โอดะ คาโอริ ศิษย์เอก เบลา ทารร์ และคนโปรดของ ซาคาโมโต ริวอิจิ

1721955

โอดะ คาโอริ เคยเข้าร่วม Film.Factory อันเป็นโครงการพัฒนาผู้กำกับรุ่นใหม่ในระดับนานาชาติ ที่มีความเป็นอิสระจากกรอบระบบการศึกษาโดยทั่วไป ซึ่งก่อตั้งโดยผู้กำกับชาวฮังกาเรียนผู้โด่งดัง เบลา ทารร์ และเปิดสอนในเมืองซาราเยโว ประเทศบอสเนีย ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา (หลังจากทารร์วางมือจากงานกำกับไปเมื่อปี 2011)

และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจดจำเกี่ยวกับ โอดะ คือการได้รับรางวัล โอชิมะ นางิสะ ไพรซ์ ครั้งแรก ในปี 2020 แม้ว่าเธอจะไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก คือ ต้องเป็นผู้กำกับที่เคยมีผลงานเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างน้อย 3 เรื่อง และต้องมีผลงานกำกับในช่วงหนึ่งปีก่อนการประกาศผล แต่ถึงเธอจะขาดคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้ เธอกลับได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่งจากประธานคณะกรรมการตัดสินในปีนั้น ซึ่งก็คือสุดยอดนักดนตรีชื่อก้อง ซาคาโมโตะ ริวอิจิ (ผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 2023)

ความตื่นเต้นที่อยากจะรื้อคอลัมน์สารคดีนี้กลับมาอีกครั้ง เพราะเนื่องจากในกรุงเทพกำลังจะมีเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติ What The Doc! ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22-31 สิงหาคมนี้ https://wtd.in.th/th/ และ โอดะ คาโอริ เธอจะมาร่วมงานนี้ด้วยตนเอง!

ในบรรดาหนังสารคดีอันหลากหลายรูปแบบในปีนี้ที่จัดขึ้นเป็นปีแรก ถูกคัดสรรมาอย่างดีกว่า 70 เรื่อง ในนั้นมีผลงานของ โอดะ คาโอริ รวมอยู่ด้วยถึง 3 เรื่อง คือ Under Ground (2024) ที่ถูกคัดเลือกเข้าสายประกวดที่มีจำนวนเพียงแค่ 12 เรื่องจากการเฟ้นหาหนังที่มีผู้ส่งเข้ามาจากทั่วโลกมากถึง 1,599 เรื่อง 74 ประเทศ และอีก 2 เรื่องอยู่ในโปรแกรมพิเศษของ มากิโกะ วาคาอิ หนึ่งในผู้คัดหนังจากเทศกาลหนังสารคดีที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย เทศกาลหนังสารคดีนานาชาติยามากาตะ (YIDFF) ประเทศญี่ปุ่น  อีกทั้ง วาคาอิ ยังเป็นผู้คัดสรรหนังเอเชียในเทศกาลหนังสารคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เทศกาลหนังสารคดีนานาชาติอัมสเตอร์ดัม (IDFA) ประเทศเนเธอร์แลนด์ด้วย ซึ่งหนังอีกสองเรื่องของโอดะ ในโปรแกรมนี้ก็คือ Gama (2523) กับ Cenote (2019)

เราขอเล่าต่อว่า โครงการ Film.Factory นั้นเป็นโครงการระยะสั้นตั้งแต่ปี 2013 – 2017 เท่านั้น เป็นโรงเรียนยูโทเปียที่สอนในระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งนักเรียนทั้งหมดจะถูกคัดเลือกโดย เบลา ทารร์ เอง แต่ละรุ่นมีไม่ถึง 20 คน แต่ที่เจ๋งสุด ๆ คือบรรดาอาจารย์รับเชิญในโครงการนี้ล้วนเป็นคนเด็ด ๆ อาทิ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, กัส แวน แซงต์, ทิลดา สวินตัน, จิม จามุช, อะตอม เอโกยาน, อากิ เคาริสมากิ ฯลฯ

ส่วนรางวัล โอชิมะ นางิสะ ไพรซ์ เป็นรางวัลสำคัญที่มอบให้โดยเทศกาลหนัง PIA (PFF) อันเป็นเทศกาลหนังญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นสนับสนุนผู้กำกับญี่ปุ่นหน้าใหม่เพื่อผลักดันสู่เวทีโลก รางวัลนี้กล่าวว่า “เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของโอชิมะ นางิสะ” ผู้กำกับที่กล้าท้าทายและทดลองผลักดันขอบเขตใหม่ ๆ ให้กับภาพยนตร์ญี่ปุ่น โดยผู้ที่จะได้รับรางวัลนี้ต้องมีคุณสมบัติประกอบด้วย 1 กล้าทลายกรอบขนบ, 2 มีศักยภาพในระดับเวทีนานาชาติ โดยในปีแรกนอกจากจะมีซาคาโมโต เป็นประธานแล้วยังมีกรรมการร่วมอีก 2 คนคือ ผู้กำกับ คุโรซาวะ คิโยชิ และผู้อำนวยการ PFF อารากิ เคโกะ ซึ่งผลงานที่ทำให้ปีนั้น โอดะ ได้รับรางวัลก็คือ Cenote

โดย ซาคาโมโต ได้กล่าวยกย่องว่า “โอชิมะ นางิสะ เป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากประเทศ อำนาจ ประวัติศาสตร์ หรือพรมแดนประเทศชาติมาโดยตลอด เขายังยืนหยัดต่อต้านสามัญสำนึก เขาเป็นทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และนักปรัชญา เมื่อพิจารณาว่าใครสมควรได้รับรางวัลที่ตั้งชื่อตามผู้กำกับผู้ชาญฉลาดเช่นนี้ ผู้สร้างภาพยนตร์คนเดียวที่ฉันนึกถึงได้ในญี่ปุ่นยุคปัจจุบันคือ คุณโอดะ คาโอริ ผลงานล่าสุดของเธอเรื่อง Cenote ถ่ายทำในหลุมยุบตามธรรมชาติในเม็กซิโก ซึ่งชาวมายันถือว่าศักดิ์สิทธิ์ อย่างที่คุณอาจทราบ ชาวมายันถูกกวาดล้างไปเกือบหมดเมื่อประมาณ 500 ปีก่อน เมื่อชาวยุโรปรุกรานดินแดนของพวกเขา แม้ว่าลูกหลานของพวกเขาบางส่วนจะยังคงมีชีวิตอยู่และดำรงชีวิตอย่างยากไร้”

“Cenote ไม่ได้ถ่ายทอดภูมิหลังนี้โดยตรง แต่ความทุกข์ระทม 500 ปีของชาวมายันนั้นซึมซาบผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมประทับใจที่สิ่งนี้สอดคล้องกับปรัชญาของคุณโอชิมะ แม้ว่าจิตวิญญาณของรางวัลโอชิมะจะมอบรางวัลให้กับผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวสู่เวทีโลก แต่คุณโอดะก็ได้กางปีกของเธอออกไปแล้ว…ทั่วโลก และไม่ได้ดิ้นรนอยู่ภายใต้ขอบเขตของญี่ปุ่น ภาพยนตร์เรื่องก่อนหน้านี้ของเธอที่ชื่อ ARAGANE ก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอที่ชื่อ Cenote ดีกว่าหลายเท่า ผมจึงหวังว่าหลายคนจะได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้”

โอดะ คาโอริ เกิดเมื่อปี 1987 ณ เมืองโอซาก้า เธอไม่เคยมีความฝันจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ เพราะวัยเด็กเธอผูกพันกับการเล่นบาสเกตบอล ทว่าการฝึกซ้อมอย่างหนักทำให้เธอได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถเล่นต่อได้ อันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอตัดสินใจหันไปเรียนภาพยนตร์ในสหรัฐ ผลงานเรื่องแรกของเธอเป็นโปรเจกต์จบจากมหาวิทยาลัย ฮอลลินส์ เวอร์จิเนีย เรื่อง “Noise ga iu ni wa”(Thus a Noise Speaks) คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองนาราเมื่อปี 2011 ก่อนจะได้รับคัดเลือกเข้าโปรแกรมFilm.Factory ในรุ่นแรกที่รับเพียง 16 คน และสำเร็จการศึกษาในปี 2016 ผลงาน Aragane (2015) คว้ารางวัลพิเศษจากเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติ ยามากาตะ อีกทั้งนอกจาก Cenote จะคว้าโอชิมะ นางิสะ ไพรซ์มาได้แล้ว ในปีถัดมาหนังเรื่องเดียวกันนี้ยังคว้ารางวัล Art Encouragement Prize for New Artists จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาได้อีกด้วย

นอกจากนี้ Gama ยังได้รับคัดเลือกฉายในเทศกาลสำคัญ ๆ มากมาย อาทิ เทศกาลหนังสารคดีไต้หวัน (TIDF) เทศกาลหนังสารคดีนานาชาติอัมสเตอร์ดัม (IDFA) เทศกาล Cinéma du Réel  ฝรั่งเศส เทศกาล DMZ Docs เกาหลีใต้ ฯลฯ รวมถึง Underground ยังเปิดตัวในเทศกาลหนังเบอร์ลิน เยอรมัน, อินดีลิสบอน โปรตุเกส, เทศกาลหนังโตเกียว ฯลฯ

ในโลกภาพยนตร์ร่วมสมัย มีผู้กำกับไม่กี่คนที่สามารถใช้ “เสียง” และ “ภาพ” ในฐานะภาษาหลักของการเล่าเรื่องได้อย่างทรงพลังและแตกต่าง โอดะ คาโอริ คือหนึ่งในนั้น ผลงานของเธอไม่ใช่เพียงการบันทึกเหตุการณ์หรือเล่าเรื่องตามขนบ แต่เป็นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่ เวลา ความทรงจำ และความรู้สึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เธอผสมผสานความละเอียดอ่อนของการสังเกต การใช้เสียงที่เป็นตัวละคร และการถ่ายภาพที่มีจังหวะเฉพาะตัว เพื่อสร้างประสบการณ์ทางการรับรู้ที่แตกต่างออกไป



Cenote / Ts’onot (2019): น้ำ–ถ้ำ–เสียง และความทรงจำมายาที่เลื่อนไหล

สารคดีทดลองเรื่องนี้ถ่ายทำ ณ คาบสมุทรยูกาตัน  ว่าด้วย เซโนโต (บ่อ-โพรงน้ำจืดธรรมชาติ) ซึ่งสัมพันธ์กับพิธีกรรมและตำนานมายาโบราณ โลกนี้กับโลกหน้าเชื่อมผ่านถึงกันผ่านปากบ่อ โอดะสร้าง “ร่างภาษา” ของหนังจากฟิล์มซูเปอร์8 ผนวกกับภาพใต้น้ำจากสมาร์ทโฟน เพื่อให้ได้เม็ดฟิล์ม ความพร่าและการแตกแสงใต้น้ำ แล้ว “ฝัง” ผู้ชมให้จมลึกในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปจากที่เห็นจากภายนอก เธอทำหน้าที่ทั้งกำกับ ตัดต่อ และออกแบบเสียงที่โดดเด่นด้วยการสร้างซาวนด์สเคปใต้น้ำที่คล้ายเสียงของพรายน้ำกระซิบ เธอเล่าว่า “ฉันใช้เสียงของเด็กสาวพูดในภาษามายัน โดยบทพูดนั้นฉันเขียนจากแรงบันดาลใจเกี่ยวกับ ตำนานมายาและบทสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชน และฉันพยายามไม่ให้ถ้อยคำครอบงำประสบการณ์ของผู้ชมภาพและเสียงธรรมชาติเหล่านี้”

Cenote วิพากษ์และสำรวจการอยู่ร่วมกันของชีวิตกับความตาย ผ่านประเพณีมายา พิธีกรรม บทกวี และความเชื่อที่ว่า ซีโนเต้ คือ ประตูผ่าน ที่เราจะได้ยินเสียงกระซิบและมองเห็นเม็ดสีของภาพเป็นเสมือนเส้นแบ่งโลก มากกว่าจะเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ สายน้ำเลื่อนไหลใต้ดินกลายเป็นภาพแทนความทรงจำร่วมที่ไหลเชื่อมผู้คนในอดีตสู่ปัจจุบัน

ความโดดเด่นของเรื่องนี้คือ จังหวะ-สัมผัส ไม่ใช่พล็อต ภาพถ่ายประหลาด ๆ แต่งดงาม ตรึงใจและหลอกหลอน การกระชับ-ทอดยาวของบางช็อต ชวนดื่มด่ำและเหม่อลอย เป็นสารคดี-ประสาทสัมผัส (sensory documentary) ที่เปิดช่องให้ผู้ชมร่วมกันประกอบสร้างความหมายมากกว่าจะยัดเยียดข้อมูล


Gama (2023): ถ้ำ โอกินาวะ และเสียงเล่าประวัติศาสตร์ที่ยังค้างก้อง

หนังถ่ายทำแทบทั้งเรื่องภายในถ้ำธรรมชาติของโอกินาวะ ที่ชาวบ้านเคยใช้เป็นที่หลบภัยในช่วงยุทธการโอกินาวะเมื่อปี 1945 และผู้คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “กาหม่ะ” ดำเนินเรื่องผ่าน มิตสึโอะ มัตสึนางะ นักเล่าเรื่องและไกด์ท้องถิ่น ที่จะพาผู้ชม “เดิน” เข้าไปในถ้ำและความทรงจำพร้อมกับร่างนิ่ง-เคลื่อนของ นาโอะ โวชิไง (หญิงชุดสีน้ำเงิน) ในฐานะผู้คอยสถิตอยู่ระหว่างปัจจุบันกับอดีต

หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Underground ที่โอดะต่อยอดมาจากผลงานวิดีโอจัดวางที่เธอทำขึ้นแสดงในซัปโปโรเมื่อปี 2022 มุ่งสำรวจพื้นที่ใต้ดินทั้งนัยตรงและเชิงเปรียบเทียบ โดยมีเป้าหมายเพื่อ “เก็บเสียงและรอยทาง” ของชีวิตผู้คนผ่านกาลเวลาและธรณีวิทยา

ครั้งนี้โอดะไม่ได้ถือกล้องเอง แต่มีผู้กำกับภาพหญิง โยชิโกะ ทาคาโนะ การตัดสินใจนี้ทำให้เธอถอยออกมาจากผู้บันทึกภาพตรงหน้า กลายเป็นผู้จัดวางการแสดง และรับฟังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้มากขึ้น แสงสว่างเฉือนความมืดภายในโพรงถ้ำ สลับการดิ่งสู่จอดำเงียบงันและไวยากรณ์ภาพ-เสียงอันเป็นลายเซ็นของโอดะ

เสียงต่าง ๆ มีบทบาทอย่างยิ่ง น้ำเสียงท่องเล่าราวจังหวะเพลงกล่อม เหมือนบทสวด ท่องจำ, เสียงเครื่องบินทหารสหรัฐ ที่พาดผ่านชายหาดฉีกความเนิบสงบให้หวนรับรู้ถึงปัจจุบันที่ค้ำคออดีตเอาไว้ได้อย่างฉับพลัน

แกนหลักของเรื่องคือการ ขุดคุ้ยความทรงจำรวมหมู่ของโอกินาวา ทั้งบาดแผลสงครามและความสั่นคลอนของอธิปไตย ด้วยการพาผู้ชมไปสัมผัสซากหินเศษกระดูกและพื้นผิวถ้ำในฐานะองคาพยพแห่งประวัติศาสตร์

การซ้อนทับของกาลเวลาผ่านถ้ำที่ก่อตัวกันนับพันปี ประวัติศาสตร์สงคราม การครอบครอง และเวลาส่วนบุคคลของผู้เล่ากับผู้ฟัง การปรากฎตัวของหญิงชุดน้ำเงิน ในบท “เงา” ทำให้ตัวตนไร้นามได้ปรากฎรูปทรงขึ้นบนจอ สิ่งนี้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญในผลงานชิ้นต่อไปของเธอ Underground

Underground (2024) พื้นที่–การเมืองของความทรงจำ: โอกินาวะในฐานะ “แผลที่ยังไม่หายสนิท”

หนังเรื่องนี้เป็นเสมือนบทสรุปผลงานสำรวจใต้พิภพของโอดะ เงา ตัวละครกึ่งนามธรรม (แสดงโดย โยชิงะอิ นาโอะ) ที่เงี่ยฟังสถานที่และลูบคลำผนังหิน แตะซากปะการัง ได้ยินเรื่องเล่าปากเปล่าผ่านไกด์สันติภาพ เพื่อให้ความทรงจำร่วมผุดพรายขึ้นจากชั้นดินและกาลเวลาที่ถูกทับถมกัน หนังจงใจซ้อนอดีต ปัจจุบัน และประสาทสัมผัสระหว่างภาพและเสียง เล่าประวัติศาสตร์ผ่านโสต-สรีระ ที่พร่างพรูพอ ๆ กับภาษา เรื่องสะเทือนขวัญถูกวางไว้ในชั้นภาพและเสียงทีล่องลอย

เงาที่แปรเปลี่ยนเป็นตัวกลางพาเราไปสัมผัสร่องรอยทางต่าง ๆ ด้วยน้ำเสียงกระชับและมีช่องว่างให้ผู้ชมเติมความหมาย ซ้อนทับและคั่นด้วยพิธีกรรมและกิจวัตร โอดะให้สัมภาษณ์ว่าเธอจงใจใส่ฉากเหนือพื้นดิน เช่น ทำซุปมิโสะ, ทำโยคะ เพื่อเชื่อมการรับรู้และแสดงให้เห็นว่าความทรงจำใต้ดินเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน และไม่ใช่ของห่างไกลที่ตั้งเอาไว้แค่ในพิพิธภัณฑ์ 

ผลลัพธ์ของมันคือไวยากรณ์ภาพยนตร์ที่วางสภาวะเอาไว้เหนือพล็อตเรื่อง เชิญชวนผู้ชมเข้าไปในเงามืด แสงสะท้อน เงา และเสียง มากกว่าจะดึงผู้ชมเข้าไปด้วยเหตุการณ์ หนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกที่โอดะถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. ไปสู่การมีทีมงานที่ใหญ่ขึ้น 

การพาเงาไปสู่กาหม่ะคือการขุดคุ้ยการเมืองของพื้นที่ โอกินาวะในฐานะพื้นที่ที่ยังถูกครอบด้วยฐานทัพสหรัฐ และความทรงจำสงครามที่ยังคงถกเถียง แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ใช่หนังการเมือง หรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่โอดะย้ำชัดว่า “ชีวิตคือการเมือง” 

การเก็บเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คงอยู่จึงเป็นทาทีทางจริยศาสตร์ที่หนังต้องการจะยืนยันสิ่งนี้ โอดะตั้งคำถามทั้งเรื่องสิ่่งที่แตะต้องได้ (หิน ปะการัง ผนังถ้ำ กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (ความทรงจำร่วม วิญญาณ เสียงเบาที่ถูกกลบ) ใช้ความเงียบเก็บเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่รอดพ้นจากการถูกทำให้เงียบ เสมือนการคืนศักดิ์ศรีให้กับผู้ล่วงลับและชี้ให้เห็นผู้ถูกทำให้ไร้ปากเสียง

หนังเหล่านี้เป็นหนังที่ไม่สามารถหาดูได้ผ่านแพล็ตฟอร์ม VOD ทั่วไป เพราะมันเป็นหนังที่ถูกสร้างมาเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง อีกทั้งยังเป็นสารคดีที่ไม่เดินตามขนบหนังสารคดีทั่วไป รวมถึงผู้กำกับจะมาด้วยตนเอง ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ได้มีบ่อย ไม่อยากให้พลาดจริง ๆ

รวมถึงนอกจากผลงานของ โอดะ คาโอริ ทั้ง 3 เรื่องที่เรากล่าวมาแล้ว ยังมีหนังสารคดีหลากหลายแนวที่เล่าด้วยกลวิธีที่แตกต่างกันออกไป เชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราคนไทยทั้งในแง่คนดูและคนทำหนังที่จะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ จากหนังที่ได้รับการการันตีจากเวทีเทศกาลภาพยนตร์ใหญ่ ๆ ทั่วโลก What the Doc! 22-31สิงหาคมนี้ เท่านั้น

หมายเหตุ : เทศกาล What the Doc! เปิดจำหน่ายตั๋วแล้วทางเว็บไซต์ https://wtd.in.th/th/ และสามารถซื้อตั๋วได้หน้าโรง จัดฉาย 2 ที่ เฮาส์ สามย่าน และ เซ็นจูรี่ สุขุมวิท (ติด BTS อ่อนนุช) ทุกเรื่องมีคำบรรยายภาษาไทย