เรื่องภูมิอากาศ (Climate): นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านนี้จริงๆ เขาถกเถียงกันเรื่องอะไร

อาทิตย์ กริชพิพรรธ

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก อาทิตย์ กริชพิพรรธ https://www.facebook.com/artit.krichphiphat

วันนี้ อยากจะแชร์เรื่องข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์เรื่องภูมิอากาศ (Climate) ว่านักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านนี้จริงๆ เขาถกเถียงเรื่องอะไรกัน

เอาสั้นๆ เขาเลิกเถียงกันแล้วว่าโลกร้อนขึ้นจริงมั้ย แต่ที่ยังถกกันอยู่คือ จะ “ร้อนขี้นแค่ไหน” และจะ “พังตอนไหน” เท่านั้น

เรื่องที่ 1: Climate Sensitivity – CO2 เพิ่มขึ้น โลกร้อนขึ้นเท่าไหร่กันแน่

ตัวเลขนี้เรียกว่า ECS (Equilibrium Climate Sensitivity) คืออุณหภูมิที่โลกจะร้อนขึ้น ถ้า CO2 เพิ่มเป็น 2 เท่าจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ซึ่งมี 3 ค่ายที่ใช้ข้อมูลสังเกตการณ์จริงมาคำนวณแล้วได้คำตอบต่างกัน

  • ฝั่ง “ไม่ร้อนมากนัก” – Nicola Scafetta นักฟิสิกส์จาก Duke เสนอว่า ECS อยู่แค่ 1-2°C เท่านั้น โดยเสนอว่า ที่โลกร้อนขึ้นส่วนใหญ่ มาจากสภาพที่เปลี่ยนแปลงทางดาราศาสตร์ ทั้งดวงอาทิตย์และวัฏจักรของดาวเคราะห์ต่างๆ แต่ทฤษฎีนี้ ค่อนข้างมีเสียงวิจารณ์ว่าใช้ข้อมูลชุดที่ไม่น่าเชื่อถือมาหาข้อสรุป (โดยเฉพาะข้อมูลความสว่างดวงอาทิตย์ หรือ ACRIM ที่นักฟิสิกส์สุริยะส่วนใหญ่มองว่าด้อยกว่าชุดข้อมูล PMOD ที่แม่นยำกว่า) และกลไกที่เสนอ (แรงโน้มถ่วงจากดาวพฤหัส-ดาวเสาร์) ไม่มีฟิสิกส์รองรับที่สมเหตุสมผลถึงระดับพลังงานที่ต้องใช้ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่า ผิดแน่ๆ
  • ฝั่งกระแสหลัก – IPCC ให้ค่าช่วง “likely” ที่ 2.5-4°C ซึ่งจริงๆ ตัวเลขนี้ถูกปรับแก้วิธีการคิดมาแล้ว โดยไม่ได้พึ่งพาโมเดลเป็นหลัก แต่ใช้ข้อมูลสังเกตการณ์มาบีบกรอบตัวเลขแทน
  • ฝั่ง “ร้อนกว่าที่คุณคิด” – James Hansen อดีตหัวหน้า NASA GISS (คนที่ให้การต่อสภาคองเกรสเรื่องโลกร้อนตั้งแต่ปี 1988) ตีพิมพ์งานปี 2023 เสนอว่า ECS ที่ถูกต้องนั้น สูงถึง 4.8±1.2°C โดยคำนวณจากข้อมูล paleoclimate ยุคน้ำแข็ง-ยุคอบอุ่นสลับกัน

เขาให้เหตุผลว่า ฝุ่นละออง (aerosol) ที่ปล่อยออกมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่สะอาดในอดีต ช่วยบดบังความร้อนจริงที่เกิดขึ้นบนโลกไว้เป็นจำนวนมหาศาล (เพราะช่วยสะท้อนแสงออกไปโดยตรง และช่วยทำให้เมฆก่อตัวง่ายขึ้น แล้วเมฆก็ช่วยสะท้อนแสงออกไปอีกที) ทำให้โมเดลของ IPCC คำนวนตัวเลข ECS ได้ต่ำกว่าความเป็นจริงทางฟิสิกส์ของภูมิอากาศโลก

ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา พอมลพิษลดลงจากนโยบายอากาศสะอาด (หลักๆคือโรงไฟฟ้าถ่านหินในจีนที่ติดตัวดักจับมลพิษฝุ่นและกัมมะถันที่ปล่อง และการปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันเตาที่ในเรือเดินสมุทรทั่วโลก) ความร้อนที่บดบังไว้จึงเริ่มโผล่ออกมาให้เห็น ทำให้โลกร้อนขึ้นมากกว่าที่ IPCC ทำนาย โดยที่นักวิทยาศาตร์กระแสหลักก็ยังหาเหตุผลอื่นมาอธิบายปรากฏการนี้ไม่ได้ชัด

ความเห็นของ Hansen นี้ไม่ใช่ความเห็นชายขอบ แต่เป็นข้อเสนอจริงจังจากนักวิทยาศาสตร์ระดับซีเนียร์ที่มีเหตุผลทางฟิสิกส์รองรับ

จุดที่น่าสนใจคือ ทั้งสามฝั่งใช้ข้อมูลสังเกตการณ์จริง แต่ตีความตัวแปรที่วัดตรงไม่ได้ (ผลกระทบจาก aerosol) ไว้แตกต่างกัน

เรื่องที่ 2: Tipping Points – ระบบโลกจะพังแบบย้อนกลับไม่ได้ตอนไหน

กลไกฟิสิกส์แต่ละอย่าง เช่น

– น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากจนทำให้สะท้อนแสงกลับไปได้น้อย จึงยิ่งทำให้ทะเลร้อนขึ้นจนน้ำแข็งละลายมากขึ้นไปอีก

– ป่าอะเมซอนตายจนปล่อยคาร์บอนแทนที่จะดูดซับ

– กระแสน้ำอุ่นในทะเลแอตแลนติค อ่อนกำลังลง จากน้ำจืดจำนวนมากที่ละลายลงมาจากเกาะกรีนแลนด์

– permafrost ในไซบีเรียและแคนาดา ละลายจนปล่อยก๊าซมีเทนจำนวนมากออกมา

ต่างล้วนมีหลักการรองรับชัดเจน ไม่มีใครในวงการเถียง แต่สิ่งที่ยังไม่รู้แน่ชัดคือ “จุดเปลี่ยน” อยู่ตรงไหนกันแน่ ตัวอย่างช่วงที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินไว้เช่น:

  • ปะการังฟอกขาว – ผ่านจุดเปลี่ยนไปแล้วที่ราว 1.2°C (ตอนนี้โลกร้อนกว่านั้นแล้ว) แม้จะหยุดโลกร้อนที่ 1.5°C ปะการังก็ยังฟอกขาวและจะตายต่อไป
  • ป่าอะเมซอน – เสี่ยงเปลี่ยนจากสภาพป่ากลายเป็นทุ่งหญ้าสะวันนาที่ช่วง 1.5-2°C
  • การพังทะลายของน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ ที่อาจทำให้ระดับน้ำทะเลทั้งโลกสูงขึ้นได้เป็นเมตร – ช่วงกว้างมาก ตั้งแต่ 0.8°C ถึง 3.2°C ขึ้นอยู่กับโมเดลที่ใช้
  • กระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแอตแลนติก หรือ AMOC – งานวิจัยปี 2024-2025 ให้ความน่าจะเป็นที่ กระแสน้ำอุ่นนี้จะล่มและหยุดลงก่อนปี 2050 ไว้ที่ราว 59% จากทีมหนึ่ง ขณะที่อีกทีมประเมินว่าจะยังไม่ล่มจนหลังปี 2100 – สองทีมงานจริงจังทั้งคู่ แต่ได้คำตอบต่างกันมาก (ซึ่งถ้าหากล่มจริง จะส่งผลกระทบของภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนและฤดูกาลทั่วโลก)
  • น้ำแข็งบางส่วนของแอนตาร์กติกา – อาจต้องร้อนถึง 5-10°C ถึงจะเป็นปัญหา น่าจะยังไม่ใช่ความเสี่ยงเร่งด่วนในกรอบเวลานี้

สิ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันจริงๆคือการล้มลงเป็นลูกโซ่ คือถ้ามีจุดหนึ่งพังลง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะลากให้จุดอื่นพังตามลงไปด้วยเป็นโดมิโนหรือเปล่า อันนี้ยังไม่มีโมเดลที่ตอบได้แม่นยำ เพราะความแน่นอนของตัวแปรต่างๆยังมีน้อย

ดังนั้น ในการประเมินของกระแสหลัก ทาง IPCC จึงยังไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบเป็นลูกโซ่ในลักษณะนี้

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงอันนี้ ไม่มีหรือไม่น่ากลัว

มุมมองการจัดการความเสี่ยง

ถ้าคิดแบบเกมรัสเซียนรูเล็ต – มีลูกกระสุนหนึ่งนัดในหกช่อง ถ้าเรายิ่งยิงตัวเองไปเรื่อยๆ แม้เราจะโชคดียังรอดอยู่ โอกาสที่นัดถัดไปจะมีกระสุนก็จะยิ่งสูงขึ้น (เพราะช่องที่ปลอดภัยถูกตัดออกไปเรื่อยๆ) หลักการนี้ใช้ได้กับ tipping point เหมือนกัน : การที่โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆโดยยังไม่เจอจุดเปลี่ยนสักจุด ไม่ได้แปลว่าเราปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม นั่นแปลว่าเรากำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่ไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างหาก

แต่ระบบภูมิอากาศมีข้อดีกว่าเกมรัสเซียนรูเล็ตคือ เรามีเครื่องมือ (ดาวเทียม, ทุ่นวัดมหาสมุทร, การตรวจวัดคาร์บอนใน permafrost และอื่นๆ) ที่เราสามารถใช้ “เอ็กซเรย์” เพื่อประเมินความเสี่ยงในระหว่างทางได้ ไม่ใช่แบบการยิงปืนที่เราไม่มีข้อมูลในระหว่างทางเลย

อีกข้อที่ต่างกันคือ เราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ถ้าเราลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันเวลาก่อนจะไปถึงจุดที่กู่ไม่กลับ นี่ไม่ใช่เกมที่จบแบบตายตัวเมื่อไกปืนลั่น

อีกจุดที่มักเข้าใจผิด: ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ที่เคยอยู่ในรายงาน IPCC ฉบับก่อนๆได้ถูกปรับออกแล้ว

ฉากทัศน์ที่เรียก RCP8.5 ซึ่งสื่อมักอ้างว่าเป็น “business as usual” จริงๆ ต้องใช้ถ่านหินมากกว่าที่มีอยู่ถึง 6 เท่า ผู้ทำรายงานเองก็ยอมรับแล้วว่าฉากทัศน์นั้นไม่สมจริง และทีมพัฒนา scenario ของ IPCC ก็เพิ่งถอดออกจากรายงานรุ่นถัดไปอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานนี้ – แต่นั่นคือการแก้ไขสมมติฐานว่า ทั้งโลก “จะปล่อยก๊าซเท่าไหร่” (ซึ่งเป็นสมมติฐานทางเศรษฐกิจและนโยบาย) ไม่ใช่เป็นการแก้ไขโมเดลว่าโลกจะ “ร้อนขึ้นแค่ไหนต่อปริมาณก๊าซ X ตันที่ปล่อยออกมา”

มันเป็นการแก้ไขสมมติฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แก้ไขสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ครับ

สรุปให้จำง่ายๆ

1. ฟิสิกส์พื้นฐานที่ว่า CO2 (และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ทำให้โลกร้อนจริงมั้ย – อันนี้ ไม่มีข้อโต้แย้งในวงวิทยาศาสตร์จริงจังแล้ว

2. สิ่งที่วงการวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันอยู่คือ “ตัวเลข” ไม่ใช่ “ทิศทาง” – ว่า sensitivity ของระบบภูมิอากาศของโลก อยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ (1-2 / 2.5-4 / 4.8°C) และ tipping point แต่ละจุดอยู่ตรงไหน จะ cascade เป็นลูกโซ่หรือไม่

3. ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุผลให้เรานิ่งนอนใจ -ในทางสถิติมันแปลว่าความเสี่ยงของเรามันกำลังสะสมมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง คล้ายๆว่าเรากำลังเล่นเกมแบบรัสเซียนรูเล็ตกับมนุษยชาติทั้งโลกอยู่ และเราอาจจะยิงกระสุนไปแล้ว 1-2 นัด และถ้าเรายังไม่หยุดปล่อย CO2 ก็เสมือนหนึ่งว่าเรากำลังยิงกระสุนเพิ่มไปเรื่อยๆ

4. ฝั่งการเมือง/นโยบายมักเถียงกันเรื่องอื่น (กฎระเบียบ, อำนาจหน่วยงาน, การแบ่งปันภาระ ฯลฯ) ซึ่งมักจะดังกว่าฝั่งวิทยาศาสตร์มาก แต่ความจริงเป็นคนละเรื่องกัน และเราไม่สามารถเถียงอะไรกับฟิสิกส์ได้ (you can’t argue with physics) ถ้าเราทำพลาด ก็มีแต่จะต้องก้มหน้ารับผลกระทบเท่านั้น