กฤษฏิ์ จารุจันทนากุล สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วิสัยทัศน์นโยบายประเทศไทย 4.0 และนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นความพยายามในการแสวงหาเครื่องยนต์แห่งการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากกับดักรายปานกลางและยกระดับประเทศไทยไปสู่ผู้เล่นสำคัญในเวทีเศรษฐกิจโลก
ในปี 2567 ประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก องค์การความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลได้กำหนดให้การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของประเทศไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดนักลงทุน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลก[1]
อย่างไรก็ตาม OECD ไม่ใช่เพียงกรอบความร่วมมือที่ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยเองก็ไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้จากดุลการค้าหรือมูลค่าเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงการทำข้อตกลงที่ไทยต้องแลกเปลี่ยนอะไรเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกภาพและสิทธิประโยชน์ แต่เป็นกระบวนการปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับประเทศไทยไปสู่ประเทศชั้นนำที่ยึดถือหลักธรรมาภิบาลและขับเคลื่อนการพัฒนาผ่านกลไกเชิงนโยบายตามแนวทางของ OECD ที่ว่า ‘Better Policy for Better Lives’
หลังจากที่ไทยได้ยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้ว สำนักงานเลขาธิการ OECD ได้เผยแพร่ ROADMAP FOR THE OECD ACCESSION PROCESS OF THAILAND (OECD, 2024) หรือ Accession Roadmap ที่ระบุวิสัยทัศน์และค่านิยมร่วมของประเทศสมาชิก ตลอดจนประเด็นเชิงโครงสร้างที่ OECD ให้ความสำคัญและต้องการประเมินความพร้อมของประเทศไทยก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์
กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกตาม Accession Roadmap นี้ไม่ใช่เพียงการกำหนดเป้าหมายที่ไทยจะต้องขับเคลื่อนด้วยตนเอง แต่เป็นการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการด้านต่างๆ ในการปรับปรุงข้อกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD โดย OECD ได้พัฒนากลไกเชิงโครงสร้างที่จะช่วยยกระดับการปฏิรูปของไทยให้เป็นรูปธรรม ดังนี้
(1) ตราสารกฎหมายและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Legal Instruments & Recommendations) ทำหน้าที่กำหนดกรอบการปฏิรูปให้ตรงประเด็น สามารถสร้างความสอดคล้องทางกฎหมายและนโยบายของไทยให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล เพื่อลดช่องว่างการกำหนดนโยบาย (Policy Gap)
(2) ค่าเป้าหมายและการประเมินผลโดยคณะกรรมการและประเทศสมาชิก (Benchmarks & Reviews) เป็นกลไกการกำหนดผลลัพธ์ที่คาดหวัง ประเมินผลสำเร็จ ศึกษาผลกระทบและกำหนดแนวทางการปรับตัวร่วมกับประเทศที่มีประสบการณ์การดำเนินนโยบาย เพื่อลดช่องว่างการดำเนินนโยบาย (Implementation Gap)
(3) การพัฒนาขีดความสามารถเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ (Capacity Buildings & Workshops) ผ่านการมีส่วนร่วมบนเวทีการประชุมเชิงวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมพัฒนาขีดความสามารถร่วมกับ องค์กร คณะกรรมการ และประเทศสมาชิกของ OECD ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
หลายคนอาจยังมองกลไกและเป้าหมายการปฏิรูปเหล่านี้เป็นกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง แต่ในทางปฏิบัติได้มีผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายเกิดขึ้นจริงแล้ว ในประเด็นการปฏิรูปมาตรฐานด้านภาษีระหว่างประเทศ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศโดยเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยสามารถแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลภาษี Global Minimum Tax[2] ตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ ให้สอดคล้องกับภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (GIR MCAA)[3] (กรมสรรพากร, 2569)
อัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก หรือ Global Minimum Tax คือมาตรการป้องกันการกัดกร่อนภาษีระหว่างประเทศของกิจการข้ามชาติขนาดใหญ่ของ OECD ที่ถูกนำไปปฏิบัติทั่วโลก ประเทศไทยเองได้รับรองมาตรการดังกล่าวและนำมาใช้เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบภาษีและการบริหารกิจการข้ามชาติของประเทศไทย นอกเหนือจากมาตรการจัดเก็บภาษีแล้ว ไทยได้เข้าร่วมภาคี GIR MCAA ที่อาศัยการแลกเปลี่ยนแบบรายงานข้อมูลภาษีระหว่างประเทศเป็นกลไกการตรวจสอบและกำกับการบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการบังคับใช้มาตรการภาษีระหว่างประเทศของไทยที่มีกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติทัดเทียมกับมาตรฐานสากล อันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการการคลังของ OECD (OECD Committee on Fiscal Affairs) ที่เกิดผลลัพธ์ในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการยกระดับมาตรการด้านภาษีตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการการคลังของ OECD แล้วยังมีกระบวนการปฏิรูปในระดับนโยบายแบบเดียวกันนี้ในอีกกว่า 24 ประเด็น[4] อาทิ การแข่งขันทางการค้า ธรรมาภิบาลภาครัฐ การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงานและสวัสดิการสังคม ที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้กลไกการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ไม่เพียงแต่จะยกระดับประเทศไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่สร้างรากฐานของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตที่มั่นคง และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน
สุดท้ายนี้ อยากเสนอให้ทุกคนมาร่วมกันปรับมุมมองจากการตั้งคำถามว่า ‘ไทยจะเป็นสมาชิก OECD ได้หรือไม่’ หรือ ‘ไทยจะได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิกอย่างไร’ และมาร่วมกันสังเกตการณ์ว่า ‘ตลอดกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ประเทศไทยจะพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง’
Reference
OECD, 2024. ROADMAP FOR THE OECD ACCESSION PROCESS OF THAILAND, OECD Council, Paris, https://one.oecd.org/document/C(2024)118/FINAL/en/pdf
OECD, 2026. Global Minimum Tax [Online]. เข้าถึงได้จาก: https://www.oecd.org/en/topics
/sub-issues/global-minimum-tax.html [สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569]
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2569. คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี [Online]. เข้าถึงได้จาก: https://www.soc.go.th/wp-content/uploads/2026/04/Policy_69_th.pdf [สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569]
กรมสรรพากร, 2569. การเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ [Online]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/
news/2569thai/news16_2569.pdf [สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569]
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569. Factsheet การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย สถานะ ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 [Online]. เข้าถึงได้จาก:https://inter.nesdc.go.th/
download/factsheet-th2oecd-as-of-22-june-2026/ [สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569]
[1] นโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เร่งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2569)
[2] มาตรการภาษีขั้นต่ำเพื่อป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีกิจการข้ามชาติ ภายใต้กรอบ OECD/G20 Inclusive Framework on BEPS (OECD, 2026)
[3] Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of Global Anti-Base Erosion Information Return
[4] คณะกรรมการ OECD ในขั้นตอน Technical Reviews ปรับจาก 26 คณะ เป็น 25 คณะ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2569)



