย่านั่งตูดแฉะไม่ดูดำดูดีนะครับ เพราะเรื่องท่อก๊าซในทะเล
    จะเปิดเผยความจริงว่าประเทศไทยมีพลังงานน้อยหรือมากกันแน่
    เพราะที่ผ่านท่อปริมาณเท่าใดมีใครรู้บ้าง
    หากรู้ยกมือหน่อย

  • อานนท์

    ก็จริงอยู่…ถูกต้องตามกฏหมายเพราะศาลต้องยึดหลักกฏหมาย…แต่อย่าลืมประเดนที่ว่า…คนคือผู้ร่างกฏหมาย….มันผืดมาตั้งแต่เริ่มขุดเมื่อ..30 กว่าปีก่อนแล้ว..ผืดมาเลื่อยๆและไม่มีการแก้ไข….ก็ตามนำ้กันมาเรื่อยๆ…จะแก้ก็ต้องแก้กฏหมาย…ทีนี้ก็เรื่องใหญ่+บานปลายมันกระทบไปหมด…โปราญว่าไว้…ลิงแก้แห..ต้องใช้คนแก้…คนจริงๆ…ไม่ใช่พวกลิง…ลิง….ไอ้ลิงๆๆๆๆๆๆๆๆๆลิงทั้งพวก….พวกลิง…..พ่อแม่ลิง….ไอ้ลิงลูกลิง…แล้วเหล่านี้ก็ช่วยกันแก้ไข…ก็ลองนึกภาพดู. ผม อานนท์