
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯยังไม่พับ ‘แลนด์บริดจ์’ จังหวะเหมาสม ‘ปัดฝุ่น’ ใหม่
- เล็งหารือเลขาอีอีซี-ถก ‘ไฮสปีด’ เชื่อม 3 สนามบิน
- แจง 7 แอ็กชั่น ลุยปราบโกงสอบท้องถิ่น
- ปัดตั้ง ‘วอร์รูม’ แก้ปมฮั้ว สว. – มอบทนายฟ้อง ‘ยิ่งชีพ-iLaw’
- รับไปพูลแมนบ่อย –เจอผู้สมัคร สว.ก็ทัก
- รอวุฒิเห็นชอบ ก่อนทูลเกล้าฯ ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช.
- แจง ‘คอนโด-วอเตอร์ฟอร์ดฯ’ ยกให้เมียคนแรกตอนหย่า
- มติ ครม.คลายล็อกเกณฑ์คัด ‘จนจริง’ 5 กลุ่ม เข้าระบบสวัสดิการรัฐ
- หนุนทหารพันเอก ‘เออร์ลี่รีไทร์’ เว้นภาษีเงินช่วยเหลือสูงสุด 10 เท่า
- ควักเงิน รฟม. 9,414 ล้าน จ่ายค่าก่อสร้างรถไฟสายสีส้ม
- โยก 9 บิ๊กเกษตร ‘วิทยา’ นั่งอธิบดีกรมชลฯ ‘ศรัญญู’ คุมฝนหลวง
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมได้มอบหมายให้ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
ยังไม่พับ ‘แลนด์บริดจ์’ จังหวะเหมาสม ‘ปัดฝุ่น’ ใหม่
ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลประกาศว่าจะชะลอ นายกฯ จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ได้พับ ก็ดำเนินการตามสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งตอนนี้เราเห็นว่าการไปทำ Missing Link มันจะทำให้การดำเนินการสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความรวดเร็ว และไปปรับปรุงท่าเรือของทั้งสองฝั่ง เมื่อถึงเวลาอันควรเมื่อใด ถ้ามันมีความจำเป็นในตอนนั้น ภูมิรัฐศาสตร์ได้ หรืออะไรได้ เราก็สามารถนำขึ้นมาปัดฝุ่นได้ตลอดเวลา”
ถามต่อเรื่องท่าเรือระนอง นายกฯ จะใช้จุดเดิมหรืออัพเกรดท่าเรือขึ้นใหม่ นายอนุทิน ตอบว่า “รายละเอียดต้องไปศึกษา ก็ต้องมีการปรับปรุงยกระดับ”
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้เห็นรายงานผลการศึกษาหรือยัง นายอนุทิน ตอบว่า “ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่ให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส (รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) เป็นคนไปหารือร่วมกับทางกระทรวงคมนาคม และออกมาตามที่ได้แถลง”
“ยังมีโครงการอีกมากมายที่ทำตรงนั้น เช่น ปรับปรุงท่าเรือ เดี๋ยวต้องดูว่าควรจะปรับปรุงทั้งสองฝั่งหรือเปล่า และ Missing Link ซึ่งมันก็ดี จะทำให้เส้นทางรถไฟที่ไม่ผ่านทางภาคตะวันตก สามารถลิงก์มาที่ทางภาคตะวันตกได้ เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้า” นายอนุทิน ตอบ
เล็งหารือเลขาอีอีซี-ถก ‘ไฮสปีด’ เชื่อม 3 สนามบิน
เมื่อถามถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โดยมีนายกฯ เป็นประธานบอร์ดอีอีซี นายอนุทิน กล่าวว่า “บอร์ดอีอีซีน่าจะประชุมเร็วๆ นี้ หลังวันเฉลิมฯ (28 กรกฎาคม) จะเชิญเลขาอีอีซี (จุฬา สุขมานพ) มาหารือ”
ถามต่อว่า นายกฯ เห็นแนวทางว่าจะเลิกสัญญากันอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “ยังไม่ไปถึงขนาดนั้น การเลิกสัญญาขนาดนี้ ไม่ใช่ทำอะไรกันได้ง่ายๆ ต้องศึกษาให้ละเอียด”
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “การเลิกสัญญาใดๆ ก็ตาม มันต้องเห็นชอบทั้งสองฝ่าย แต่ส่วนใหญ่เวลาทำสัญญา ภาครัฐไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต่อให้ภาครัฐผิดสัญญา มันก็มีกระบวนการแก้ไข หรือ กระบวนการเยียวยาต่างๆ ผมยังไม่เคยเห็นว่ามีการเลิกสัญญากันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เพราะสัญญาค่อนข้างรัดกุมมาก แต่รายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากัน”
แจง 7 แอ็กชั่น ลุยปราบโกงสอบท้องถิ่น
ถามต่อเรื่องคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ หลังจากทราบรายงานผลสอบแล้ว นายกฯ จะแอ็กชั่นอย่างไร หลังผู้สื่อข่าวถามจบ นายอนุทิน ตอบว่า “ถึงตอนนี้…น้อง (ผู้สื่อข่าว) ติดตามข่าวบ้างหรือเปล่า”
จากนั้นนายอนุทิน ให้ข้อมูลว่า “แอ็กชั่นแรก มีการย้ายผู้บริหารกรมท้องถิ่นไปประจำสำนักงานปลัดกระทรวง สอง มีการตั้งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่ามีใบประกาศผลกับใบคะแนนสอบของบุคคลคนเดียวกันไม่ตรงกัน สาม ตั้งสอบวินัยร้ายแรงกับผู้ที่คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง สี่ ตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ขึ้นมา เพื่อกำกับดูแลการทุจริตครั้งนี้”.
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “ห้า ให้ความร่วมมือ ป.ป.ช. และตำรวจ ติดตามออกหมายจับ-หมายเรียก จับผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วดำเนินคดีต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการประกันตัว และ หก กสถ.(กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) ได้ประชุม 2 รอบ มีมติว่าจะมีการยกเลิกการประกาศผล แจ้งไปยังจังหวัดให้ดำเนินการตามกฎหมาย”
“แอคชั่นที่เจ็ด เดี๋ยวก็จะมีการออกหมายเรียก หรือออกหมายจับ ผู้ที่พาดพิงไปโดนจากการสอบสวน ทั้งเส้นเงิน การกระทำ การติดต่อเชื่อมโยง ทำไมบอกไม่ทำอะไร” นายอนุทิน ตอบ
ถามต่อว่า นายกฯ เคยท้วงติงเรื่องการบรรจุข้าราชการที่ดูเหมือนว่ามีความผิดปกติ แต่มติของคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ดันทุรังบรรจุ ต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “มันเลยแล้ว มันเลยจุดนั้นไปแล้ว”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ต่อให้เลยแล้ว แต่ความรับผิดชอบต้องถูกถามหาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ก็มันเลยแล้ว ตอนแรกเขาท้วงติงเสร็จแล้ว…ถามว่าขัดไหม ขัดนโยบายนายกฯ แต่เขาไม่ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นกรรมการ อำนาจอยู่ที่เขา แต่สุดท้ายหลังจากที่ข้อเท็จจริงเริ่มออกมา เขาก็สรุปเป็นไปตามที่นายกฯ ท้วงติง เพราะข้อเท็จจริงมันเป็นแบบนั้น แสดงว่า เซนส์ผมถูก แต่เขาก็ใช้ดุลยพินิจของเขา ไม่เกี่ยวข้องกับผม ณ ตอนนั้นเขาไม่สนว่าผมพูดอะไร แต่พอเขาไม่สนแล้ว มันอะไรเกิดขึ้นก็เห็นอยู่ ควรเชื่อนายกฯ ดีกว่า”
ถามว่าเป็นบทเรียนที่อันตรายหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง จะอันตรายหรือไม่ ทุกคนมีความรับผิดชอบตัวเองอยู่แล้ว เมื่อผมบอกว่ามันไม่น่าจะใช่ เพราะผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล อย่างน้อยคนที่อยู่ใน กสถ. ที่เป็นข้าราชการประจำที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผม เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี รักษาการอธิบดีอะไรก็แล้วแต่ รองอธิบดีอะไรก็แล้วแต่ มีอยู่ 6 คน ก็ทำตามนโยบายของผม ก็มีความชัดเจนตรงนั้น”
ถามต่อว่า ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มติของ กสถ. ในการยกเลิกประกาศบรรจุข้าราชการเพียงพอหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เขามีอำนาจหน้าที่ของเขา ส่วนเรื่องของการดำเนินคดี ตอนนี้มีทั้งตำรวจ มีทั้ง ป.ป.ช. มีทั้งชุดของนายปกรณ์ทำสรุปหมด ในชุดมีรัฐมนตรียุติธรรม ผบ.ตร. เลขาฯ ปปง. เลขาฯ ป.ป.ท. เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขากฤษฎีกาฯ เพราะฉะนั้น มันไม่มีทางที่จะหลุดออกไป ใครทำผิดก็เชื่อมโยง ผู้การตำรวจแห่งชาติบอกไปแล้ว ทุกอย่างข้อมูลทั้งหลายก็เชื่อมโยงกัน”
มั่นใจคดีฮั้ว สว.ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามถึง คดีฮั้ว ส.ว. ซึ่งหลายคนมองว่ากระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล นายกฯ มองอย่างไร โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เสถียรภาพรัฐบาลก็ยิ่งแน่นขึ้น”
ถามต่อว่า แน่นขึ้นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “มั่นใจซึ่งกันและกันว่าเราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ ส.ว. เป็นกลไกหนึ่งซึ่งเป็นกลไกของระบบรัฐสภา ทำหน้าที่ตรวจสอบ ออกกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ต่างคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน เรียกมาเรียกไปตอบกระทู้เราก็ต้องไปเหมือนสภาผู้แทนราษฎรทุกอย่าง”
“รัฐบาลหรือว่าผู้ที่ถูกกล่าวหา อย่างเช่นมีคนกล่าวหาผม แต่เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนที่ผมมีการสอบถามมา ถ้าเป็นไปโดยหน่วยงานของรัฐที่ผมต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ผมก็ให้การชี้แจงเรียบร้อยทุกอย่าง ครบทุกประเด็น” นายอนุทิน เสริม
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีหน่วยงานไหนเชิญนายกฯ ใช่หรือไม่ ทำให้นายอนุทิน ถามกลับว่า “เชิญไปไหน”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า ไปคดีฮั้ว สว. นายอนุทิน จึงตอบว่า “ไม่มี ก็ผมให้การเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งปีกว่าแล้ว”
ปัดตั้ง ‘วอร์รูม’ แก้ปมฮั้ว สว. – มอบทนายฟ้อง ‘ยิ่งชีพ-iLaw’
เมื่อถามถึงความคืบหน้าที่นายกฯจะดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ilaw) นายอนุทิน ตอบว่า “ผมดำเนินการตามสิทธิที่ผมมีอยู่ ก็ต้องให้ทางทนายความเขาไปหาข้อมูลประกอบคำฟ้อง จะมาบังคับให้ผมไปฟ้องวันนี้ วันนั้นไม่ได้หรอก ผมมีทนายความ ไม่ได้เขียนเอง เขียนเองยิ่งช้า”
ถามต่อว่า พรรคภูมิใจไทยจำเป็นต้องตั้งวอร์รูมเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มีวอร์รูมเพื่อไปสู้เรื่องพวกนี้ ในเมื่อมันไม่เกี่ยวข้องแล้วจะไปตั้งทำไม”
ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า หมายถึงการอธิบายประเด็นต่างๆ เพราะเรื่องนี้ไปไวในความรู้สึกของประชาชน ทำให้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมว่ามันก็เริ่มมาตั้งเป็นปีแล้ว ตั้งแต่มีเรื่องมีราวขึ้นมา มันไม่ใช่สิ่งที่มันเพิ่งเกิด และไม่เห็นไวตรงไหน ช้าจะตาย”
เมื่อถามว่า นายกฯ มั่นใจหรือไม่ว่า ประเด็นฮั้ว สว. จะไม่สามารถดึงพรรคภูมิใจไทยลงได้ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่ได้เป็นผู้พิพากษา พรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย”
“ผม หัวพรรคฯ เคยถามผู้สื่อข่าวช่วงก่อนเลือก ส.ว. เดือนหนึ่ง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยออกหนังสือแจ้งเตือนไปยังสมาชิกพรรคทุกคนว่า ห้ามเกี่ยวข้อง ข้องแวะข้องเกี่ยวใดๆ เพราะว่าไม่มีประโยชน์ใดๆ เกิดขึ้น…หนังสือนั้นยังอยู่ หนังสือนั้นผู้สื่อข่าวก็ไม่เคยเอามา เผยแพร่พี่น้องประชาชนเขาดู มัวแต่ไปถาม ไปฟังคนนู้นคนนี้มา แล้วก็เอาเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ได้” นายอนุทิน ตอบ
ผู้สื่อข่าวพูดว่า เอาหนังสือมาออกย้อนเพื่อย้ำดีหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ได้ มีกันหมดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ หนังสือนั้นไม่ใช่ความลับ เราก็รู้อยู่แล้ว เราก็ต้องเร่ง พอมีเรื่องขึ้นมาก็ต้องเผยแพร่”
รับไปพูลแมนบ่อย –เจอผู้สมัคร สว.ก็ทัก
เมื่อถามว่า ผู้ใหญ่จากเพื่อไทยมองว่าภาพเคลื่อนไหวของนายกฯ ไปแถวโรงแรมพูลแมน เป็นภาพที่ดูแรง โดย นายอนุทิน ตอบว่า “โรงแรมพูลแมน ต้องถามว่าวันไหนผมไม่ไป อย่าถามว่าผมไปวันไหน ผมอยู่ตรงนั้นของผมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ตั้งแต่ก่อนเข้าเป็นรองนายกฯ ด้วยซ้ำ เทปันยากิอร่อย บุฟเฟต์ก็ดี คุ้มราคา”
เมื่อบอกว่า สถานที่ดังกล่าวเชื่อมโยงกับวันที่ผู้สมัคร ส.ว. นายอนุทิน ตอบว่า “ต้องไปถามทำไมเขาไปวันนั้น โรงแรมพูลแมนมีวันไหนผมไม่ไป สมัยผมยังไม่เป็นรองนายกฯ ผมก็ไปใช้สปาตั้งแต่เขาเปิดมา”
ถามต่อว่า วันที่ไปรวมตัว มีการทักทาย หรือ ทำให้เข้าใจผิดหรือเปล่า นายอนุทิน ตอบว่า “ผมทักทุกคน ส่วนใหญ่ผมนั่งกินกาแฟอยู่ตรงล็อบบี้ ตอนนั้นไม่มีตำแหน่ง แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ไปพวก รปภ. ไม่ยอมให้นั่ง”
ถามต่อว่า นายกฯ ทราบไหมครับว่าผู้สมัคร สว. รวมตัวกันวันนั้น นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ทราบ เจอก็ทักทุกคน พวกน้อง (ผู้สื่อข่าว) ก็เจอ เจอใครตั้งเยอะแยะ เรายังเคยไปร้องเพลงด้วยกันไม่ใช่เหรอ”
เมื่อถามว่า เคยเจอใครที่จะเป็น ส.ว. ในปัจจุบันนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เพียบ”
จากนั้นผู้สื่อข่าวขอให้ระบุชื่อ แต่นายอนุทิน ตอบว่า “โรงแรมนี้มันเหมือนสมัยก่อน มันก็เหมือนโรงแรมแถวพญาไท แถวราชเทวี สมัยก่อนรุ่นคุณพ่อ เที่ยง-บ่าย-เย็น ก็อยู่ที่นั่น สลับกันอยู่ที่นั่น ร้านอาหารญี่ปุ่น อิตาเลียน ร้านอาหารจีน ร้านบุฟเฟต์ เป็นเรื่องปกติ อย่าพยายามไป…มันไม่มีแสดงอะไรทั้งนั้น”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่ตรงนั้นจริงๆ ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “ตรงนั้นไม่มีกอไผ่”
ถามต่อว่า ไม่สามารถนำเรื่องนี้มาเชื่อมโยงกับเรื่องฮั้วได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ถามผม ผมก็ต้องบอกไม่สามารถ มันไม่เกี่ยว”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า วันนั้นมีการคุยกันเรื่องการฮั้ว สว. นายอนุทิน จึงบอกว่า “ผมอยู่โรงแรมพูลแมนเช้าจรดค่ำทุกวัน”
เมื่อถามว่า มีคนตั้งข้อสังเกต นายกฯ ไปปรากฏตัวอยู่ในวงที่มีการเจรจากัน เรื่องการเตรียมเลือก ส.ว. นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มี ผมเจอคนเป็นหมื่นเป็นพัน ทุกวันนี้ มีแต่คนเข้ามาขอผมถ่ายรูป ผมไม่เคยเดินไปขอใคร แล้วบอก เฮ้ยขอถ่ายรูป มีแต่คนขอถ่ายรูปกับผม ผมก็นับคะแนนผมจากตรงนี้ ใครมาขอผมถ่ายรูป ผมให้ถ่ายทุกคน คิดว่า อย่างน้อยผมก็ได้คะแนนครึ่งคะแนน มันก็เป็นประโยชน์สำหรับตัวผม”
ถามต่อว่า มีการโยงคดีฮั้ว สว. กับอดีตที่ปรึกษาของนายกฯ ทำให้ นายอนุทิน ถามกลับว่า “ใคร”
ผู้สื่อข่าวตอบว่า อดีตที่ปรึกษา นายอนุทิน จึงตอบว่า “ใครล่ะอดีตที่ปรึกษาคนไหน เอ่ยชื่อสิ ที่ปรึกษามาลาออกกับผม ในอดีตเป็นที่ปรึกษาผมหรือเปล่า ถ้าเขาจะลาออก เขาจะไปลาออกกับกับคนอื่นได้อย่างไร ก็ต้องมาลาออกกับผม เป็นเรื่องปกติ ทำไมต้องสงสัยกัน แล้วถ้าเขาจะลาออกไปลง สส. หรือ สว. ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าไม่ออกก็ขาดคุณสมบัติ ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเลย ใครมาลาออก ส่วนใหญ่ผม ก็ต้องการอนุมัติให้ออกทั้งนั้น ไม่ค่อยได้ดึงให้ใครอยู่ เพราะถือว่าถ้าใจคิดออกแล้ว มันก็แสดงว่ามีส่วนหนึ่งที่ไม่อยากทำงานแล้ว ส่วนใหญ่ผมก็ให้ออกทั้งนั้น”
ถามต่อว่า นายกฯ กังวลใจกับเรื่องร้องเรียน จนนำมาสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ถามว่ากังวลไหม ไม่ได้ทำอะไรจะไปกังวลทำไม…รำคาญไหม รำคาญ ใช่”
เมื่อถามว่ารำคาญมากหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะทันทีหลังได้ยินคำถาม
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ารำคาญระดับไหน นายอนุทิน ตอบว่า “สมเพช สมเพช”
รอวุฒิเห็นชอบ ก่อนทูลเกล้าฯ ‘นพ.สรณ’ พ้นประธาน กสทช.
เมื่อถามถึงประเด็น ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีขาดคุณสมบัติ นายอนุทิน ตอบว่า “ดำเนินการตามขั้นตอน เขาบอกว่าต้องไปผ่านวุฒิสภา แล้วเมื่อวุฒิสภาแจ้งมา ผลของวุฒิสภาแจ้งมาอย่างไร ผมก็ดำเนินการตามนั้น ไม่มีทางที่จะทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า ประธาน กสทช. กล่าวเมื่อเช้าวันนี้ว่าไม่รับมติคณะกรรมการสรรหาที่บอกว่าขาดคุณสมบัติ ทำให้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทุกคนเขาก็ทำ ทำหน้าที่ของตัวเอง แต่ว่าเท่าที่ผมทราบรายงานมา วันที่มีมติมา ผมก็ถามนายปกรณ์ เพราะมันก็มีข่าวมาบอกว่า ผมต้องเร่งดำเนินการทูลเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ผมก็ต้องถาม ผมมีรองนายกฯ ปกรณ์ ปรึกษาด้านกฎหมายทุกเรื่องอยู่แล้ว ท่านบอกว่า ตามขั้นตอนต้องรอวุฒิสมาชิกประชุมให้เรียบร้อย แล้วเขาจะแจ้งมา ถ้าแจ้งผมมา ผมไม่มีทางเลือกแล้ว” “เมื่อเรื่องจากทางวุฒิสภามาถึงผมเมื่อไร ผมก็ต้องลงนาม ผมใช้ดุลยพินิจไม่ได้” นายอนุทิน ตอบ
แจง ‘คอนโด-วอเตอร์ฟอร์ดฯ’ ยกให้เมียคนแรกตอนหย่า
ถามเรื่องบัญชีทรัพย์สินที่ไม่ปรากฏบ้านพักตากอากาศที่ปากช่อง โดยนายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ปรากฏแสดงว่าไม่มี”
ถามต่อว่า ทรัพย์สินนั้นหายไปไหน นายอนุทิน ตอบว่า “มันไม่ได้หาย มันไม่รู้ (หัวเราะ) ผมแจ้งบัญชีทรัพย์สินมากี่ครั้งแล้ว แล้วมันเคยมีไหม”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า เคยมีสมัยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่ใช่ ไม่น่าใช่ ถ้ามีก็ต้องขายอย่างถูกต้อง ผมมีคนทำบัญชีทรัพย์สินให้ มันทำเองไม่ได้หรอกครับ มันเยอะ ให้คนทำ ให้คนทำให้แล้วก็ คอยตรวจสอบ”
เมื่อย้ำว่านายกฯ ยืนยันว่าขายไปแล้ว นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้าไม่อยู่ก็คงขาย แต่เอามาให้ดูก่อนว่าไม่อยู่หรือเปล่า อย่ามาพูดเปล่าๆ”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า วอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค คอนโดมิเนียม นายอนุทิน ตอบว่า “วอเตอร์ฟอร์ดที่ไหน”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า “กรุงเทพฯ” นายอนุทิน ตอบว่า “ยกให้เมียคนแรกไปแล้ว (หัวเราะ) เป็นส่วนหนึ่งของ Divorce settlement”
สั่งทุกหน่วยเตรียมการบ้านก่อนหารืออินโดนีเซีย
ด้านนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า นายกฯ กล่าวก่อนการประชุม ครม. ว่า ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย พ.ศ. 2569–2573 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และมีกำหนดลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในระหว่างการเยือน
โดย นายกฯ มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการเตรียมการเยือนอย่างเต็มที่ พร้อมเร่งจัดส่งประเด็นที่ต้องการผลักดันหรือหารือกับฝ่ายอินโดนีเซีย รวมถึงปัญหาอุปสรรคที่ต้องการยกระดับสู่การหารือระดับผู้นำ เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำท่าทีของฝ่ายไทยและเอกสารประกอบการหารือให้ครบถ้วนและเป็นเอกภาพ
เร่งทุกหน่วยเร่งแก้ปัจจัยเสี่ยงด้านอื่น นอกจากภาษีสหรัฐฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีตามมาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ โดยประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 พร้อมย้ำว่า ทุกหน่วยงานไม่ควรมองเพียงตัวเลขอัตราภาษี แต่ต้องเร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการเพิ่มมาตรการทางการค้ากับไทยในอนาคต
ดังนั้น นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม พร้อมจัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบรับรองแหล่งที่มาและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ และใช้เป็นหลักฐานประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าได้
สำหรับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พร้อมตรวจสอบกำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงเหลือ มาตรการอุดหนุนของรัฐ แหล่งกำเนิดสินค้า และความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า
“การช่วยเหลือผู้ประกอบการต้องมุ่งเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการสนับสนุนให้ขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณสินค้าโดยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ กำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้ประกอบการเจรจากับสหรัฐอเมริกาและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของไทย” นางสาวลลิดา รายงาน
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
คลายล็อกเกณฑ์คัด ‘จนจริง’ 5 กลุ่ม เข้าระบบสวัสดิการรัฐ
ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องการทบทวนสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ว่า วันนี้ ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รวมทั้งเห็นชอบให้ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการปี 2569 ทุกราย เริ่มรับสิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 พร้อมให้ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม (โครงการปี 2565) ได้รับสิทธิต่อเนื่องไปจนถึง 30 กันยายน 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อไม่ให้ประชาชนที่อยู่ระหว่างการทบทวนสิทธิได้รับผลกระทบ
ดร.รัชดา กล่าวต่อว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการทบทวนข้อมูลในการตรวจสอบคุณสมบัติในระยะเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนกลุ่มนี้เข้ามายื่นอุทธรณ์หรือร้องเรียนก่อน ดังนี้
1) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ กรณีนักเรียน นักศึกษา ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมนักเรียนหรือนักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท หรือ ผู้เรียนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการเรียนรู้
2) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือ กรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวม
2.1) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการ หรือ ผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
2.2) หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรรมการ หรือ ผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนภายใต้การส่งเสริมและกำกับดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตร
3) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ฝากไว้กับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ หรือที่เก็บรักษาไว้กับนายทะเบียนหลักทรัพย์ ตามฐานข้อมูลของ TSD ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมบัญชีที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันต่ำมากตามที่ TSD กำหนด
4) เกณฑ์บุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิ กรณีผู้มีชื่อในทะเบียนประวัติ (บัญชีถือครองตราสารหนี้) ตามฐานข้อมูลของ ธปท. ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่รวมผู้ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ หรือมีกรรมสิทธิ์ในตราสารหนี้ที่มีมูลค่าต่ำมากตามที่ ธปท. กำหนด
5) เกณฑ์รถไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถ เว้นแต่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถเฉพาะประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกลูกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็ก รับจ้าง รถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประเภทละไม่เกิน 1 คัน ให้ปรับปรุงข้อมูลโดยไม่นับรวม
5.1) รถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกินกว่า 15 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถจักรยานยนต์มูลค่าสูง หรือรถจักรยานยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
5.2) รถยนต์ รถพ่วง และรถใช้งานเกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่มีอายุเกินกว่า 20 ปี นับแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก เว้นแต่เป็นรถยนต์มูลค่าสูง หรือรถยนต์สะสมตาม ชนิด แบบ รุ่น ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการฯปี 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยยึดหลักความเป็นธรรม โปร่งใส และการใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ทั้งยังยกระดับฐานข้อมูลภาครัฐให้ได้รับการปรับปรุงและจัดเก็บอย่างถูกต้องยิ่งขึ้น ส่งผลให้การจัดสวัสดิการของภาครัฐเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง และมีความแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

“กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2569 (One Stop Service : OSS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และแก่ผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติที่ต้องการทบทวนสิทธิ รวมทั้งแจ้งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการในพื้นที่ ผ่านกลไกระดับจังหวัดและอำเภอ ทั้งการประชาสัมพันธ์การตรวจสอบสิทธิ โดย กระทรวงการคลังจะเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานตามภารกิจหน้าที่ต่อไป” ดร.รัชดา กล่าว
ขยายเวลาลด VAT 7% ถึง 30 ก.ย.ปี’70
ดร.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ออกไปอีก 1 ปี
ดร.รัชดา กล่าวว่า สาระสำคัญของมาตรการดังกล่าวเป็นการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ ร้อยละ 6.3 (ไม่รวมภาษีท้องถิ่น) หรือ ร้อยละ 7 (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นการชั่วคราว สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี“การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 จะช่วยลดผลกระทบจากภาระค่าครองชีพ ช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และการลงทุนภาคเอกชนภายในประเทศสามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีในการประกอบกิจการให้แก่ภาคเอกชน” ดร.รัชดากล่าว

เว้นภาษีเงินเยียวยา – หนุนชาวประมงทำอาชีพใหม่
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่กรมประมงจ่ายให้แก่เจ้าของเรือประมงที่เข้าร่วม โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ในปี พ.ศ. 2568 และปี พ.ศ. 2569 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาภาระภาษี เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบนำเงินชดเชยไปใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพใหม่และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มที่
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการเพื่อบริหารจัดการจำนวนเรือประมงให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมงทะเล ลดความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงที่ประสงค์เลิกประกอบกิจการให้สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพได้
นางสาวลลิดา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 โดยกำหนดกรอบงบประมาณสำหรับการจ่ายเงินชดเชยแก่เรือประมงจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622.6053 ล้านบาท แบ่งเป็น
- กลุ่มที่แยกชิ้นส่วนหรือทำลายเรือ 877 ลำ
- กลุ่มที่นำเรือไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม หรือห้องสมุด 1 ลำ
- กลุ่มที่เปลี่ยนประเภทเรือเพื่อใช้ในกิจการอื่น 45 ลำ
กรมประมงจะทยอยจ่ายเงินชดเชยเป็น 2 งวด ภายในปี 2568–2569
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้กำหนดให้ บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือประมง ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินชดเชยเยียวยาที่ได้รับจากกรมประมง โดยไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้เมื่อสิ้นปีภาษี ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับมาตรการที่รัฐบาลเคยดำเนินการในโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบระยะก่อนหน้า
“มาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าของเรือประมงได้รับเงินชดเชยเต็มจำนวน สามารถนำเงินไปใช้เป็นทุนประกอบอาชีพใหม่ ดูแลครอบครัว บรรเทาภาระหนี้สิน และลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเรือที่ไม่สามารถประกอบกิจการประมงต่อได้ ถือเป็นการดูแลผู้ได้รับผลกระทบควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลของประเทศอย่างสมดุล” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 167 ล้านบาท แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 160 ล้านบาท และภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 7 ล้านบาท แต่จะช่วยลดภาระภาษีให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐโดยตรง และสนับสนุนให้สามารถปรับเปลี่ยนอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักการ พร้อมเสนอให้ติดตามและประเมินผลทั้งด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและผลกระทบต่อชุมชนประมงอย่างต่อเนื่อง
หนุนทหารพันเอก ‘เออร์ลี่รีไทร์’ เว้นภาษีเงินช่วยเหลือสูงสุด 10 เท่า
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับข้าราชการทหารที่เข้าร่วม โครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568–2570 โดยครอบคลุมทั้งเงินช่วยเหลือที่ได้รับตามโครงการ และเงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างกำลังพลของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 ที่เห็นชอบโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีเป้าหมายปรับขนาดอัตรากำลังพลให้เหมาะสม ลดความคับคั่งของกำลังพลระดับสูง เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารกำลังพล และช่วยประหยัดงบประมาณด้านบุคลากรของรัฐในระยะยาว
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีในครั้งนี้กำหนดให้ เงินช่วยเหลือ (เงินก้อน) ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับจากกระทรวงกลาโหม และ เงินหรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อออกจากราชการตามโครงการ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับมาตรการที่เคยใช้กับโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหมในช่วงปีงบประมาณ 2557–2561
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวครอบคลุมข้าราชการทหารชั้นยศพันเอก นาวาเอก และนาวาอากาศเอกขึ้นไป ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีเวลาราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี และมีเวลาราชการเหลืออย่างน้อย 2 ปี โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินก้อนประมาณ 7–10 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์อื่นตามโครงการ
“การยกเว้นภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินช่วยเหลือเต็มจำนวน ลดภาระภาษีในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังออกจากราชการ และเป็นแรงจูงใจให้การดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมายในการปรับโครงสร้างกำลังพลของกระทรวงกลาโหม พร้อมช่วยให้รัฐสามารถบริหารงบประมาณด้านบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังประเมินว่า หากไม่มีมาตรการยกเว้นภาษีดังกล่าว รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินช่วยเหลือตามโครงการได้ประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี หรือรวมประมาณ 120 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 3 ปีของโครงการ อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีจะช่วยบรรเทาภาระของผู้เข้าร่วมโครงการ และสนับสนุนการดำเนินนโยบายปรับกำลังพลของภาครัฐให้บรรลุผลตามเป้าหมาย
ผ่านแผนยุทธศาสตร์ ‘Big Data’ ส่งเสริมการใช้ Ai
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศด้านข้อมูลขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเป็นระบบ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้จัดทำโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทย อาทิ การจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน การขาดบุคลากรด้านข้อมูลและ AI การเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
นางสาวลลิดา กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์กำหนดวิสัยทัศน์ “ใช้พลังของข้อมูลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” พร้อมตั้งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยข้อมูล และการส่งเสริมบริการและนวัตกรรมที่ประยุกต์ใช้ข้อมูลและ AI โดยตั้งเป้าให้ภายในปี 2570 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 จากปีก่อน และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยในด้านการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ให้อยู่ใน 25 อันดับแรกของโลก
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แผนดังกล่าวประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เช่น Government Cloud, Government Data Catalog และ National Big Data Platform
- ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านสำคัญ อาทิ สุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า
- พัฒนาและประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับบริการภาครัฐ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการสร้างโมเดล AI ภาษาไทยและคลังข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI
- พัฒนากำลังคนและยกระดับทักษะด้าน Big Data และ AI โดยตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรไม่น้อยกว่า 160,000 คน ภายในปี 2570
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการบริหารประเทศ การให้บริการประชาชน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานข้อมูล ส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชน และต่อยอดนวัตกรรมดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว
ควักเงิน รฟม. 9,414 ล้าน จ่ายค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสีส้ม
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้นำเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ทดรองจ่าย รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธา ตามสัญญาสัมปทานฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์- ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ –ศูนย์วัฒนธรรม [สัญญาร่วมทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์)] สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 9,414,200,477.45 บาท ตามนัยมาตรา 75 (2) แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ คืนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยทั้งจำนวนต่อไป
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงบประมาณพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า สัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธา ช่วงตะวันตก พร้อมดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้างตามที่เกิดขึ้นจริงให้แก่ผู้ร่วมลงทุน โดยทยอยชำระเป็นรายปีตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน เป็นระยะเวลา 6 ปี ซึ่งจะครบกำหนดชำระ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยมีวงเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทาน จำนวน 20,328,681,777.45 บาท
ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รายการเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 10,914,481,300 บาท และส่วนที่เหลือได้เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการขอรับจัดสรรงบประมาณ ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562
อย่างไรก็ดี เนื่องจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นมีอยู่อย่างจำกัด และมีความจำเป็นต้องสำรองไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการเร่งด่วนต่างๆ อาทิ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติ การป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. อยู่ระหว่างกระบวนการเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ทันกำหนดเวลาที่ต้องชำระเงิน ประกอบกับสถานะการเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีกำไรสะสมจากการดำเนินงาน จำนวน 30,736,951,109.20 บาท
ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของทางราชการ และลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทระหว่างภาครัฐและผู้ร่วมลงทุน และป้องกันภาระงบประมาณที่อาจเกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระตามสัญญา จึงเห็นสมควรให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ดำเนินการเจรจากับผู้ร่วมลงทุนถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบต่างๆของการจ่ายเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากมีความจำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนค่างานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯ ภายในวงเงินและกำหนดการชำระเติม ขอให้พิจารณาใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณเงินสะสมหรือรายได้ของหน่วยงาน ในโอกาสแรกก่อน และให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ขอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
รับทราบ สตง.รับรองงบกองทุนพัฒนายางพาราปี’68
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานงบการเงินของกองทุนพัฒนายางพารา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยรายงานดังกล่าวผ่านการตรวจสอบและรับรองจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แล้ว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สตง. มีความเห็นว่า งบการเงินของกองทุนพัฒนายางพาราแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานได้ถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินและมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 กองทุนมีสินทรัพย์รวม 27,115.07 ล้านบาท หนี้สินรวม 1,017.98 ล้านบาท และสินทรัพย์สุทธิ 26,097.09 ล้านบาท
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การเสนอรายงานงบการเงินต่อคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเสนองบดุลและรายงานการรับจ่ายเงินของกองทุนพัฒนายางพาราที่ผ่านการตรวจสอบจาก สตง. แล้ว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายใน 120 วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
โยก 9 บิ๊กเกษตร ‘วิทยา’ นั่งอธิบดีกรมชลฯ ‘ศรัญญู’ คุมฝนหลวง
ร้อยเอก หญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 3 คน เพื่อแทนกรรมการอื่นเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ดังนี้
1. นายกฤดา กฤติยาโชติปกรณ์ (ผู้แทน กค.)
2. นายศุภกิจ พฤกษอรุณ
3. นายคมกริช นาคะลักษณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
2. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน และเพื่อทดแทนตำแหน่งผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมได้รับอนุญาตให้ลาออก ดังนี้
1. นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม
2. นายศรัญญู พูลลาภ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
3. นายวิทยา แก้วมี พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน
4. นายสุริยพล นุชอนงค์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมชลประทาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งที่ลาออก)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
3. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ทดแทนตำแหน่งเกษียณ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมจะมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และจะต้องพ้นจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายธิติ โลหะปิยะพรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งเกษียณ)
2. นายพงศ์ไท ไทโยธิน พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง (แทนตำแหน่งเกษียณ)
3. นายชัยวัฒน์ โยธคล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมปศุสัตว์ (แทนตำแหน่งเกษียณ)
4. นางสาวอิงอร ปัญญากิจ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
5. นางฐิติพร หลาวประเสริฐ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมประมง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 5 ราย ดังนี้
1. นายธัชกร วงศ์เพ็ง ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 3 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
2. นายสัมนาการณ์ บุญเรือง ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 13สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
3. นายธนภัทร แสงจันทร์ ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
4. นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 10 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
5. นายเอกวัฒน์ ล้อสุนิรันดร์ ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 15 สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง
5. การแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางรวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้
1. รองศาสตราจารย์โชติชัย เจริญงาม ประธานกรรมการ
2. นายดรุณ แสงฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
3. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิศิษฐ์ แสง-ชูโต กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
5. นายวีรเดช ชีวาพัฒนานุวงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
6. นายวัชรชาญ สิริสุวรรณทัศน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งพลอากาศโท นิพนธ์ โพธิ์เจริญ เป็นกรรมการในคณะกรรมการการบินพลเรือน แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
7. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายภูบดินทร์ ปกป้อง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
8. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นางสาวณภัชชา ศิลปะรายะ
2. นางสาวพิชฎาภา อายุวัฒน์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพิ่มเติม



