1721955

จากอาชญากรเด็กในโลกอนาคตของ Alipato สู่สมรภูมิอาณานิคมใน Balangiga และผีของ José Rizal (โฮเซ ริซาล นักเขียน แพทย์ และปัญญาชนชาวฟิลิปปินส์ ผู้มีบทบาทสำคัญมากในขบวนการต่อต้านอำนาจอาณานิคมสเปน และได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษแห่งชาติของฟิลิปปินส์) ใน Rizal’s Makamisa สามภาพยนตร์ที่ทำให้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของฟิลิปปินส์มาปะทะสังสรรค์กัน พร้อมประสบการณ์พิเศษที่ภาพยนตร์เงียบกลับมามีชีวิตด้วยดนตรีสด เพื่อเฉลิมฉลองแด่ผู้ตายที่ไม่เคยพ่ายแพ้
Khavn (อ่านออกเสียงว่า “เควิน”) ไม่ได้ทำให้ประวัติศาสตร์สงบลง เขาทำให้สิ่งที่ถูกฝังกลบเอาไว้กลับมาส่งเสียง บางครั้งเป็นเสียงกรีดร้อง บางครั้งเป็นเสียงหัวเราะ และบางครั้งเป็นเสียงเปียโนที่เล่นทับบนภาพจากเศษฟิล์มเก่าที่รอดตายในกองเพลิง
ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดี การเชิญกรรมการคนหนึ่งมาแล้วฉายผลงานที่ไม่ได้เป็น “สารคดี” ทั้งหมด อาจดูเหมือนเป็นความย้อนแย้ง แต่ถ้าคนคนนั้นคือ Khavn ความย้อนแย้งแทบจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด เพราะตลอดกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา ศิลปินชาวฟิลิปปินส์ผู้นี้ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นแบ่งที่เขาเองไม่ค่อยเชื่อว่าจำเป็นต้องมีอยู่จริง ระหว่างสารคดีกับเรื่องแต่ง ระหว่างภาพยนตร์กับคอนเสิร์ต ระหว่างประวัติศาสตร์กับภาพหลอน ระหว่างความยากจนที่เกิดขึ้นจริงกับโลกเหนือจริงที่หยาบคาย ตลกร้าย และนองเลือดจนเกือบเหมือนการ์ตูน
WTD!2026 เลือกสามผลงานที่ต่างยุค ต่างรูปแบบ และต่างอุณหภูมิมาวางเรียงกัน ได้แก่ Alipato: The Very Brief Life of an Ember (2016), Balangiga: Howling Wilderness (2017) และ Rizal’s Makamisa: Phantasm of Revenge (2024) หนังสามเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนผลงานทั้งหมด” ของ Khavn เพราะแทบไม่มีโปรแกรมใดทำได้อยู่แล้ว เมื่อเขาสร้างภาพยนตร์มาแล้วมากกว่าสามร้อยเรื่อง แต่เมื่อนำมาวางต่อกัน เรากลับเห็นเส้นเลือดเส้นหนึ่งชัดมาก
ฟิลิปปินส์ในงานของเขาไม่เคยเป็นประเทศที่อดีตจบลงแล้ว อาณานิคมยังตามหลอกหลอน ความรุนแรงของรัฐยังเปลี่ยนหน้ากาก ความยากจนยังถูกผลิตซ้ำ และวีรบุรุษแห่งชาติก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ในอนุสาวรีย์ (และแน่นอนว่าเรื่องราวซ้ำซากน้ำเน่าคาวการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าเหล่านี้ไม่ใช่จะเคยเกิดแต่กับฟิลิปปินส์)
Khavn คนทำหนังที่ประกาศว่า “นี่ไม่ใช่หนัง”
Khavn De La Cruz เกิดในปี 1973 และเริ่มสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เขาเป็นทั้งผู้กำกับ นักเขียน กวี นักเปียโน นักแต่งเพลง นักทำละคร และศิลปินภาพ สถาบันอย่าง International Film Festival Rotterdam (IFFR) เรียกเขาว่าเป็นบุคคลสำคัญระดับ “บิดา” ของ Philippine No Wave ขณะที่โปรไฟล์ของ Berliner Künstlerprogramm des DAAD อธิบายเขาไว้อย่างแม่นยำว่าเป็นศิลปินที่ไม่ใช่คนซึ่งจะ “เอาใจด้วยความเรียบร้อย” งานของเขามีลักษณะขยายตัวออกไปทุกทิศทาง บ้าบิ่น ชอบคอลแล็บการทำงานร่วมกับผู้อื่น และแทบไม่เคยยอมให้ประเภทหรือสถาบันใดมาปิดกรอบว่าอะไรควรนับเป็นภาพยนตร์
คำประกาศที่ติดอยู่กับชื่อเขามานานคือ “This is not a film by Khavn (นี่ไม่ใช่หนังโดย Khavn)” ฟังดูเหมือนมุกกวนประสาท แต่ในบริบทของภาพยนตร์ฟิลิปปินส์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากฟิล์มเซลลูลอยด์สู่ดิจิทัล มันมีความหมายทางการเมืองอยู่ด้วย เมื่อระบบการผลิตด้วยฟิล์มมีต้นทุนสูงและโครงสร้างอุตสาหกรรมจำกัดผู้มีสิทธิ์สร้างภาพยนตร์ เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้คนทำหนังรุ่นใหม่สามารถถ่าย ตัดต่อ และส่งงานออกสู่โลกด้วยทรัพยากรน้อยลงมหาศาล Khavn ไม่ได้รอให้ระบบอนุญาต เขาทำงานเร็ว ทำงานมาก และทำให้ “ข้อจำกัด” กลายเป็นภาษาหนัง
นักวิชาการและนักวิจารณ์ภาพยนตร์ แพ็ทริก เอฟ. แคมปอส เขียนถึง Khavn ในเว็บ Senses of Cinema ว่า ความเร็วสำหรับเขาไม่ใช่ความมักง่าย แต่แทบเป็น “วินัย” ชนิดหนึ่ง หาก ลาฟ ดิอาซ (Lav Diaz ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์คนสำคัญ เจ้าของรางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเวนิสปี 2016 และเคยมีผลงานหลายเรื่องใน คานส์) ขยายเวลาให้ยาวจนระยะเวลากลายเป็นเนื้อหาของหนัง แต่ Khavn มักทำในทิศทางตรงกันข้าม เขารีบคว้าแรงกระตุ้นก่อนที่มันจะเย็นตัว การสร้างหนังจึงคล้ายการเล่นสด เหมือนนักดนตรีที่เชื่อว่าพลังของโน้ตแรกอาจมีค่ากว่าการขัดเงาจนทุกอย่างเนี้ยบกริ๊บ
ความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับดนตรีจึงไม่ใช่ของประดับในงานของ Khavn เขาเล่นเปียโน แต่งเพลง ตั้งวง และเคยสร้างประสบการณ์ฉายหนังที่ดนตรีสดไม่ใช่เพียง “ประกอบ” ภาพ แต่ทะเลาะ วิ่งแข่ง หรือฉีกภาพออกจากความหมายเดิม วง The Brockas ซึ่งเขาเล่นร่วมกับ ลาฟ ดิอาซ และ Roxlee (ผู้บุกเบิกหนังทดลองและแอนิเมชันอิสระฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ยุค 80s) ตั้งชื่อวงล้อเลียนและคารวะ Lino Brocka ผู้กำกับสังคมนิยม-สัจนิยมคนสำคัญแห่งยุคกฎอัยการศึกของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส การตั้งวงของสามคนนี้จึงแทบเป็นภาพจำลองของสายเลือดภาพยนตร์อินดี้ฟิลิปปินส์ มีอดีตอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่มีใครยอมเล่นตามจังหวะเดิม
Khavn สนใจผู้คนนอกคอกที่มักถูกผลักไปอยู่ริมชายขอบของสังคมมาโดยตลอด เด็กในสลัม คนจน ผู้สูญหาย ผู้ถูกทำให้เป็นตัวตลก คนที่ภาพยนตร์กระแสหลักอาจใช้เพื่อเรียกน้ำตาหรือสร้าง “ความน่าสงสาร” เขากลับเลือกวิธีอันตรายกว่า นั่นคือปฏิเสธความสงสารอย่างเป็นทางการ ใน Squatterpunk (2007) กล้องวิ่งตามเด็ก ๆ ท่ามกลางกองขยะพร้อมเสียงดนตรีที่ดังเกินพอดี ความยากจนไม่ถูกทำให้สง่างาม แต่ก็ไม่ถูกจัดวางอย่างสุภาพเพื่อให้ผู้ชมชั้นกลางรู้สึกว่าตนเองเป็นคนดีที่ได้เห็นความทุกข์ของผู้อื่น นักวิจารณ์บางคนจึงมองว่าความหยาบคาย ความเร็ว และความสกปรกในงานของเขาไม่ใช่เพียงสไตล์ หากเป็นการขัดขืนสายตาที่คุ้นเคยกับการบริโภคภาพความจนอย่างปลอดภัย
การเมืองในงานของ Khavn ประเทศที่อดีตไม่เคยถูกฝังสนิท
หากมองรายชื่อผลงาน จะเห็นว่าการเมืองไม่ใช่ “หัวข้อ” ที่ Khavn หยิบมาใช้เป็นครั้งคราว แต่แทรกอยู่ในโครงสร้างความคิดของเขา ตั้งแต่ EDSA XXX: Nothing Ever Changes in the Ever-Changing Republic of Ek-Ek-Ek (2012 แต่เพิ่งถูกนำเสนอผ่านเทศกาล IFFR ในปี 2014) ซึ่งจินตนาการสาธารณรัฐในอนาคตหลังการลุกฮือ EDSA (การชุมนุมครั้งใหญ่บนถนน Epifanio de los Santos Avenue-EDSA ในปี 1986) ที่โค่น มาร์กอส แต่กลับพบว่าระบบยังคงวนซ้ำ, Desaparadiso (2015) ที่แตะความทรงจำของผู้ถูกบังคับสูญหาย, National Anarchist: Lino Brocka (2023) ที่เรียกผู้กำกับผู้ต่อต้านอำนาจรัฐกลับมาจากเศษซากภาพยนตร์ ไปจนถึง Antimarcos: Nobela นวนิยายสุดพังค์ว่าด้วยประวัติศาสตร์และความรุนแรงทางการเมืองของฟิลิปปินส์ พาดพิงมรดกของระบอบมาร์กอส) คว้ารับรางวัลแกรนด์ไพรซ์ Carlos Palanca Memorial Award และนวนิยายฟิลิปินส์ยอดเยี่ยมจาก National Book Awards ครั้งที่ 43 ในปี 2022
สิ่งที่น่าสนใจคือ Khavn ไม่ได้ทำงานการเมืองด้วยภาษาที่ “อธิบาย” ให้ผู้ชมเข้าใจตรงกัน เขาชอบสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าประวัติศาสตร์กำลังเสียสมดุลอยู่ภายใต้เท้าของเรา ความจริงในหนังของเขาจึงไม่ได้มาตามลำดับเหตุการณ์ แต่โผล่มาในรูปของเสียง เพลง แผล ร่างกาย สีที่ผิดเพี้ยน ภาพที่ขูดจนเป็นรอย ความตลกหยาบ ๆ และความรุนแรงที่บางครั้งเกินจริงเสียจนกลับทำให้ความจริงดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
สามเรื่องใน WTD!2026 “สามกาลเวลา”
เทศกาลสารคดี WTD!2026 นำเสนอผลงาน Not a film by Khavn 3 เรื่อง คือ Alipato : The Very Brief Life of an Ember (2016) ใช้โลกอนาคตเพื่อมองปัจจุบัน, Balangiga: Howling Wilderness (2017) กลับไปยังปี 1901 เพื่อเปิดบาดแผลของอาณานิคมอเมริกัน ส่วน Rizal’s Makamisa: Phantasm of Revenge (2024) ดึงปลายศตวรรษที่ 19 กลับมาเป็นฟิล์มเงียบปลอม ๆ ที่ดูราวกับถูกขุดขึ้นจากสุสานของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ทั้งสามเรื่องถามคำถามเดียวกันด้วยคนละวิธี: ถ้าประเทศหนึ่งยังสร้างตัวเองจากบาดแผลเก่า เราจะเรียกอดีตว่า “อดีต” ได้จริงหรือ
ALIPATO อนาคตที่มาถึงแล้ว และยังไม่ยอมผ่านไป
เมื่อ Alipato: The Very Brief Life of an Ember สร้างเสร็จในปี 2016 หนังวางจุดเริ่มต้นไว้ในอนาคตอันใกลืคือในปี 2025 อนาคตห่างออกไปเพียงเก้าปี วันนี้เมื่อผู้ชม WTD! ปี 2026 กลับมาดูหนังเรื่องนี้ ปี 2025 จะไม่ใช่อนาคตอีกแล้ว เพราะมันเพิ่งผ่านพ้นไป และนั่นอาจทำให้ความรู้สึกของหนังเปลี่ยนไปอย่างประหลาด โลกดิสโทเปียที่เคยเป็นการคาดการณ์กลายเป็นเหมือนจดหมายจากอดีตที่ส่งมาถามเราว่า “แล้วต่างกันตรงไหน?”
เรื่องราวเริ่มจากแก๊ง Kostka ซึ่งประกอบด้วยเด็กข้างถนนวัยราวห้าถึงสิบห้าปี พวกเขาปล้น ฆ่า และสร้างความหวาดกลัวใน Mondomanila ก่อนแผนปล้นธนาคารกลางจะล้มเหลว หัวหน้าแก๊งที่ชื่อ บอส ถูกจับ ขณะที่เงินที่ขโมยมาหายสาบสูญ กระโดดไปถึงปี 2053 เมื่อ บอส ได้รับอิสรภาพและกลับมาพบสมาชิกที่เหลือ แต่คนในแก๊งเริ่มถูกฆ่าทีละคน หนังจึงเปลี่ยนจากอาชญากรรมพังก์ไปสู่แนวสืบสวนหาฆาตกร (whodunnit) ที่เมามาย บิดเบี้ยว และเต็มไปด้วยภาพรุนแรงแบบวิปลาสเกินจริง พิลึกพิลั่น พิกลพิการ (grotesque)
สิ่งสำคัญคือ Mondomanila ในจักรวาลของ Khavn ไม่ใช่แค่ “สถานที่” แต่เป็นภาวะของเมือง เขาเคยสร้าง Mondomanila มาก่อนจากนวนิยายของ Norman Wilwayco และ Alipato ถูกมองได้ว่าเป็น anti-sequel เป็นเหมือนการกลับเข้าไปในตรอกเดิมหลังไฟความแค้น และความรุนแรงเคลื่อนผ่านไปแล้ว ทว่าเมืองกลับไม่พัฒนาไปสู่อนาคตที่สะอาดกว่า ตรงกันข้าม เทคโนโลยีและเวลาเพียงเปลี่ยนหน้ากากของการเอาตัวรอด
เทศกาลนานาชาติ Geneva ประเทศสวิส มอบ Special Mention ให้ Alipato และอธิบายมันในทำนองว่าเป็นหนังที่ “ไร้บังเหียน” เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและเสรีภาพ คำว่าเสรีภาพตรงนี้สำคัญ เพราะ Alipato ดูเหมือนหนังที่ไม่ยอมขออนุญาตใครว่าจะหยาบได้แค่ไหน ตลกได้แค่ไหน หรือรุนแรงได้แค่ไหน แต่ภายใต้ความสนุกแบบ splatter-punk (พังก์นองเลือด) นั้นกลับมีภาพของเด็กที่เกิดมาในระบบซึ่งความรุนแรงกลายเป็นภาษาแม่ เมื่อสังคมไม่มอบอนาคตให้ พวกเขาจึงสร้างอนาคตขึ้นจากสิ่งที่มี นั่นก็คือ อาวุธ เงิน ความภักดี และการทรยศ
Khavn ไม่นำเสนอเด็กเหล่านี้ในฐานะเหยื่อผู้บริสุทธิ์ เขาทำสิ่งที่เสี่ยงกว่านั้นด้วยการยอมให้พวกเขาโหด น่ารังเกียจ ตลก และมีชีวิตสุดโต่ง ความยากจนจึงไม่ใช่ใบอนุญาตทางศีลธรรมให้ตัวละคร “เป็นคนดี” เพื่อให้เรารักพวกเขา นี่คือวิธีที่ Khavn ต่อต้านการทำให้คนชายขอบกลายเป็นภาพประกอบของความสงสาร เขาไม่ทำให้สลัมสะอาดขึ้นเพื่อให้คนดูสบายใจ และไม่ทำให้ตัวละครเป็นนักบุญเพื่อให้ความทุกข์มีคุณค่า
ยิ่งเมื่อมองจากปี 2026 การตั้งปี 2025 เป็นจุดเริ่มต้นยิ่งเหมือนอารมณ์ขันดาร์กที่ย้อนกลับมาหาผู้สร้างเอง สิ่งที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า “อนาคตอันเป็นฝันร้าย” ไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าถูกหรือผิดแบบคำพยากรณ์วิทยาศาสตร์ มันกลับทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนว่า สำหรับคนจำนวนมาก อนาคตไม่เคยเริ่มต้นด้วยนวัตกรรม แต่มันเริ่มด้วยคำถามพื้นฐานกว่านั้น จะกินอะไร? จะนอนที่ไหน? จะหนีความรุนแรงอย่างไร? และใครมีสิทธิ์มีชีวิตยืนยาวพอจะได้เห็นปี 2053 หรือไม่
BALANGIGA เมื่อคำว่า “Howling Wilderness” ไม่ใช่คำเปรียบเปรย
ถ้า Alipato คือฝันร้ายของอนาคต Balangiga: Howling Wilderness คือหนังที่พาผู้ชมกลับไปยังฝันร้ายซึ่งเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ปี 1901 ฟิลิปปินส์อยู่ท่ามกลางสงครามฟิลิปปินส์–อเมริกัน ภายหลังการสิ้นสุดอำนาจสเปน สหรัฐอเมริกาไม่ได้เข้ามาในฐานะผู้ปลดปล่อยอย่างเรียบง่าย แต่กลายเป็นเจ้าอาณานิคมรายใหม่ การต่อต้านจึงเปลี่ยนจากจักรวรรดิหนึ่งไปสู่อีกจักรวรรดิหนึ่ง
วันที่ 28 กันยายน 1901 ที่เมือง บาลังกีกา บนเกาะซามาร์ ชาวเมืองและกองกำลังฟิลิปปินส์โจมตีทหาร Company C ของกองทัพสหรัฐฯ อย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ที่สร้างแรงสะเทือนอย่างรุนแรงต่อสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้คำว่า บาลังกีกา กลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ยังถกเถียงกันถึงทุกวันนี้
นายพลเจค็อบ เอช. สมิธ ได้ออกคำสั่งตอบโต้ที่กลายเป็นคำอื้อฉาวในประวัติศาสตร์การทหารสหรัฐฯ โดยต้องการทำให้เกาะซามาร์ กลายเป็น “howling wilderness” ดินแดนรกร้างที่ส่งเสียงโหยหวน และเมื่อถูกถามถึงอายุของผู้ที่ถือว่า “สามารถถืออาวุธ” ได้ คำตอบที่ถูกบันทึกในการพิจารณาคดีทหารคือสิบขวบ คำสั่งดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของการลงโทษประชากรทั้งพื้นที่แทนการแยกแยะระหว่างนักรบกับพลเรือน
จำนวนผู้เสียชีวิตชาวฟิลิปปินส์จากปฏิบัติการตอบโต้ใน ซามาร์ ยังเป็นข้อถกเถียง ตัวเลขในแหล่งต่าง ๆ แตกต่างกันมาก ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงตัวเลขที่สูงกว่านั้นอย่างมาก บทความของนิตยสาร Esquire Philippines ที่ผู้ชมจำนวนหนึ่งรู้จักในชื่อ The Bloody History of Balangiga and the “Howling Wilderness” It Turned Into ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำสาธารณะต่อเหตุการณ์นี้ แต่เมื่อพูดถึงตัวเลข ควรระมัดระวัง งานประวัติศาสตร์ร่วมสมัยมักมองว่าตัวเลข 50,000 ซึ่งถูกอ้างซ้ำในสื่อบางแห่งมีปัญหา ขณะที่ตัวเลขหลักพันอย่างเป็นทางการมีหลักฐานรองรับมากกว่า สิ่งที่ไม่เป็นข้อสงสัยคือการเผาทำลาย การตัดเสบียง การสังหาร และการใช้ความหวาดกลัวเป็นยุทธศาสตร์ได้สร้างความสูญเสียมหาศาลต่อประชาชนบนเกาะซามาร์ มากขนาดไหน
ประวัติศาสตร์ Balangiga ยังถูกฝังอยู่ในวัตถุสามชิ้นที่มีเสียงจริง ๆ นั่นคือระฆังโบสถ์สามใบซึ่งทหารสหรัฐฯ นำออกจากฟิลิปปินส์ในฐานะของที่ระลึกจากสงคราม ระฆังเหล่านี้กลายเป็นข้อพิพาทยาวนานหลายทศวรรษ ก่อนจะถูกส่งคืนฟิลิปปินส์ในเดือนธันวาคม 2018 หลังจากหายไป 117 ปี น่าสนใจว่า Balangiga ของ Khavn สร้างในปี 2017 ก่อนการคืนระฆังเพียงหนึ่งปี ราวกับหนังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อดีตชิ้นนี้กำลังเคลื่อนตัวกลับเข้าหาประเทศอีกครั้งอย่างเป็นรูปธรรม
แต่ Khavn ไม่สร้างหนังประวัติศาสตร์แบบที่มีนายพลยืนกลางภาพหรือมีคำอธิบายขึ้นบอกผู้ชมว่าใครถูกใครผิด เขาให้ศูนย์กลางแก่ คูลาส เด็กชายวัยแปดขวบซึ่งหนีออกจากเมืองพร้อมปู่และควาย ระหว่างทางพบเด็กทารกร้องไห้อยู่ท่ามกลางศพ และยืนยันว่าจะพาเด็กน้อยนั่นไปด้วย สงครามจึงไม่ถูกมองผ่านแผนที่รบ หากผ่านสิ่งที่เด็กเห็น ศพ ความหิว สัตว์ เพื่อน ความกลัว ความมหัศจรรย์ และความไร้เหตุผลของผู้ใหญ่
ในเว็บ Senses of Cinema นักวิชาการ โฮเซ่ บี. คาปิโน ถูกอ้างถึงผ่านแนวคิด “hallucinatory history” หรือประวัติศาสตร์ที่มาในสภาพหลอน อดีตใน Balangiga ไม่ถูกจัดเก็บไว้อย่างสงบเหมือนสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ แต่มันกระจายตัวเป็นภูมิทัศน์ทางประสาทสัมผัส มีทั้งภาพเหนือจริง อารมณ์ขันอันไม่เหมาะสมในสถานการณ์สงคราม ความอ่อนโยน และความโหดร้าย หนังทำให้ประวัติศาสตร์ “ร้องโหยหวน” สมชื่อ มากกว่าจะทำให้มันกลายเป็นบทเรียนที่ท่องจำได้
การเลือกมุมมองของเด็กยังทำให้คำว่า “สังหารหมู่” สั่นคลอนด้วย เพราะในความทรงจำแบบอเมริกัน เหตุการณ์โจมตีทหารที่ บาลังกีกา มักถูกเรียกว่าสังหารหมู่ ขณะที่ในความทรงจำฟิลิปปินส์ คำนี้ถูกย้อนกลับไปถามถึงการตอบโต้ที่กวาดล้างซามาร์ทั้งพื้นที่ Khavn ไม่แก้ข้อถกเถียงด้วยคำจำกัดความ เขาพาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกซึ่งเด็กคนหนึ่งไม่สนใจว่าเหตุการณ์ที่กำลังเผาบ้านเขาถูกเรียกอย่างไร เขาสนเพียงว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่
นี่ทำให้ Balangiga เป็นงานการเมืองโดยไม่ต้องเป็นคำปราศรัย มันไม่เปลี่ยนผู้ถูกกดขี่ให้กลายเป็นวีรบุรุษไร้ตำหนิ และไม่ทำให้ความโหดร้ายเป็นภาพประกอบของชาติ หนังรักษาความสกปรก ความวิปลาส และความเป็นมนุษย์ไว้พร้อมกัน ผลลัพธ์คือภาพยนตร์สงครามที่ปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของสงคราม และภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธความเรียบร้อยของประวัติศาสตร์
Balangiga คว้ารางวัลใหญ่หลายเวที ตั้งแต่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม ที่ QCinema, ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดนตรียอดเยี่ยม จาก Gawad Urian, รางวัลหลายสาขาจาก FAMAS ไปจนถึง Jury Prize ที่ Bangkok ASEAN Film Festival แต่คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ตรงจำนวนรางวัลเท่านั้น หากอยู่ที่การนำเหตุการณ์ซึ่งเคยถูกเล่าผ่านภาษาของจักรวรรดิกลับมาเล่าจากระดับพื้นดิน จากเด็ก จากคนแก่ จากสัตว์ และจากร่างกายที่ต้องหนี
RIZAL’S MAKAMISA สร้าง “ฟิล์มที่สูญหาย” ขึ้นมา เพื่อพูดถึงประเทศที่ประวัติศาสตร์ยังเขียนไม่เสร็จ
หาก Balangiga คือการขุดบาดแผลอาณานิคมอเมริกัน Rizal’s Makamisa: Phantasm of Revenge ก็ย้อนกลับไปอีกขั้น สู่ช่วงปลายอำนาจสเปนและรอยต่อที่ฟิลิปปินส์กำลังเคลื่อนจากจักรวรรดิหนึ่งไปสู่อีกจักรวรรดิหนึ่ง จุดตั้งต้นคือ Makamisa นวนิยายเล่มที่สามซึ่ง โฮเซ่ ริซาล เขียนไม่จบ ริซาล เป็นนักเขียน แพทย์ ปัญญาชน และบุคคลสำคัญของขบวนการชาตินิยม เขาถูกประหารโดยสเปนในปี 1896 และผลงานที่ยังค้างคานี้จึงกลายเป็นเหมือนประโยคที่ประวัติศาสตร์หยุดเขียนกลางทาง
Khavn สนใจ Makamisa มาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เดิมเขาเคยคิดถึงการดัดแปลงเป็นละครโอเปร่าแบบเมทัลร็อค ก่อนโครงการจะถูกพักไปหลายสิบปี เมื่อกลับมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เขาไม่ได้พยายาม “เติมตอนจบ” ให้ ริซาล อย่างสุภาพ แต่ทำในสิ่งที่เป็น Khavn อย่างที่สุด คือการเอาเศษต้นฉบับ เศษประวัติศาสตร์ ตัวละครจากโลกของ ริซาล จินตนาการส่วนตัว และบาดแผลร่วมสมัยมาชนกันจนเกิดเป็นภาพยนตร์ดิจิตอลที่ปลอมตนเป็นหนังเงียบ 35 มม. ที่ดูราวกับเป็นฟิล์มสูญหายจากยุค 1920 ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบ
ความปลอมนี้มีความจริงซ่อนอยู่ เพราะประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เงียบของฟิลิปปินส์สูญหายไปเป็นจำนวนมหาศาล Khavn เคยทำ Nitrate: To the Ghosts of the 75 Lost Philippine Silent Films (1912–1933) (2023) เพื่อไว้ทุกข์ให้หนังที่ไม่เหลืออยู่ เมื่อมาถึง Makamisa เขาเดินไปไกลกว่าเดิม หากจดหมายเหตุหายไปจนกู้คืนไม่ได้ ก็สร้างจดหมายเหตุ ปลอมขึ้นมาเสียเลย ไม่ใช่เพื่อหลอกว่ามันเป็นของจริง แต่เพื่อถามว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินว่าอะไรควรเหลืออยู่ในประวัติศาสตร์ และเมื่อหลักฐานถูกทำลาย ผู้สืบทอดมีสิทธิ์จินตนาการช่องว่างนั้นหรือไม่
หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 35 มม. หมดอายุ ล้างด้วยมือ ลงสี ขูด และทำร่องรอยบนเนื้อฟิล์ม จนทุกเฟรมดูเหมือนวัตถุที่ผ่านเวลาและอุบัติเหตุมาจริง ๆ ตัวละครก็เป็นสิ่งผสมพันธุ์ระหว่างประวัติศาสตร์กับนิยาย จอห์น แอลลอยด์ ครูซ รับบท ซีโมน ริซาล, Khavn เองแสดงเป็นบาทหลวง อะกาตัน ดามาโซ กับ ลิลิธ สแตนเจนเบิร์ก เป็น ซิซา แบรคเคน ชื่อเหล่านี้ปะติดปะต่อโลกของริซาล บุคคลจริง และตัวละครจากวรรณกรรมเข้าด้วยกัน จนเราไม่แน่ใจว่านี่คืออดีตที่ถูกสร้างใหม่ หรืออดีตกำลังฝันถึงอนาคต
เทศกาล FIDMarseille ซึ่งนำหนังเข้าประกวดรอบปฐมทัศน์โลกในปี 2024 อธิบายงานนี้ว่าเป็นทั้ง จุลสาร (pamphlet), มหากาพย์ทางประวัติศาสตร์ (historical saga) , นวนิยายที่เน้นความใกล้ชิดส่วนตัว (intimate novel) และเรื่องเล่าอุปมา (parable) ในเวลาเดียวกัน ภาพยนตร์เหมือนจิตรกรรมฝาผนังจากยุคแรกของภาพยนตร์โลกที่ถูกส่งผ่าน “ตัวกรองทางการเมืองอันกัดกร่อนและเดือดพล่าน” ของ Khavn และนี่อาจเป็นคำอธิบายที่ดีว่าเหตุใด Makamisa จึงไม่ควรถูกมองแค่เป็นหนังย้อนยุค มันคือการทำให้ยุคอาณานิคมกระแทกเข้ากับวิกฤตการเมืองของปัจจุบัน
ในบทสัมภาษณ์กับ FIDMarseille เมื่อถูกถามว่าทำไมต้อง Makamisa ในวันนี้ Khavn ตอบด้วยประโยคสั้นราวกับ intertitle ของหนัง “โลกคือความป่วยไข้ (The world is sick.)” และต่อด้วย “การล่าอาณานิคมคือเงามืดของมนุษยชาติ (Colonization is humanity’s shadow.)” เขายังพูดถึงการแก้ไขประวัติศาสตร์อย่างโหดร้ายที่กำลังเกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ และยืนยันว่าการมองอดีตจำเป็นเพื่อไม่ทำความผิดเดิมซ้ำ สิ่งนี้ทำให้ Makamisa ไม่ได้เป็นการกราบไหว้ ริซาล หากเป็นการรื้ออนุสาวรีย์ของ ริซาล ออกเป็นชิ้น ๆ เพื่อดูว่าเรายังสามารถใช้เขาถามคำถามกับประเทศวันนี้ได้หรือไม่
ประโยคหนึ่งของ Khavn งดงามและกวนในเวลาเดียวกัน: “All unfinished novels should be finished, not necessarily by the same author.” นวนิยายที่ไม่จบไม่จำเป็นต้องจบโดยคนเขียนคนเดิม สำหรับเขาประวัติศาสตร์ก็อาจทำงานแบบเดียวกัน ไม่มีคนรุ่นใดมีสิทธิ์ปิดเล่มแล้วประกาศว่าความหมายสุดท้ายถูกกำหนดเรียบร้อย ผู้สืบทอดสามารถกลับไปเขียน ขีดฆ่า เติมสี หรือแม้แต่ปลอมเอกสารเพื่อเปิดการสนทนาใหม่ ตราบใดที่เราไม่แกล้งทำว่าการปลอมนั้นคือความจริงที่เป็นกลาง
เพลงประกอบ Balangkika ประพันธ์และดนตรีโดย Khavn
หนังเงียบที่ไม่เงียบ เมื่อ Khavn กลับมาอยู่หน้าจอด้วยเปียโน
Makamisa ยังทำให้เห็นชัดที่สุดว่า สำหรับ Khavn ภาพยนตร์ไม่เคยจบอยู่ที่ไฟล์หรือม้วนฟิล์ม หนังเงียบเรื่องนี้มีดนตรีโดย David Toop, Khavn และ The Kontra-Kino Orchestra แต่ Khavn ยังนำมันไปฉายในรูปแบบ cine-concert โดยเล่นเปียโนสดประกอบภาพด้วยตนเองมาแล้วหลายครั้ง ผู้ชมบางรอบเขียนถึงประสบการณ์นี้ว่าดนตรีสดทำให้ภาพซึ่งรุนแรงและหนาแน่นอยู่แล้วถูกยกระดับไปเป็นสิ่งเกือบเหนือจริง เพราะเสียงที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่มีทางเหมือนเดิมทุกครั้ง
หนึ่งรอบของโปรแกรม WTD! ปี 2026 จะพา Makamisa ไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยการแสดงดนตรีสดร่วมกับการฉาย นี่ไม่ใช่กิมมิกแถมท้ายหนัง แต่แทบเป็นการพาภาพยนตร์กลับไปยังต้นกำเนิด ในยุคหนังเงียบ ภาพบนจอไม่เคย “เงียบ” จริง ๆ มันมีนักเปียโน วงดนตรี หรือคนสร้างเสียงอยู่ในห้อง Khavn จึงไม่ได้เพียงเลียนแบบฟิล์มเก่าด้วยเนื้อฟิล์มหมดอายุ เขารื้อฟื้นพิธีกรรมของการชมภาพยนตร์แบบเก่าขึ้นมาด้วย
และเมื่อผู้กำกับเป็นคนเล่นดนตรีเอง ความสัมพันธ์ก็ยิ่งประหลาด เขาไม่ได้ยืนหลังหนังในฐานะ auteur ผู้ควบคุมทุกอย่าง แต่กลับเข้าไปเสี่ยงกับหนังของตัวเองใหม่ทุกครั้ง เปียโนอาจเร่งภาพให้คลั่งขึ้น อาจทำให้ฉากตลกกลายเป็นเศร้า หรือทำให้ภาพประวัติศาสตร์ดูเหมือนฝันร้ายที่กำลังเกิดเดี๋ยวนั้น นี่คือ “total cinema (ภาพยนตร์ที่ใช้ความสามารถของสื่ออย่างเต็มที่)” ในความหมายที่ Khavn ใช้กับงานของเขา ภาพ เสียง เพอร์ฟอร์แมนซ์ เนื้อฟิล์ม ร่างกายผู้สร้าง และปฏิกิริยาของผู้ชมรวมกันเป็นเหตุการณ์เดียว
ทำไม Khavn จึงอยู่ในเทศกาลสารคดี
คำถามเดิมจึงย้อนกลับมา ถ้า Alipato เป็นเรื่องแต่งพังก์ ถ้า Balangiga เป็นภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่ใช้จินตนาการเหนือจริง และ Makamisa เป็นฟิล์มเงียบปลอมที่สร้างจดหมายเหตุสมมติ เหตุใดสามเรื่องนี้จึงเหมาะจะอยู่ในเทศกาลสารคดี คำตอบอาจอยู่ที่ว่า “สารคดี” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้ากล้องเสมอไป สิ่งที่สารคดีพยายามต่อรองคือความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับโลกจริง ระหว่างหลักฐานกับความทรงจำ ระหว่างคนที่มีอำนาจเล่ากับคนที่ถูกเล่า
สามเรื่องของ Khavn ทำงานกับความจริงชนิดนั้นโดยตรง Alipato เอาความจริงเรื่องความเหลื่อมล้ำและความรุนแรงในเมืองไปยืดจนเป็นนิยายอนาคต Balangiga เอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริงมาผ่านสายตาเด็กและภาษาหลอนเพื่อขัดขืนการเล่าแบบผู้ชนะ ส่วน Makamisa ยอมรับตั้งแต่ต้นว่ามัน “ปลอม” จดหมายเหตุขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า “ความว่างเปล่า(หรือถูกทำให้หายไป)”ใน หอจดหมายเหตุ เองก็เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ Khavn เหมาะกับ WTD! ในฐานะกรรมการด้วย เพราะคนที่สร้างงานอยู่ตรงรอยต่อของแนวหนัง (Genre) มาตลอดย่อมมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อภาพยนตร์ไม่ยอมเชื่อฟังหมวดหมู่ เขาอาจไม่ได้ถามเพียงว่าหนังเรื่องหนึ่ง “เป็นสารคดีหรือไม่” แต่ถามว่ามันทำอะไรกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า มันทำให้ผู้ชมเห็นประวัติศาสตร์อีกแบบหรือไม่ มันทำให้คนที่เคยอยู่ริมขอบภาพกลับเข้ามามีเสียงได้หรือไม่ และมันกล้าเสี่ยงกับภาษาของตัวเองพอหรือยัง
สามเรื่อง สามเวลา หนึ่งประเทศที่ยังร้องโหยหวน
ถ้าเรียงตามปีในโลกของเรื่อง Makamisa อยู่ปลายศตวรรษที่ 19, Balangiga อยู่ในปี 1901, Alipato เริ่มในปี 2025 และกระโดดไป 2053 เส้นเวลานี้กินระยะมากกว่าศตวรรษครึ่ง แต่สิ่งที่เชื่อมมันเข้าด้วยกันคือการเคลื่อนผ่านของอำนาจ รัฐ ศาสนา ความยากจน และความรุนแรง อาณานิคมเปลี่ยนชื่อ ผู้ปกครองเปลี่ยนหน้า เมืองเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่คนที่อยู่ล่างสุดยังเป็นผู้แบกรับแรงกระแทกก่อนเสมอ
Makamisa พาเราไปยังประเทศที่ยังไม่รู้ว่าความเป็นชาติจะจบลงตรงไหน Balangiga พาเราไปยังช่วงที่คำว่า “อิสรภาพ” ถูกแทนที่ด้วยผู้ยึดครองรายใหม่ และ Alipato พาเราไปยังอนาคตที่ประเทศอาจไม่ต้องมีเจ้าอาณานิคมจากภายนอกอีกแล้ว เพราะความรุนแรงได้ฝังตัวอยู่ในโครงสร้างภายในจนผลิตตัวเองได้ หนังสามเรื่องจึงไม่ใช่ trilogy ตามเนื้อเรื่อง แต่เมื่อฉายร่วมกันกลับกลายเป็น trilogy ทางประวัติศาสตร์โดยไม่ตั้งใจ
Khavn อาจเป็นผู้กำกับที่ทำหนังมากเสียจนไม่มีใครสามารถมองเห็นผลงานทั้งหมดของเขาในคราวเดียว แต่สามเรื่องนี้เพียงพอจะทำให้เห็นแรงขับสำคัญอย่างหนึ่ง เขาไม่เชื่อว่าความทรงจำควรอยู่เฉย ๆ ไม่เชื่อว่าวีรบุรุษควรถูกทำให้ปลอดภัย ไม่เชื่อว่าความยากจนต้องถูกถ่ายอย่างสงบเพื่อให้ดู “มีศักดิ์ศรี” และไม่เชื่อว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนไปแล้วจะห้ามคนรุ่นหลังกลับไปขีดเขียนอีก
บางครั้งวิธีของเขาชวนรำคาญ บางครั้งหยาบคาย บางครั้งล้นเกิน และบางครั้งตั้งใจทำลายรสนิยมที่ผู้ชมใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง แต่ความล้นเกินนั้นเองอาจเป็นเหตุผลที่หนังของเขายังไม่ถูกทำให้เชื่องง่าย ๆ ในโลกที่การเมืองมักพยายามจัดอดีตให้เป็นประโยคสั้นและสะอาด Khavn เลือกตอบด้วยภาพที่สกปรก เสียงที่ดัง และประวัติศาสตร์ที่ไม่ยอมอยู่ในกรอบ
ดังนั้น หากมีคำหนึ่งที่เชื่อม Alipato, Balangiga และ Rizal’s Makamisa เข้าด้วยกัน อาจไม่ใช่ “พังก์” ไม่ใช่ “ทดลอง” และไม่ใช่แม้แต่ “การเมือง” แต่คือคำว่า unfinished (ยังไม่เสร็จ) อนาคตใน Alipato ยังไม่จบ บาดแผลของ Balangiga ยังไม่จบ นวนิยายของ Rizal ไม่จบ ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยหนังที่สูญหาย และประวัติศาสตร์ชาติยังถูกเขียนใหม่ทุกครั้งที่อำนาจเปลี่ยนมือ
Khavn จึงไม่ได้มอบบทสรุป เขาทำสิ่งตรงกันข้าม เปิดบาดแผล เปิดฟิล์ม เปิดเสียง และปล่อยให้สิ่งที่ยังไม่เสร็จกลับมารบกวนเราอีกครั้ง เมื่อจอของเขาดับลง ประวัติศาสตร์ไม่ได้เงียบตามจอ มันยังคงร้องโหยหวนอยู่ในห้อง และในหนึ่งรอบของ Makamisa ที่ WTD! ปี 2026 เสียงนั้นจะมีเปียโนเล่นสดโดยตัวของ Khavn อยู่ข้าง ๆ ด้วย
รอบฉายหนัง Khavn
- Alipato: The Very Brief Life of an Ember
4 กันยายน เซ็นจูรี่ สุขุมวิท 17:45
13 กันยายน Doc Club & Friends 16:55
- Balangiga: Howling Wilderness
7 กันยายน เซ็นจูรี่ สุขุมวิท 14:10
11 กันยายน Doc Club & Friends 16:50
- Rizal’s Makamisa: Phantasm of Revenge
5 กันยายน เซ็นจูรี่ สุขุมวิท 17:45 (รอบแสดงดนตรีสดโดย Khavn) และสนทนาหลังการฉาย
13 กันยายน Doc Club & Friends 13:55
ดูฟรีทุกเรื่อง ทุกรอบมีคำบรรยายไทย ติดตามรายละเอียดได้ทางhttps://wtd.in.th/ และ https://www.facebook.com/whatthedocthailand



