วิเคราะห์ค่าย “ฮอนด้า” กับมติครม.หั่นภาษีนำเข้า 8 เดือน ปูพรมจาก “ทุนลดาวัลย์ ถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น”

4 ธันวาคม 2011

ความพยายามที่จะเอาใจรัฐบาลญี่ปุ่น สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2554

เมื่อมีการยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วนอะไหล่ให้กับ “ค่ายผู้ผลิตรถยนต์” ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2554 – 30 มิ.ย. 2555 หรือเป็นเวลา 8 เดือน

หากลงลึกในรายละเอียดตามเอกสารของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ นร.1503 ซึ่งนำเสนอนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี พบว่ามาตรการที่ออกมาเป็นการรับ-ส่งลูกของกระทรวงการคลัง และเป็นไปตามข้อเสนอของ “บริษัทเอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด” ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่

ทั้งนี้ตามมติครม.ระบุว่าผู้ได้รับสิทธิคือผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ที่เป็นโรงงานผลิตอย่างครบวงจร คือมีการผลิตตัวถัง การทำสีตัวถังและการประกอบรถยนต์ เป็นโรงงานที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ โดยไม่รวมถึงบริษัทที่ประกอบรถยนต์ขึ้นจากชิ้นส่วนเก่า

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่มาภาพ : http://www.matichon.co.th/online/2011/08/13146867491314686823l.jpg

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่มาภาพ : http://www.matichon.co.th/online/2011/08/13146867491314686823l.jpg

เท่ากับว่ามติครม.ดังกล่าว หนีไม่พ้นข้อครหาการ “ล็อคสเปค” ให้กับผู้ผลิตยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า ที่ได้รับความเสียหายหนักจากน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การผลักดันมติครม.ครั้งนี้ยังทำแบบสายฟ้าแลบ คือหลังจากที่นายกิตติรัตน์ กลับจากการเดินทางเยือนญี่ปุ่นเพื่อพบกับนายกรัฐมนตรีและผู้นำสมาพันธ์องค์กรเศรษฐกิจแห่งญี่ปุ่น หรือไคดันเรน ซึ่งกอปรไปด้วยตัวแทนภาคเอกชนรายใหญ่ในแดนซามูไร เพียงวันเดียว

นายกิตติรัตน์ ทำรายงานถึงความจำเป็นที่ต้องแก้ปัญหาความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลญี่ปุ่น ต่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าระหว่างการหารือกับ โยชิฮิโกะ โนดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนั้น ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้มีการหยิบยกเรื่องความช่วยเหลือผู้ประกอบการญี่ปุ่นซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ด้วยการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัตถุดิบเป็นกรณีพิเศษ

ก่อนจะนำไปสู่วาระการเสนอที่ประชุมครม.แบบ “พิจารณาจร” ในเช้าวันต่อมา

ปัญหาก็คือในเอกสารเสนอวาระการประชุมที่ นร.1503 ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นั้น กลับมีข้อสังเกตถึงความ “ไม่ตรงไปตรงมา” ในการจัดทำวาระดังกล่าวอย่างชัดเจน

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวว่าเอกสารดังกล่าวระบุว่า “สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิจารณาแล้วเห็นว่า กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการภาษีศุลกากรในเรื่องนี้มาเพื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2554 เรื่องมาตรการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังมิได้เสนอครม.พิจารณาแต่ประการใด”

สำหรับมติครม.เมื่อวันที่ 25 ต.ค.นั้น เป็นแค่การเห็นชอบในหลักการ ของแผนและแนวทางดำเนินการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอว่าหลังจากน้ำลดแล้ว ต้องจัดให้มีมาตรการด้านภาษีอากรเพื่อฟื้นฟูการลงทุน และมาตรการเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมสำคัญที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เช่น การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร เป็นต้น

กล่าวคือเป็นการอนุมัติแค่กรอบกว้าง ไม่ได้ระบุให้ช่วยเหลือบริษัทใดเป็นการเฉพาะ

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยังได้แนะว่า แม้ครม.จะเห็นชอบ แต่ควรส่งประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าของกระทรวงการคลัง ไปให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจพิจารณาก่อน จึงค่อยดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ดี รองนายกฯกิตติรัตน์ ยืนยัน “แนบท้าย” ในวาระการพิจารณาจรว่า การยกเว้นภาษีดังกล่าวถือเป็นเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ตามมาตรา 9 ของพรฎ.ว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีและยืนยันว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต้องเสนอเป็นวาระจรในการประชุมครม. “วันที่ 29 พ.ย. 2554” เท่านั้น

โดยเอกสารฉบับดังกล่าว มี ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนามอนุมัติ เนื่องจาก นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าประชุมอ้างเหตุผลว่าป่วยเป็นโรคอาหารเป็นพิษ

ขณะที่ทางค่ายรถยนต์ใหญ่อย่างโตโยต้า ซึ่งดูเหมือนว่าจะ “ตกขบวน” ความช่วยเหลือดังกล่าว ได้ทำหนังสือแย้งในภายหลังว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรการของภาครัฐครั้งนี้ เพราะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นทันทีในอุตสาหกรรมยานยนต์

แม้โตโยต้าซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทราและสมุทรปราการ จะไม่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย แต่บรรดาซับพลายเออร์ที่ป้อนอะไหล่เพื่อส่งมาประกอบเป็นตัวรถยนต์ ล้วนจมน้ำกันระนาว

ถึงโรงงานประกอบยังเปิดสายพาน แต่โตโยต้าก็ยังผลิตไม่ได้เต็มที่เหมือนเดิม ต้องนำเข้าอะไหล่มาจากต่างประเทศชั่วคราว มีออเดอร์กองอยู่ในมือมากมายแต่ก็วางบิลไม่ได้ นั่นหมายความว่าโตโยต้าก็เสียหายมากเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมา โยอิชิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เข้าพบ วีรพงษ์ รางมางกูร ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ยืนยันว่า โตโยต้ายังคงใช้ไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป และจะพิจารณาเพิ่มการลงทุนในปีหน้า โดยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ให้ได้ 1 ล้านคัน พร้อมขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาช่วยเหลือผู้ประกอบการยานยนต์หลายประเด็น แต่ไม่มีการพูดเรื่องการยกเว้นภาษีนำเข้า

ขณะที่ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่าเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา สศค.ได้มีการหารือกับผู้บริหารของบริษัทโตโยต้าฯ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงให้กับผู้บริหารบริษัทโตโยต้าว่ามาตรการชุดนี้เป็นมาตรการทั่วไปประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ 1) มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม 2) มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ และ3) มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์

“มาตรการชุดที่ 1และชุดที่ 2 เป็นมาตรการทั่วไป ไม่ได้ให้รายหนึ่งรายใดเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่โรงงานที่ผลิตรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวคือโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ส่วนมาตรการชุดที่ 3 ยกเว้นภาษีนำเข้าอะไหล่ชิ้นส่วนรถยนต์ ผู้ที่จะได้สิทธิ์ยกเว้นภาษี ต้องเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เท่านั้น ซึ่งในส่วนนี้ทางโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของโตโยต้าที่ถูกน้ำท่วมได้รับประโยชน์เช่นเดียวกัน หลังจากที่ได้มีการหารือพูดคุยกันทางโตโยต้า ก็ไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว” ดร.สมชัยกล่าว

ขณะที่กลุ่มฮอนด้า ซึ่งโรงงานจมน้ำแบบมิดหัว ทำหนังสือในเวลาไล่เลี่ยกัน ยี่นข้อเรียกร้องถึง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง พร้อมเดินเครื่องเจรจากับรัฐบาลเต็มสูบ

แรงบีบของกลุ่มทุนและรัฐบาลญี่ปุ่นให้บรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย

แม้ฐานการผลิตฮอนด้าจะเจ็บหนักกว่า โตโยต้าหลายเท่า แต่ผู้บริหารจากญี่ปุ่นยังไฟเขียวให้ ฮอนด้า บริจาคเงินก้อนใหญ่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 100 ล้านบาท

โดยนายฮิโรชิ โคบายาชิ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด และประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด มอบให้ผ่านสภากาชาดไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2554

เป็นการสะท้อนถึงความใจถึง พึ่งได้ และความลึกซึ้งของค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่ในเมืองไทย

เมื่อย้อนกลับไปดูโครงสร้างในกลุ่มฮอนด้าจะเห็นถึงความลึกซึ้งดังกล่าวอย่างชัดเจน

นายพงส์ สารสิน ที่มาภาพ : http://www.naewna.com/cgi-bin/8-5-2011/24b3.gif

นายพงส์ สารสิน ที่มาภาพ : http://www.naewna.com/cgi-bin/8-5-2011/24b3.gif

โดยบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รับหน้าที่ในการประกอบและจำหน่ายรถยนต์ ชิ้นส่วน ทั้งในประเทศและส่งออก มีบริษัทฮอนด้ามอเตอร์ ของญี่ปุ่นถือหุ้น 75.94 %

ขณะที่กรรมการบริษัททั้งหมด 8 คนเป็นชาวญี่ปุ่น 5 คน และเป็นคนไทย 3 คน ได้แก่ พงส์ สารสิน, พรวุฒิ สารสิน และพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 5,460 ล้านบาท

เมื่อตรวจสอบลึกลงไปจะพบว่า กรรมการของบริษัทบริษัทฮอนด้าออโตโมบิล(ประเทศไทย) จำนวน 3 คน ได้แก่นายฮิโรชิ โคบายาชิ , อิซาโอะ อิโตะ และ พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ไปเป็นกรรมการของบริษัทเครือข่ายอย่าง “เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์” ที่ตั้งอยู่เลขที่ 14 อาคารสารสิน ย่านสีลม กทม. ทำธุรกิจส่งออกทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์

บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่รับหน้าเสื่อ ทำหนังสือถึงรมว.คลัง มีลักษณะของการเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นอย่างชัดเจน ตรงกันข้ามกับ บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหัวจักรสำคัญในการผลิต มีโครงสร้างที่แตกต่างออกไป เมื่อมีกลุ่มทุนไทยสอดแทรกเข้าไปถึงหุ้น 10.1 %

โดยทุนไทยที่เข้าไปถือหุ้นนั่นได้แก่ บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ถือหุ้น 6.044 % และ พงส์ สารสิน ถือหุ้น 4.967 %

โครงสร้างผู้ถือหุ้นกลุ่มฮอนด้าในประเทศไทย

ทั้งนี้ ชื่อของ พงส์ สารสิน ได้หายไปจากข่าวคราวในแวดวงธุรกิจพักใหญ่ หลังจากถูกพิษสงจากหนาม “บริษัทกุหลาบแก้ว” ซึ่งเป็นบริษัทนอมินีของกลุ่มเทมาเส็ก ในการเข้าซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549

ขณะที่ พงส์ ยังคงรับหน้าที่กุมบังเหียนธุรกิจอันหลากหลายของตระกูลเฉียดๆ 100 บริษัท ปัจจุบันนั่งทำงานอยู่ในสำนักงาน บริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ สนามกอล์ฟนอร์ธปาร์ค ย่านวิภาวดีรังสิต ขณะที่่ น้องชายของพงส์ คือ อาสา สารสิน ซึ่งมีอายุห่างกัน 9 ปี ปัจจุบันนั่งทำงานในฐานะราชเลขาธิการ

สำหรับบริษัททุนลดาวัลย์ ผู้ถือหุ้นในฮอนด้าอีกรายนั้น ถือเป็นบริษัทที่มีความสำคัญต่อฮอนด้าในหลายมิติ โดย บริษัท ทุนลดาวัลย์ มี “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ถือหุ้นเต็ม 100 % คิดเป็นมูลค่าหุ้นประมาณ 11,621 ล้านบาท ทำหน้าที่บริหารเงินลงทุนให้แก่สำนักงานทรัพย์สินฯเป็นหลัก

บริษัท ทุนลดาวัลย์ มีกรรมการ 9 คน อาทิ ยศ เอื้อชูเกียรติ , ชุมพล ณ ลำเลียง , จิรายุ อิศรางกูร ณ ยุธยา , เสนาะ อูนากูล , วิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นต้น

ความหนาแน่นของทุนและเครือข่ายสายสัมพันธ์เช่นนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใด ค่ายฮอนด้าจึงได้รับการทนุถนอมน้ำใจ พร้อมมาตรการฟื้นฟูจากอุทกภัยมาได้แบบปูพรม

ข่าวในประเด็น

เครือข่ายสังคม