1721955
สนุกจนอดไม่ได้ที่จะดูพรวดเดียว 8 ตอนจบ The East Palace (2026) ซีรีส์ล่าสุดที่ได้นัมจูฮยอกกลับมาสู่จอหลังจากปลดประจำการทหารและห่างหายไป 3 ปีเต็ม พอๆ กับ โจซึงอู นักแสดงยอดฝีมือผู้คร่ำหวอดในวงการที่นานๆ จะโดดลงจากจอหนังใหญ่สักที ซึ่งครั้งล่าสุดก็เมื่อสามปีก่อนเช่นกัน และโนยุนซอ นักแสดงดาวรุ่งที่ขึ้นแท่นรับบทนางเอกเต็มตัวครั้งแรกและเป็นเรื่องแรกของเธอในการแสดงซีรีส์ซากึกย้อนยุคโชซอน
เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นภายในวังหลวง พระราชา (โจซึงอู) เรียกซินแสกูชอน (นัมจูฮยอก) และนางกำนัลแซงกัง (โนยุนซอ) เข้าเฝ้า และขอให้พวกเขาสืบหาคำสาปที่ซ่อนอยู่ในพระราชวังที่คอยคร่าชีวิตองค์รัชทายาท กูชอนสามารถเดินทางข้ามโลกวิญญาณและสังหารวิญญาณร้ายด้วยดาบของเขา ส่วนนางกำนัลแซงกังเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการได้ยินเสียงของวิญญาณ ทั้งคู่พยายามจะแก้ไขคำสาปนี้แต่ยิ่งค้นลึกลงไปก็เจอแต่ความชั่วร้ายฉ้อฉลที่หมกซุกเลือดนองอยู่เต็มวัง ซีรีส์ปราบผีแฟนตาซีสุดเดือดที่มาพร้อมคดีพลิกผันและอลังการด้วยฉากสุดตื่นตาในมิติวิญญาณ
ถ้าจะเปรียบง่ายๆ ซีรีส์นี้คือส่วนผสมของเกมอย่าง Silent Hill ที่พระเอกเข้าไปปราบผีในมิติทับซ้อน ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการนองเลือดเสื่อมสลาย บาดแผลและตราบาป บวกกับพล็อตแนวคู่หูปราบผีด้วยวิชามูซก อย่างหนัง Exhuma (2024) หรือไม่ก็ซีรีส์ Hotel del Luna (2019) แต่ย้อนไปในวังหลวงยุคโชซอน
สิ่งที่เราสนใจและหยิบมาเป็นประเด็นในคราวนี้คือ ในเรื่องเล่าถึงคดีฆาตกรรม ความตายมากมายในวังหลวง มันเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไปจนถึงภูตผีต่างๆ ที่ในเรื่องนี้มีชื่อเรียกแปลกๆ เหล่านี้มีที่มาอย่างไร
ก่อนอื่นเราอาจต้องทำความรู้จักกับฉากหลังในเหตุการณ์นี้ที่ถูกเรียกว่า The East Palace (동궁 – ทงกุง) แปลว่า “ตำหนักบูรพา” เป็นที่ประทับขององค์รัชทายาท และเป็นสถานที่ที่ตัวละครหลัก (กูชอนและแซงกัง) ต้องต่อสู้กับภูติผีเพื่อลบล้างคำสาป
ในยุคราชวงศ์โชซอน ทงกุงคือกลุ่มหมู่ตำหนักซึ่งเป็นที่ประทับของ “มกุฎราชกุมาร (องค์รัชทายาท)” สาเหตุที่สร้างไว้ทางทิศตะวันออกของพระราชวังหลัก (เช่น ภายในพระราชวังคยองบกกุง) เพราะทิศตะวันออกเป็นทิศที่ดวงอาทิตย์ขึ้น สื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและการเริ่มต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์องค์ต่อไปที่จะขึ้นครองราชย์
คำว่า “ทงกุง” ยังถูกใช้เป็นคำเรียกแทนตัวองค์รัชทายาทเองด้วย เช่น การเรียกองค์รัชทายาทว่า “ทงกุงมามา (ฝ่าบาททงกุง)” นอกจากในยุคโชซอนแล้ว ในยุคอาณาจักรชิลลาก็มีสถานที่ที่เรียกว่า “พระราชวังทงกุงและสระวอลจี (Donggung Palace and Wolji Pond)” ในเมืองคยองจู ซึ่งเคยเป็นตำหนักของรัชทายาทเช่นกัน และปัจจุบันเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ

บทบาทของกูชอนพระเอกของเรื่อง ในฉบับไทยใช้คำว่าซินแส แต่จริงๆ แล้วในภาษาเกาหลีเรียกว่า “지관 (จีกวัน)” คือซินแส หรือผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ในบริบททางประวัติศาสตร์หรือความเชื่อโบราณ คำนี้หมายถึง “นักภูมิศาสตร์” หรือผู้ที่เชี่ยวชาญศาสตร์ “พุงซูจีรี (풍수지리 – ฮวงจุ้ยแบบเกาหลี)” ทำหน้าที่ดูทำเลที่ตั้งเพื่อหาพื้นที่มงคลสำหรับสร้างบ้าน อาคาร หรือแม้กระทั่งสุสาน
ส่วนนางกำนัลแซงกังภายหลังจะถูกเปิดเผยว่านางเป็น 옹주 (องจู) หรือก็คือตำแหน่งพระธิดาหรือองค์หญิงที่ประสูติแต่ “พระสนม” (หากเกิดจากพระมเหสีจะเรียกว่า 공주-กงจู-เจ้าหญิง) ในเรื่อง แซงกังเป็นองจู ซึ่งการไม่มีภูมิหลังฝั่งมารดาที่สูงส่ง (แม่ของเธอเป็นสามัญชน) ทำให้เธอต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติอยู่เสมอ
หมกศพในวังหลวง
ในซีรีส์เราจะได้เห็นฉากนองเลือดมากมาย คำสาปแช่งฆ่าตัวตายกลายเป็นผีพยาบาท การถูกลอบวางยา การประหารชีวิต การสังหารหมู่ หรือแม้แต่โรคระบาด กลายเป็นศพเกลื่อนถูกหมกเอาไว้เป็นผีเฝ้าวัง ในความเป็นจริงนั้น ความตายเป็นสิ่งอัปมงคลขั้นรุนแรงในวัง เพราะถือว่าวังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์กลางอำนาจ กฎของราชสำนักเกาหลีเข้มงวดมากเรื่องความตาย แม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์ (ยกเว้นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระพันปี) หากประชวรหนักใกล้สิ้น ก็มักจะถูกย้ายออกไปประทับที่ตำหนักนอกวัง
สำหรับนางใน ขันที หรือข้าราชบริพาร หากป่วยหนักใกล้ตาย จะต้องถูกนำตัวออกนอกวังทันที ห้ามขาดใจตายภายในวังเด็ดขาด เพราะการมีศพอยู่ในเขตพระราชวังถือเป็นการทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แปดเปื้อน หากมีการตายเกิดขึ้นกะทันหัน ศพจะต้องถูกเคลื่อนย้ายออกทาง “ประตูผี (ประตูเล็กเฉพาะสำหรับนำคนตายหรือสิ่งอัปมงคลออก)” อย่างรวดเร็ว การจงใจฆ่าและหมกศพทิ้งไว้ในวังจึงเป็นการขัดต่อกฎมณเฑียรบาลและความเชื่ออย่างร้ายแรง
หรือแม้แต่การประหารชีวิตก็ไม่ได้ทำกันในวัง แม้ในประวัติศาสตร์จะมีการกวาดล้างทางการเมืองที่รุนแรง (การทำรัฐประหาร หรือการกวาดล้างขุนนาง) แต่การประหารชีวิตตามอาญาแผ่นดินจะกระทำที่ลานประหารนอกพระราชวัง (เช่น ลานประหารแซนัมทอ) ไม่ใช่การไล่ฆ่าฟันกันตามระเบียงตำหนักแล้วเอาศพยัดซ่อนไว้ใต้ถุนวังหรือกำแพง
The East Palace เป็นดาร์กแฟนตาซี สยองขวัญ สืบสวนสอบสวน โครงเรื่องที่พูดถึงคำสาป การล้างบางผู้คน การซ่อนศพ จนวิญญาณคนตายวนเวียนอยู่ในตำหนักบูรพา จึงเป็นการหยิบเอา “พื้นที่ของรัชทายาท” ที่มักมีเรื่องการแย่งชิงอำนาจ มาใส่จินตนาการแต่งเติมความน่ากลัวสไตล์ซีรีส์ผีและพลังเหนือธรรมชาติเข้าไป เพื่อสร้างความตื่นเต้น
อย่างไรก็ตาม แม้การตายในวังจะเป็นกฎเหล็กในวังหลวง แต่จริงๆ แล้วก็มีหลายต่อหลายครั้งที่ความตายอย่างโหดเหี้ยมเกิดขึ้นในวังหลวง เช่น
องค์รัชทายาทซาโดผู้บ้าคลั่ง
องค์ชายรัชทายาทซาโด (사도세자 เกิดราวปี ค.ศ. 1735 – สิ้นพระชนม์ปี ค.ศ. 1762) คือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เกาหลีสมัยราชวงศ์โชซอน ซึ่งมีเรื่องราวชีวิตที่เป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองและครอบครัวที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของเกาหลี เรื่องราวของเขามักถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์บ่อยครั้ง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง The Throne (2015), ซีรีส์ Warrior Baek Dong-soo (2011), Secret Door (2014), The Red Sleeve (2021) [ตามลำดับรูปด้านบนจากซ้ายไปขวา]
ซาโดเป็นโอรสของพระเจ้ายองโจ กษัตริย์องค์ที่ 21 แห่งราชวงศ์โชซอน และทรงเป็นพระบิดาของพระเจ้าจองโจ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโชซอน
พระเจ้ายองโจ พระบิดาของพระองค์ เป็นกษัตริย์ที่เข้มงวดและต้องการความสมบูรณ์แบบสูงมาก จึงกดดันและตำหนิองค์ชายซาโดอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ยังเยาว์ ทำให้องค์ชายเกิดความเครียดสะสมและเริ่มมีอาการทางจิตที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (นักประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคหลังสันนิษฐานว่าอาจเป็นโรคไบโพลาร์หรือจิตเภท)
เมื่ออาการกำเริบหนัก องค์ชายซาโดมีพฤติกรรมรุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำร้ายร่างกาย ทุบตี และสังหารข้าราชบริพาร ขันที และนางในไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีพฤติกรรมวิตถารอื่นๆ ซึ่งทำให้ราชสำนักปั่นป่วนและกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชบัลลังก์
ตามกฎหมายของโชซอน หากองค์ชายรัชทายาทถูกตัดสินประหารชีวิตในฐานะ “อาชญากร” พระญาติและพระโอรส (ซึ่งก็คือพระนัดดาของกษัตริย์ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อ) จะต้องถูกริบฐานันดรศักดิ์และอาจถูกประหารตามไปด้วย
เพื่อรักษาความชอบธรรมให้แก่โอรสขององค์ชายซาโด (หลานรักของกษัตริย์) พระเจ้ายองโจจึงไม่สามารถใช้การประหารชีวิตด้วยวิธีปกติได้ ในเดือนกรกฎาคม ปี 1762 พระองค์จึงมีราชโองการสั่งให้องค์ชายซาโด เข้าไปอยู่ใน “ลังไม้บรรจุข้าวสาร (뒤주 – ดวิจู)” และตอกตะปูปิดตาย
องค์ชายซาโดถูกขังอยู่ในนั้น ขาดอาหารและน้ำท่ามกลางความร้อนในฤดูร้อน และสิ้นลงอย่างทุกข์ทรมานในอีก 8 วันต่อมาด้วยวัยเพียง 27 พรรษา
เรื่องราวความเจ็บป่วยทางจิตและความรุนแรงขององค์ชายซาโด ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดใน “บันทึกความทรงจำของพระชายาฮเยกยอง” (The Memoirs of Lady Hyegyeong) ซึ่งเป็นพระชายาของพระองค์เอง ทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นภาพความกดดันในราชสำนักและความน่าสะพรึงกลัวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
องค์ชายยอนซัน หรือยอนซันกุน (King Yeonsangun / 연산군) คือกษัตริย์ลำดับที่ 10 แห่งราชวงศ์โชซอนของเกาหลี (ครองราชย์ ค.ศ. 1494 – 1506) และได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “กษัตริย์ที่โหดร้ายและทรราชที่สุดในประวัติศาสตร์โชซอน”
สาเหตุที่พระองค์ไม่ได้ถูกเรียกขานพระนามหลังสวรรคตด้วยคำลงท้ายว่า “โจ” (조) หรือ “จง” (종) เหมือนกษัตริย์องค์อื่นๆ (เช่น พระเจ้าเซจง) แต่ถูกเรียกลดขั้นเป็นเพียง “กุน” (군 – องค์ชาย) เป็นเพราะพระองค์ถูกก่อรัฐประหารปลดออกจากตำแหน่งและถูกถอดพระยศ
การกวาดล้างขุนนางครั้งใหญ่ (Sahwa) พระองค์ก่อเหตุสังหารหมู่ขุนนางและปราชญ์ (ซอนบี) ถึง 2 ครั้งใหญ่ๆ ครั้งแรก เมื่อปี 1498 สั่งประหารกลุ่มขุนนางฝ่ายซาริมเพียงเพราะความขัดแย้งทางการเมืองและบันทึกประวัติศาสตร์ที่วิจารณ์ปู่ของพระองค์ (พระเจ้าเซโจ) ครั้งที่สองในปี 1504 เมื่อพระองค์ทราบความจริงว่าพระมารดาแท้ๆ ของตน (พระมเหสียุนที่ถูกปลด) ถูกบังคับให้ดื่มยาพิษประหารชีวิตในยุคของพระบิดา (พระเจ้าซองจง) พระองค์จึงเกิดความแค้นอย่างหนักและสั่งประหารชีวิตขุนนาง พระสนม และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นอย่างโหดเหี้ยมทารุณ
เมื่อประชาชนเริ่มทนไม่ไหวและเขียนป้ายประกาศด่าทอพระองค์ด้วยอักษรฮันกึล (อักษรเกาหลีที่ประดิษฐ์โดยพระเจ้าเซจง) พระองค์จึงสั่งห้ามประชาชนเรียนและใช้อักษรฮันกึลโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งสั่งประหารคนที่ฝ่าฝืน ซ้ำยังสั่งปิด “ซองกยุนกวาน (Sungkyunkwan)” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาชั้นสูงสุดของประเทศในยุคนั้น แล้วเปลี่ยนให้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงและรวบรวมกีแซง (นางโลม) จากทั่วประเทศมาบำเรอกามส่วนพระองค์
ความโหดร้ายและพฤติกรรมที่เอาแต่ใจทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ยุคมืด ในที่สุดกลุ่มขุนนางจึงรวมตัวกันก่อการกบฏในปี ค.ศ. 1506 (รู้จักกันในชื่อการรัฐประหารพระเจ้าจุงจง) เพื่อปลดพระองค์ออกจากราชบัลลังก์
ยอนซันกุนถูกเนรเทศไปยังเกาะคังฮวา และสวรรคตด้วยโรคระบาดหลังจากถูกเนรเทศไปได้เพียงสองเดือน ในขณะที่มีพระชนมายุ 30 พรรษา โดยบัลลังก์ได้ตกเป็นของพระอนุชาต่างมารดา ซึ่งก็คือ พระเจ้าจุงจง (กษัตริย์ในยุคของแดจังกึม)
ด้วยแคแรกเตอร์ที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยความบอบช้ำทางจิตใจ ยอนซันกุนจึงเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มักถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลีบ่อยมากที่สุดคนหนึ่ง เช่น ในภาพยนตร์เรื่อง The King and the Clown (2005), The Treacherous (2015) หรือซีรีส์เรื่อง Rebel: Thief Who Stole the People (2017), Bon Appétit, Your Majesty (2025) [ตามลำดับภาพด้านบนจากซ้ายไปขวา]
ในหน้าประวัติศาสตร์เกาหลี ไม่มีภาพวาดใบหน้าของเขา หรือที่เรียกว่า “ออจิน – 어진” ขององค์ชายยอนซันกุนที่วาดขึ้นในยุคสมัยของพระองค์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ภาพเดียว สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัย เนื่องจากการถูกถอดยศและลบตัวตนตามธรรมเนียมของราชวงศ์โชซอน ภาพวาดกษัตริย์จะถูกวาดขึ้นอย่างประณีตเพื่อนำไปประดิษฐานไว้สักการะที่ศาลเจ้าจงมโย (Jongmyo Shrine) แต่เนื่องจากยอนซันกุนถูกกบฏรัฐประหารปลดลงจากบัลลังก์และถูกลดขั้นเป็นเพียง “องค์ชาย” จึงถูกริบเกียรติยศทั้งหมด ข้าวของเครื่องใช้ บันทึกบางส่วน รวมถึงภาพวาด (หากเคยมีการวาดไว้) จึงไม่ได้รับการเก็บรักษาและถูกทำลายทิ้งเพื่อลบล้างสถานะกษัตริย์ตามธรรมเนียมการลงโทษทางการเมือง
อีกประการคือสูญหายจากไฟไหม้และสงคราม อันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ยอนซันกุน แต่ภาพวาดของกษัตริย์โชซอนส่วนใหญ่ก็สูญหายไปเกือบหมดประเทศเช่นกัน จากเหตุการณ์สงครามอิมจินเมื่อญี่ปุ่นบุกเกาหลี ปี 1592-1598 และที่ร้ายแรงที่สุดคือ เหตุการณ์ไฟไหม้คลังเก็บสมบัติที่เมืองปูซานในปี 1954 ซึ่งเผาทำลายภาพวาดกษัตริย์โชซอนที่อุตส่าห์รอดพ้นสงครามมาได้ไปเกือบหมด (ปัจจุบันเกาหลีใต้เหลือภาพวาดกษัตริย์โชซอนที่สมบูรณ์จริงๆ เพียงไม่กี่พระองค์เท่านั้น เช่น พระเจ้าแทโจ และพระเจ้ายองโจ)
ดังนั้น ภาพของยอนซันกุนที่เราอาจบังเอิญเห็นตามอินเทอร์เน็ต หนังสือประวัติศาสตร์ หรือตามพิพิธภัณฑ์บางแห่งในปัจจุบัน ล้วนเป็น “ภาพวาดจากจินตนาการที่ศิลปินวาดขึ้นใหม่ในยุคหลัง” โดยอิงจากคำบรรยายลักษณะนิสัยในพงศาวดาร หรือไม่ก็เป็นเพียงภาพของนักแสดงที่รับบทบาทนี้ในซีรีส์และภาพยนตร์
องค์ชายซุนฮวา “ฆาตกรต่อเนื่อง” แห่งโชซอน
องค์ชายซุนฮวา (Prince Sunhwa순화군ค.ศ. 1580 – 1607) พระราชโอรสลำดับที่ 6 ของพระเจ้าซอนโจ เป็นเชื้อพระวงศ์ที่มีพฤติกรรมซาดิสต์และชอบการฆ่าคนเพื่อความบันเทิงส่วนพระองค์ บันทึกในพงศาวดารระบุว่า พระองค์มักจะจับบ่าวรับใช้ ขันที หรือแม้แต่ชาวบ้านนอกวัง มาขังไว้ในตำหนักส่วนตัว จากนั้นก็ลงมือทรมานและทุบตีจนตาย ทรงทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีผู้เสียชีวิตตกเป็นเหยื่อหลายสิบคนต่อปี
ความบ้าคลั่งขององค์ชายซุนฮวารุนแรงจนเหล่าขุนนางต้องถวายฎีกากดดันให้พระเจ้าซอนโจลงโทษ พระเจ้าซอนโจจำใจต้องถอดพระยศและเนรเทศองค์ชายไปอยู่ต่างเมือง แต่ถึงกระนั้น องค์ชายก็ยังคงจับบ่าวไพร่ที่คอยดูแลพระองค์ในพื้นที่เนรเทศมาฆ่าทิ้งอยู่ดี จนถูกมองว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่กฎหมายอาญาแผ่นดินไม่สามารถแตะต้องได้
เจ้าชายซุนฮวา หรือซุนฮวากุน มีพระนามเดิมว่า อีโบ (Yi Bo / 이보) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 6 ของ พระเจ้าซอนโจ กษัตริย์ลำดับที่ 14 แห่งราชวงศ์โชซอน ซึ่งประสูติแต่พระสนมซุน จากตระกูลฮวัง ประวัติของเจ้าชายซุนฮวามีความเชื่อมโยงกับทั้ง “สงครามอิมจิน” และพฤติกรรมความโหดร้ายที่คล้ายคลึงกับ “ยอนซันกุน”
ซุนฮวาเคยตกเป็นตัวประกันในสงครามอิมจิน ในช่วงสงครามญี่ปุ่นบุกโชซอน พระเจ้าซอนโจได้ส่งเจ้าชายซุนฮวาและเจ้าชายอิมแฮ (พระเชษฐาต่างมารดา) ไปยังมณฑลฮัมกยองทางตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อรวบรวมกองกำลังทหารมาช่วยรบ แต่แทนที่จะทำหน้าที่ ทั้งสองพระองค์กลับใช้อำนาจกดขี่ปล้นชิงและข่มเหงชาวบ้านอย่างหนัก จนชาวบ้านโกรธแค้นและก่อกบฏ จับตัวเจ้าชายทั้งสองไปส่งมอบให้ คาโต คิโยมาสะ แม่ทัพของญี่ปุ่น ทำให้พระองค์ตกเป็นตัวประกันอยู่พักใหญ่ก่อนจะถูกปล่อยตัวจากข้อตกลงเจรจาสงบศึก
เจ้าชายซุนฮวาถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ที่มีปัญหาทางจิตและมีพฤติกรรมรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โชซอน พระองค์มักจะทรมาน ทุบตี และสังหารข้ารับใช้ ขันที นางใน รวมถึงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจเป็นประจำ ว่ากันว่าพระองค์มักจะใช้ฟันกัดผู้คนหรือลงมือฆ่าคนในขณะที่กำลังเมามาย
แม้เหล่าขุนนางจะทนไม่ไหวและรวมตัวกันถวายฎีกาให้ประหารชีวิตหรือลงโทษสถานหนักนับครั้งไม่ถ้วน แต่พระเจ้าซอนโจผู้เป็นบิดาก็มักจะปกป้องและผ่อนปรนโทษให้เสมอ โดยมักจะจบลงแค่การถูกริบตำแหน่ง เนรเทศ หรือสั่งกักบริเวณในตำหนักเท่านั้น และไม่นานก็จะได้รับการอภัยโทษ
เจ้าชายซุนฮวาสิ้นชีพในวัยเพียง 27 พรรษา ด้วยอาการประชวร บางบันทึกระบุว่าอาจเกิดจากเส้นเลือดในสมอง หรือผลพวงจากการใช้ชีวิตที่ดื่มสุราอย่างหนักและพฤติกรรมคุ้มคลั่ง
องค์ชายอิมแฮฆ่าทาสชิงทรัพย์
พระราชโอรสพระองค์โตของพระเจ้าซอนโจ ชื่อองค์ชายอิมแฮ (Prince Imhae 임해군 ค.ศ. 1572 – 1609) เป็นคนอารมณ์ร้ายและมักจะใช้ข้ออ้างความเป็นเชื้อพระวงศ์ในการข่มเหงผู้คน พระองค์กักขังและทุบตีบ่าวรับใช้ในตำหนักของตนเองจนตายเป็นประจำเพียงเพราะทำอาหารไม่ถูกปากบ้าง หรือจัดที่นอนไม่เรียบร้อยบ้าง
ความเหิมเกริมของพระองค์ลุกลามไปถึงขั้นส่งกลุ่มบ่าวของตนเองไปบุกรุกบ้านของขุนนางหรือชาวบ้านรวยๆ เพื่อปล้นชิงทรัพย์ หากทาสหรือบ่าวไพร่ของบ้านนั้นขัดขืน องค์ชายอิมแฮจะสั่งให้ฆ่าทิ้งทันที หรือบางครั้งพระองค์ก็ลงมือสังหารบ่าวไพร่ของคนอื่นด้วยพระองค์เองกลางถนน แต่ไม่มีใครกล้าเอาผิดเพราะเกรงกลัวในราชอำนาจ
เจ้าชายอิมแฮ หรืออิมแฮกุน มีพระนามเดิมว่า อีจิน (Yi Jin / 이진) เป็นพระราชโอรส “พระองค์โตที่สุด” ของ พระเจ้าซอนโจ (ประสูติแต่พระสนมคง ซึ่งเป็นพระมารดาเดียวกันกับกษัตริย์ควางแฮกุน) แม้จะเป็นพระราชโอรสองค์โตที่ควรจะมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ แต่ชีวิตของเจ้าชายอิมแฮกลับเต็มไปด้วยปัญหาและมีจุดจบที่น่าสลด
พระองค์มีชื่อเสียงในทางลบอย่างมากจากนิสัยที่ก้าวร้าว หยาบคาย ชอบใช้ความรุนแรง และมักปล่อยให้ข้ารับใช้ของตนออกไปข่มเหง ปล้นสะดม หรือทำร้ายชาวบ้านตามอำเภอใจ พระเจ้าซอนโจจึงมองว่าพระองค์ไม่มีความสามารถพอที่จะปกครองประเทศ และตัดสินใจแต่งตั้งพระอนุชา (ควางแฮกุน) ที่ฉายแววความสามารถในช่วงวิกฤติสงครามขึ้นเป็นรัชทายาทแทน
พระองค์ถูกส่งไปรวบรวมทหารที่มณฑลฮัมกยองพร้อมกับ เจ้าชายซุนฮวา (ที่เราเล่าไปก่อนหน้านี้) แต่แทนที่จะช่วยกอบกู้ประเทศ ทั้งคู่กลับใช้อำนาจกดขี่ชาวบ้านอย่างหนักจนเกิดการลุกฮือ ชาวบ้านจึงจับกุมทั้งสองพระองค์ไปมอบให้แม่ทัพญี่ปุ่นเพื่อเป็นตัวประกัน ก่อนจะถูกปล่อยตัวคืนมาในช่วงเจรจาสงบศึก
เมื่อพระเจ้าซอนโจสวรรคต และควางแฮกุน (น้องชายแท้ๆ) ขึ้นครองราชย์ในปี 1608 สถานะ “พี่ชายคนโต” ของอิมแฮกุนจึงกลายเป็นภัยคุกคามทางการเมืองและหอกข้างแคร่ ในปีต่อมาพระองค์ถูกตั้งข้อหาว่าซ่องสุมผู้คนเพื่อก่อกบฏ จึงถูกเนรเทศไปยังเกาะคังฮวา และถูกสังหาร (บางบันทึกเชื่อว่าถูกลอบวางยาพิษหรือรัดคอตามคำสั่งลับ) ในปี ค.ศ. 1609 ขณะมีพระชนมายุ 37 พรรษา เรื่องราวของอิมแฮปรากฏในซีรีส์ The King’s Face (2014-2015), Splendid Politics (2015) [ตามลำดับภาพด้านบน]
ฆ่าล้างโคตร
ในซีรีส์จะมีตัวละครที่กลัวความผิดฆ่าล้างโคตร คือนอกจากตนเองจะถูกประหารแล้ว พ่อแม่ก็จะโดนด้วย โทษประหารแบบนี้มีอยู่จริง เรียกว่า “ยอนจวาเจ(연좌제 – การรับโทษร่วมกัน หรือความผิดติดร่างแห)” เช่น หากทหารองครักษ์ถูกจับได้ว่าเป็นชู้กับนางใน โทษที่จะได้รับไม่ใช่แค่การประหารชีวิตตัวเขากับนางในเท่านั้น แต่กฎหมายจะขยายผลไปถึงครอบครัวของทหารนายนั้นด้วย นั่นคือ การประหารชีวิต 3 ชั่วโคตร (นับจากตัวเองเป็นหนึ่ง ขึ้นไปคือพ่อแม่เป็นสอง และลงไปคือลูกเป็นสาม) ส่วนผู้หญิงในครอบครัวจะถูกริบเป็นทาสหลวงทั้งหมด ดังนั้น การที่ทหารในเรื่องตัดสินใจทำเรื่องเลวร้ายเพื่อตัดตอนหลักฐาน จึงเป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผลมากเมื่อเทียบกับความโหดร้ายของกฎหมายในยุคนั้น
จริงๆ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย มีปรากฏบ่อยๆ ในซีรีส์จีน และระบบการประหารชีวิตของไทยเราเองก็เคยมีปรากฏในเป็นโทษขั้นสูงสุดที่ถูกระบุไว้ใน “พระไอยการลักษณะกบถประทุษร้าย” (ส่วนหนึ่งของกฎหมายตราสามดวง) ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยจะใช้บังคับเฉพาะกับผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงที่สุดต่อแผ่นดิน นั่นคือ ข้อหากบฏ หรือคิดล้มล้างราชบัลลังก์
ตามกฎหมายระบุบทลงโทษไว้ว่า “ให้ริบราชบาทว์ให้สิ้น ตัดศีรษะเสียเจ็ดชั่วโคตร” ซึ่งหมายถึงการริบทรัพย์สมบัติทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดิน และประหารชีวิตเครือญาติให้สิ้นซากทั้ง 7 ลำดับขั้น ได้แก่ 1. ทวด 2. ปู่ / ย่า / ตา / ยาย 3. พ่อ / แม่ 4. ผู้กระทำความผิด (นับเป็นศูนย์กลาง) 5. ลูก 6. หลาน 7. เหลน
นักประวัติศาสตร์พบว่าเมื่อมีการตัดสินโทษนี้ ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกประหารชีวิตมักจะเป็น ผู้ชาย เพื่อป้องกันการกลับมาแก้แค้นหรือก่อกบฏซ้ำ ส่วนผู้หญิง เด็กเล็ก หรือญาติห่างๆ มักจะได้รับการลดหย่อนโทษ โดยเปลี่ยนเป็นการ “ริบราชบาทว์” คือการถูกถอดยศ ริบทรัพย์สมบัติ และถูกกวาดต้อนไปเป็นทาสหลวงหรือทาสรับใช้ในวังแทน เช่น การเป็นทาสในกรมช้าง กรมม้า
และเอาเข้าจริง โทษนี้มักเกิดในช่วงที่มีการผลัดแผ่นดินหรือเปลี่ยนราชวงศ์อย่างรุนแรงในสมัยอยุธยา การกวาดล้างเครือญาติของขั้วอำนาจเก่าก็เกิดขึ้นอย่างเหี้ยมโหดและใกล้เคียงกับคำว่าฆ่าล้างโคตรจริงๆ เพื่อถอนรากถอนโคนอำนาจเดิม
ในทางปฏิบัติ การจะตามจับคนในสายเลือดเดียวกันให้ครบทั้ง 7 รุ่น ตั้งแต่ทวดไปจนถึงเหลน มาประหารพร้อมกันในคราวเดียวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมีเหตุการณ์กวาดล้างเครือญาติแบบ “ตัดรากถอนโคน” ที่รุนแรงและใกล้เคียงกับบทลงโทษนี้อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะในคดีกบฏหรือการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ อย่างกรณีของพระเจ้าตากสิน หลังจากสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือรัชกาลที่ 1) เข้าปราบจลาจลในกรุงธนบุรีและปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2325 ได้มีการสั่งสำเร็จโทษบุคคลที่มีศักยภาพในการเป็นภัยต่อความมั่นคงของบัลลังก์ใหม่ กรณีอื่นๆ เช่น
กบฏเจ้าฟ้าเหม็น (ต้นกรุงรัตนโกสินทร์) เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนใจและเห็นภาพการ “ตัดรากถอนโคน” สายเลือดผู้ชายได้ชัดเจนที่สุด เจ้าฟ้าเหม็น (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต) เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (มารดาคือพระราชธิดาในรัชกาลที่ 1) ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รัชกาลที่ 2 ทรงถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมผู้คนคิดก่อกบฏเพื่อชิงราชบัลลังก์
เจ้าฟ้าเหม็นถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ และที่สำคัญคือ พระราชโอรสของเจ้าฟ้าเหม็นทั้งหมด 6 พระองค์ (ซึ่งถือเป็นสายเลือดชายของพระเจ้าตากสิน) ถูกสั่งประหารชีวิตตามไปด้วยทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทกลับมาทวงแค้นหรือทวงคืนอำนาจในภายหลัง ส่วนฝ่ายหญิงรอดชีวิตแต่ถูกถอดยศเป็นสามัญชน
การล้างบางช่วงผลัดแผ่นดิน (สมัยอยุธยา) ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารเปลี่ยนราชวงศ์ กษัตริย์องค์ใหม่มักจะใช้กฎหมายกบฏเพื่อกวาดล้างตระกูลของกษัตริย์องค์เก่าและขุนนางขั้วอำนาจเดิมให้สิ้นซาก เช่น
ยุคพระเจ้าปราสาททอง ทรงกวาดล้างเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์สุโขทัยเดิม และกวาดล้างขุนนางที่ต่อต้านอย่างรุนแรง รวมถึงสั่งประหารชีวิตคนในเครือข่ายของยามาดะ นางามาซะ (ออกญาเสนาภิมุข) ขุนนางชาวญี่ปุ่นที่มีอำนาจทางทหารในขณะนั้น
ยุคพระเพทราชา เมื่อทรงยึดอำนาจในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทรงสั่งประหารพระอนุชาและพระโอรสบุญธรรมของสมเด็จพระนารายณ์ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เหลือผู้สืบทอดบัลลังก์
ตระกูลขุนนางหัวเมืองที่คิดกบฏ ในกฎหมายตราสามดวง หากขุนนางหรือเจ้าเมืองระดับสูงคิดตีตัวออกห่าง สมรู้ร่วมคิดกับข้าศึก หรือก่อกบฏและถูกปราบได้ โทษคือการกวาดล้างทั้งโคตรเหง้า สายเลือดผู้ชายในตระกูลที่โตพอจะจับอาวุธได้ มักจะถูกนำตัวไปตัดหัวประจานทั้งหมด
โทษประหารเจ็ดชั่วโคตรของไทยนี้ได้ถูกยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อพระองค์ทรงปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลของสยามให้มีความเป็นสากลและอารยะตามแบบชาติตะวันตก ทำให้ความผิดทางอาญากลายเป็นเรื่องของตัวบุคคลผู้กระทำผิดเท่านั้น ไม่ตกทอดหรือเหมารวมไปถึงสายเลือดอีกต่อไป
วิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติ
ความสนุกอีกประการของซีรีส์ The East Palace คือ บรรดาตัวประหลาดทั้งหลายที่โผล่มาด้วยชื่อเรียกแปลกๆ มากมาย รวมถึงมิติเหนือธรรมชาติ เช่น
โลกแห่งวิญญาณ กวีอึย เซกเย 귀의 세계
กวี-ผี อึย/เอ แห่ง เซกเย-โลก/มิติ เป็นมิติภูติผีที่คู่ขนานหรือซ้อนทับอยู่กับตำหนักบูรพาในซีรีส์นี้ เป็นพื้นที่ลี้ลับที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตและเป็นรังของเหล่าภูติผี
ซึ่งความเห็นส่วนตัวเราคิดว่ามันคล้าย Silent Hill ค่อนข้างมากแทบจะใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องและการออกแบบโลก (World-building) ที่มีรากฐานแบบเดียวกัน ซึ่งหากมองในมุมของการวิเคราะห์โครงสร้างบท (Structural Screenwriting) และการออกแบบงานสร้าง (Production Design) จะพบจุดเชื่อมโยงที่ชัดเจนดังนี้
1. โครงสร้างมิติคู่ขนานที่ซ้อนทับกัน (The Overlapping Worlds)
ในเกม Silent Hill ทุกภาค มีโลกปกติ (Real World), โลกหมอก (Fog World), และโลกสนิม/โลกฝันร้าย (Otherworld) ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยสนิมเลือด โดยเฉพาะมิติศาลเจ้ามืดใน Silent Hill ภาค f ที่แทบจะถอดแบบกันมาด้วยบรรยากาศโบราณและเป็นสีแดงทั้งหมด
ใน The East Palace มีโลกมนุษย์ (วังหลวงปกติในตอนกลางวัน) และโลกแห่งวิญญาณ (มิติที่บิดเบี้ยวในตอนกลางคืนหรือในจุดที่อาคมเสื่อม) สภาพแวดล้อมของวังหลวงจะถูกทับซ้อนด้วยความมืดมิด ความผุพัง และความน่าสะพรึงกลัว ตัวละครมักจะหลุดเข้าไปในมิตินี้แล้วหาทางออกไม่ได้ ราวกับติดอยู่ในเขาวงกต ซึ่งเป็นเทคนิคการขังตัวละครหลักไว้ในพื้นที่ปิดล้อมเพื่อสร้างความกดดันทางจิตวิทยา
2. รูปธรรมของบาดแผลและตราบาป (Manifestation of Trauma & Sins)
Silent Hill: อสุรกายและสภาพแวดล้อมที่บิดเบี้ยว ล้วนก่อตัวมาจาก “บาดแผลทางจิตใจ (Trauma) ” ความรู้สึกผิด หรือบาปของตัวละครที่หลุดเข้าไป
The East Palace: “กวีอึย เซกเย” และเหล่าภูติผี ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มันคืองานสร้างที่สะท้อนถึง “ประวัติศาสตร์อันดำมืด” ของราชสำนักเกาหลี อสุรกายในโลกวิญญาณก่อตัวขึ้นจากแรงอาฆาต การสังหารหมู่ การแก่งแย่งชิงดี และความอยุติธรรมที่หมักหมมอยู่ในเขตพระราชฐานมานานนับร้อยปี โลกวิญญาณในเรื่องจึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนด้านมืด (Dark Reflection) ของอำนาจเบ็ดเสร็จในวังหลวง
3. การออกแบบงานสร้างที่เน้นความเสื่อมสลาย (Production Design of Decay)
จุดที่ทำให้ความรู้สึกของผู้ชมเชื่อมโยงกับ Silent Hill มากที่สุดคือทิศทางของงานภาพและองค์ประกอบศิลป์ เมื่อฉากถูกสลับไปยัง “โลกแห่งวิญญาณ” สภาพแวดล้อมของวังหลวงที่เคยวิจิตรตระการตาจะแปรสภาพไปสู่ความเสื่อมโทรม (Decay) มีการเล่นกับความมืด หมอกควัน สิ่งสกปรก และร่องรอยของเลือด ซึ่งเป็นการใช้ Production Design เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันงดงามของราชวงศ์นั่นเองครับ
กวีแม (귀매)
เป็นการรวมกวี-วิญญาณ และ แม-การล่อลวง มันไม่ใช่วิญญาณคนตายธรรมดา แต่เป็นอสุรกายหรือปีศาจที่ก่อตัวขึ้นจากการสะสมของพลังงานด้านลบ (พลังหยิน) คอยหลอกล่อและทำร้ายมนุษย์
กวีแม แตกต่างจาก “ผี” หรือ “วิญญาณอาฆาต” ทั่วไปตรงที่ พวกมันไม่ได้เกิดจากวิญญาณของมนุษย์ที่ตายไปแล้ว แต่กวีแมคือ “อสุรกายหรือปีศาจ” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการสะสมตัวของพลังงานด้านลบ พลังหยิน หรือความชั่วร้ายที่หมักหมมอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เช่น ในวังหลวง เป็นเวลานานจนก่อตัวมีชีวิตและรูปร่างขึ้นมาเอง
ในซีรีส์ ทีมผู้สร้างได้ดึงเอาคอนเซปต์ของภูตผีปีศาจจากนิทานพื้นบ้านและตำนานความเชื่อของเกาหลีมาดัดแปลง โดยสร้างกวีแมให้มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้
กอม็อกซารี (꺼먹살이): เป็นกวีแมตัวเล็กๆ สีดำ ตากลมโต ที่คอยเดินตาม “กูชอน” พระเอกของเรื่อง ภายนอกดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาและดูไร้พิษสง แต่จริงๆ แล้วเป็นสัตว์นักล่าที่อันตรายมาก เวลาที่มันจู่โจมหรือล่าเหยื่อ มันสามารถยืดหดอวัยวะหรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างของตัวเองได้อย่างน่าสยดสยองเพื่อจู่โจม และคอยดูดกลืน “พลังหยาง” (พลังชีวิต) ของมนุษย์เป็นอาหารได้ กอม็อกซารีเปรียบเสมือนแมสคอตประจำเรื่องที่ออกแบบมาตามสูตร “น่ารักแต่สยอง” (Deceptively Cute) เพื่อให้คนดูตายใจ ก่อนจะเผยความน่ากลัวที่แท้จริงออกมา
ในเว็บ namu หรือวิกิฉบับเกาหลีอธิบายว่า มันปรากฏในตำนานพื้นบ้านซึ่งพบหลักฐานเป็นหนังสือเรื่องเล่าในปี 2008 ซึ่งอ้างถึงเหตุการณ์ในปี 1960 โดยหญิงชราที่ชื่อว่าคุณยายชิน ลักษณะของมันคือ ร่างกายสีดำสนิท ขนาดตัวเท่ากับเด็กอายุ 3 ขวบ มักจะโผล่มาตามทางโค้งของภูเขา มันจะวิ่งไปวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง และเอาแต่พูดซ้ำๆ ว่า “ฉันคือกอม็อกซารี ฉันคือกอม็อกซารี” หากใครวิ่งหนี มันจะวิ่งตาม แต่ถ้าใครจิตแข็ง มันจะแสดงท่าทีหวาดกลัวและอ่อนแอให้เห็น
แทโชเอกวีแม (태초의 귀매 กวีแมบรรพกาล) เป็นปีศาจระดับบอสที่มีขนาดใหญ่โตและมีพลังหยินมหาศาล เป็นตัวแทนของความมืดมิดที่ทรงพลังที่สุดใน “โลกแห่งวิญญาณ” ในเรื่องมีฉากสำคัญที่กูชอนต้องยอมทำสัญญามืดกับกวีแมตนนี้ โดยเอาวิญญาณและอิสรภาพของตัวเองเข้าแลก เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังเหนือมนุษย์และดาบปราบปีศาจที่ล่ามติดกับแขนของเขา
มันไม่ใช่ผีที่เกิดจากคนตาย แต่เป็นก้อนพลังงานความชั่วร้าย (พลังหยิน) ที่เก่าแก่ที่สุด ทรงพลังที่สุด และเป็นต้นกำเนิดของกวีแมตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ถ้าในวังหลวงมีพระราชาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด “แทโชเอกวีแม” ก็คือพระราชาผู้ปกครองโลกแห่งวิญญาณที่คอยกลืนกินวังหลวงอยู่นั่นเอง
“วอนกวี” (원귀) “ผีพยาบาท” หรือ “วิญญาณอาฆาต”
วอนกวี แตกต่างจากปีศาจหรืออสุรกายตรงที่ พวกมันเคยเป็นมนุษย์มาก่อน และมีจุดกำเนิดที่ชัดเจนมาก วอนกวีคือดวงวิญญาณที่ตายไปพร้อมกับความรู้สึกคั่งแค้น เจ็บปวด อาฆาต หรือมีความคับข้องใจอย่างรุนแรง (ที่คนเกาหลีเรียกว่า “ฮัน 한-ความแค้น”) เช่น ถูกฆาตกรรม ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษประหาร ถูกกดขี่ข่มเหงจนตาย หรือตายอย่างอยุติธรรม
พวกมันจะไม่ยอมไปปรโลก ด้วยความแค้นที่สุมอก วิญญาณเหล่านี้จึงปฏิเสธที่จะเดินทางไปยังโลกหน้า แต่เลือกที่จะวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อทวงความยุติธรรม หรือแก้แค้นคนที่ทำร้ายตน วอนกวีมักจะไม่ทำร้ายคนสะเปะสะปะ แต่จะพุ่งเป้าไปที่ “ผู้กระทำผิด” หรือลูกหลานของต้นตระกูลที่เคยสร้างความเจ็บปวดให้ตนเอง
วอนกวีเคยเป็นมนุษย์ ยังมีความทรงจำตอนมีชีวิต มีเป้าหมายในการแก้แค้น และ “สามารถปลดปล่อยได้” หากร่างทรง (มูดัง) ทำพิธีคลายปมความแค้น หรือมีคนคืนความยุติธรรมให้ วิญญาณก็จะสงบและไปสู่สุคติ ตัวอย่างของวอนกวีที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีคือ ชอนยอกวี (처녀귀) หรือผีสาวพรหมจรรย์ มักใส่ชุดฮันบกสีขาวและปล่อยผมสยาย ซึ่งเกิดจากหญิงสาวที่ตายไปโดยที่ยังไม่เคยแต่งงานหรือถูกกดขี่ในยุคโชซอน
เทพประจำตัว (몸주신 มม-จู-ชิน)
ในบริบทของความเชื่อและลัทธิคนทรง “เทพประจำตัว” ถือเป็นแก่นสำคัญที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นร่างทรงผู้มีพลังเหนือธรรมชาติครับ เทพประจำตัวคือดวงวิญญาณ เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ “เลือก” มนุษย์คนใดคนหนึ่งเพื่อใช้เป็นสื่อกลาง (Vessel) ในการติดต่อกับโลกมนุษย์ ร่างทรงจะไม่สามารถเลือกเทพประจำตัวได้เอง แต่เทพจะเป็นฝ่ายเลือกผู้ที่เหมาะสม เมื่อมนุษย์ยอมรับการประทับร่าง เทพองค์นั้นจะมอบพลังอำนาจให้ เช่น การหยั่งรู้ปรโลก การทำนายอนาคต การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือการขับไล่วิญญาณร้าย แลกกับการที่ร่างทรงต้องอุทิศตนรับใช้และประกอบพิธีกรรมถวาย
มม-ร่างกาย / จู-เจ้าของ, ผู้ครอบครอง / ชิน-เทพเจ้า, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า 주신 (จูชิน – เทพหลัก/เทพเจ้าของร่าง) หรือเรียกรวมๆ ว่า 신명 (ชินมยอง – เทพยดา) ความเป็นมาของมมจูชินในเกาหลีนั้นผูกพันกับวัฏจักรความเจ็บปวดและการยอมรับชะตากรรม ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามความเชื่อโบราณ ดังนี้
โรคเทพ หรืออาการป่วยลึกลับ (신병 – ชินบยอง) เมื่อเทพองค์ใดองค์หนึ่งหมายตาดวงวิญญาณมนุษย์ มนุษย์คนนั้นจะเกิดอาการป่วยไข้เรื้อรังอย่างรุนแรงโดยหาสาเหตุทางการแพทย์ไม่ได้ อาจมีอาการประสาทหลอน ฝันเห็นสิ่งลี้ลับ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ความเชื่อระบุว่านี่คือบททดสอบหรือการ “บังคับ” ให้ยอมรับชะตากรรม เพราะโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาแผนปัจจุบัน
พิธีรับเทพ (내림굿 – แนริมกุต) ทางเดียวที่จะรักษาโรคเทพให้หายขาดได้ คือต้องให้ร่างทรงอาวุโสมาทำพิธี “แนริมกุต” หรือพิธีอัญเชิญเทพลงประทับ พิธีนี้คือการเปิดทางให้ผู้ป่วยยอมรับการเข้ามาของมมจูชินอย่างเป็นทางการ เมื่อพิธีเสร็จสิ้น มนุษย์คนนั้นจะกลายเป็นร่างทรง (มูดัง) อย่างเต็มตัว และวิญญาณที่ลงมาประทับจะกลายเป็น “มมจูชิน” (เทพประจำตัว) ไปตลอดชีวิต
เทพประจำตัวในเกาหลีไม่ได้มีแค่เทพบนสวรรค์ แต่มีหลากหลายระดับและที่มา เช่น เทพแห่งธรรมชาติ (ภูเขา, ทะเล, ท้องฟ้า) วิญญาณบรรพบุรุษ หรือกษัตริย์ในอดีต วิญญาณของวีรบุรุษหรือขุนพลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ (เช่น นายพลชเวย็อง, แม่ทัพกวนอู) วิญญาณเด็ก (ทงจา)
ความสัมพันธ์ระหว่างร่างทรงกับเทพประจำตัวในเกาหลีจึงเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยและผูกมัดกันอย่างลึกซึ้ง หากร่างทรงทำผิดกฎหรือเทพประจำตัวถูกปราบ/ทอดทิ้ง ร่างทรงก็จะสูญเสียพลังและอาจกลับไปเจ็บป่วยเจียนตายได้เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในซีรีส์
ท้ายที่สุดแล้ว The East Palace ไม่ได้เป็นเพียงแค่ซีรีส์ปราบผีแฟนตาซีที่มอบความตื่นเต้นระทึกขวัญผ่านงานภาพสุดอลังการและมิติวิญญาณที่ชวนให้นึกถึงฝันร้ายแบบ Silent Hill เท่านั้น แต่มันยังผสานรอยต่อระหว่าง “ประวัติศาสตร์เลือด” ของราชสำนักโชซอน กับ “ตำนานความเชื่อพื้นบ้าน” ได้อย่างชาญฉลาด ความเน่าเฟะ การแก่งแย่งชิงอำนาจ และความอยุติธรรมที่เคยเกิดขึ้นจริงในหน้าประวัติศาสตร์ ถูกหยิบยกมาตีความใหม่ให้กลายเป็นรูปธรรมของอสุรกายที่จับต้องได้
ซีรีส์เรื่องนี้จึงเป็นการตั้งคำถามที่ทรงพลังต่อผู้ชมว่า ท่ามกลางตำหนักบูรพาที่อาบไปด้วยเลือดและคำสาป… แท้จริงแล้ว “กวีแม” ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด หรือ “ความโลภในจิตใจมนุษย์” กันแน่ ที่น่าสะพรึงกลัวกว่ากัน ใครที่ชื่นชอบซีรีส์แนวดาร์กแฟนตาซีสืบสวนที่มีกลิ่นอายประวัติศาสตร์เข้มข้น บอกเลยว่า 8 ตอนรวดของซีรีส์เรื่องนี้ คือประสบการณ์การรับชมที่คุ้มค่าและไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!



