Indonesia Investment 2026 “เฮรียันโต”ถอดรหัสอินโดนีเซีย: ตลาดมองวันนี้ นักลงทุนต้องมองอีก 3-5 ปีข้างหน้า

นายเฮรียันโต อิราวัน หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท พีที เวอร์ดานา เซกูรีตัส อินโดนีเซีย (PT Verdhana Sekuritas Indonesia)

ท่ามกลางตลาดหุ้นที่เผชิญแรงขาย ค่าเงินรูเปียะฮ์ที่อ่อนค่าต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนผ่านนโยบายของรัฐบาลใหม่ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกำลังตั้งคำถามว่า “อินโดนีเซียยังน่าลงทุนหรือไม่” แต่สำหรับนายเฮรียันโต อิราวัน หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท พีที เวอร์ดานา เซกูรีตัส อินโดนีเซีย (PT Verdhana Sekuritas Indonesia) คำถามที่สำคัญกว่านั้นไม่ใช่ว่า “อินโดนีเซียยังน่าลงทุนหรือไม่” หากแต่เป็น “นักลงทุนกำลังมองตลาดในกรอบเวลาที่ถูกต้องหรือไม่” เพราะในมุมของเขา “ตลาดมองวันนี้ แต่นักลงทุนต้องมองอีก 3-5 ปี”

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารเพอร์มาตา ในเครือธนาคารกรุงเทพ จัดงานสัมมนา “Indonesia Investment & Trade Forum 2026” ปีที่ 2 ดึงกูรูเจาะลึกโอกาสการค้าและการลงทุนในตลาดอินโดนีเซีย โดย นายเฮรียันโต อิราวัน หุ้นส่วนผู้จัดการ พีที เวอร์ดานา เซกูรีตัส อินโดนีเซีย นายแอ็กซ์ตัน ซาลิม กรรมการ พีที อินโดฟู้ด ซุกเซส มักมูร์ ทีบีเค (PT Indofood Sukses Makmur Tbk) นางคาร์ติกา เซติอาบูดี กรรมการ พีที คัลเบ ฟาร์มา ทีบีเค (PT Kalbe Farma Tbk) ร่วมเสวนาหัวข้อ “การลงทุนในอินโดนีเซีย” เพื่อแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในอินโดนีเซียให้ประสบความสำเร็จ โอกาสของธุรกิจที่กำลังเติบโตได้ดีในอินโดนีเซีย ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มสุขภาพ Healthcare & Wellness รวมถึงความท้าทายและวิธีเอาชนะใจผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย โดย นายพนุกร จันทรประภาพ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

ตลาดสะท้อนสิ่งที่เห็นในวันนี้ แต่นักลงทุนควรมองอีก 3-5 ปีข้างหน้า

นายเฮรียันโต อิราวัน หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท พีที เวอร์ดานา เซกูรีตัส อินโดนีเซีย (PT Verdhana Sekuritas Indonesia) ได้ให้มุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซียในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า โดยเริ่มต้นจากการวิเคราะห์สถานการณ์ค่าเงินรูเปียะฮ์ ซึ่งในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาได้อ่อนค่าลงจนกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดในโลกว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินทุนไหลออกจำนวนมากของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยภายในประเทศ

นายเฮรียันโตเห็นว่า คำถามที่นักลงทุนควรถามไม่ใช่ว่า “ตลาดกำลังประเมินเศรษฐกิจถูกหรือผิด” แต่ควรถามว่า “ตลาดกำลังประเมินอนาคตได้ถูกต้องหรือไม่” เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจสะท้อนความกังวลระยะสั้น ขณะที่การลงทุนควรมองไปข้างหน้าอีก 3-5 ปี มากกว่าการตัดสินจากสถานการณ์ในวันนี้เพียงอย่างเดียว

“ตลาดอาจจะคิดถูกในการสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ แต่สำหรับเราในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรามากกว่า” นายเฮรียันโตกล่าว

นายเฮรียันโตกล่าวว่า ตลาดกำลังตีราคาสินทรัพย์จากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะการปรับทิศทางจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure) ที่รัฐบาลชุดก่อนทุ่มงบประมาณจำนวนมากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มาสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Soft Infrastructure) หรือทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทิศทางที่สมเหตุสมผลและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว แม้จะต้องใช้เวลาปรับตัวและเรียนรู้จากการดำเนินนโยบายก็ตาม

“การประเมินของเราคือ แผนงานพื้นฐานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการการทุ่มเททรัพยากรให้กับทุนมนุษย์ ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมาก และเหมาะสมสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลชุดก่อนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ทุ่มเทเงิน เวลา และความสนใจอย่างมหาศาลให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard Infrastructure)”

“ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Soft Infrastructure) นั่นคือ ทุนมนุษย์” นายเฮรียันโตกล่าว

แม้ยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านนโยบายย่อมมีปัญหาในช่วงเริ่มต้น(Teething problems) ทั้งในด้านการออกแบบและการดำเนินนโยบาย รวมถึงต้องอาศัยเวลาให้มาตรการต่าง ๆ เริ่มเห็นผล แต่นายเฮรียันโตเชื่อว่าการลงทุนในทุนมนุษย์เป็นสิ่งที่สังคมอินโดนีเซียเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งจำเป็น “ในระหว่างนี้เรากำลังรอให้นโยบายบางอย่างเริ่มเห็นผล”

นายเฮรียันโตระบุว่า ค่าเงินไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อมั่นของนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของภาคเอกชน หากบริษัทมีฐานะทางการเงินที่อ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของ Verdhana Securities พบว่า สถานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในอินโดนีเซียอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio) อยู่ในระดับต่ำที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ขณะที่อัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) อยู่ในระดับที่ดีมาก

นอกจากนี้ บริษัทต่าง ๆ ยังได้เรียนรู้บทเรียนจากวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้ปัจจุบันปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างสกุลเงินของสินทรัพย์และหนี้สิน (Currency Mismatch) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต่างจากในอดีตที่เป็นชนวนสำคัญของวิกฤตเศรษฐกิจ

นายเฮรียันโตกล่าวว่า แม้ค่าเงินรูเปียะฮ์จะอ่อนค่ารุนแรง แต่ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจหรือระบบธนาคาร จนกลายเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง เนื่องจากทั้งภาคเอกชนและสถาบันการเงินมีงบดุลที่แข็งแกร่ง มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี และผ่านประสบการณ์ความผันผวนมาแล้วหลายรอบ

“นี่เป็นเพียงช่วงของการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งภาคธุรกิจและระบบธนาคารของอินโดนีเซียมีประสบการณ์ในการรับมือมาโดยตลอด” นายเฮรียันโตกล่าว

นายเฮรียันโตกล่าวว่า แรงกดดันที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นอินโดนีเซียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นแรงขายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดยตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นอินโดนีเซียคิดเป็นมูลค่าราว 9,000-10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ถือครองหุ้นอินโดนีเซียรวมประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม นายเฮรียันโตมองว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติสะท้อนความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจชุดใหม่

“ทุกรัฐบาลชุดใหม่ย่อมมีเป้าหมายและวาระใหม่เสมอ ตลาดจึงต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจนโยบาย รวมถึงประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น” นายเฮรียันโตกล่าว พร้อมระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหาในการดำเนินนโยบาย หรือสิ่งที่เรียกว่า Teething Problems เนื่องจากรัฐบาลใหม่เองก็ต้องเรียนรู้และปรับปรุงแนวทางการทำงานไปพร้อมกับการบริหารประเทศ

นายเฮรียันโตกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความล้มเหลวของนโยบาย เพราะไม่มีผู้นำประเทศคนใดที่สามารถดำรงตำแหน่งได้หลายครั้งโดยปราศจากช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลสามารถรับฟังข้อเสนอแนะ ปรับปรุงนโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

แม้จะยอมรับว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดทุนในระยะสั้น แต่นายเฮรียันโตเชื่อว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจอินโดนีเซียยังแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่าน และช่วยให้ประเทศสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความผันผวนไปได้

“ตลาดหุ้นกำลังสะท้อนสิ่งที่นักลงทุนเห็นในวันนี้ แต่สำหรับเรา สิ่งที่สำคัญกว่าคือ อีก 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเดินไปในทิศทางใด เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่จะตัดสินว่าการปฏิรูปในวันนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่” นายเฮรียันโตกล่าว

ชี้อินโดฯ วันนี้ “เหมือนไทยเมื่อ 15 ปีก่อน” ชู Health Care-FMCG รับกำลังซื้อคนรุ่นใหม่

นายเฮรียันโต อิราวัน กล่าวว่า หากนักธุรกิจไทยกำลังมองหาตลาดใหม่เพื่อขยายการลงทุน อินโดนีเซียในวันนี้มีลักษณะคล้ายกับประเทศไทยเมื่อราว 15 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ จึงยังมีโอกาสอีกมากสำหรับภาคเอกชนในระยะยาว

“หากมองในแง่รายได้ต่อหัว (GDP per capita) อินโดนีเซียวันนี้เปรียบเสมือนประเทศไทยเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน นั่นหมายความว่า ประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการพัฒนา และยังมีพื้นที่ให้เศรษฐกิจและภาคธุรกิจเติบโตอีกมาก” นายเฮรียันโตกล่าว

นายเฮรียันโตระบุว่า จุดแข็งสำคัญของอินโดนีเซียไม่ได้อยู่เพียงขนาดเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงโครงสร้างประชากรที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว โดยประชากรราวครึ่งประเทศมีอายุไม่เกิน 30 ปี ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกในระยะยาว ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบเหนือหลายประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

นายเฮรียันโตกล่าวว่า เมื่อรวมเศรษฐกิจของไทยและอินโดนีเซียเข้าด้วยกัน จะมีมูลค่ามากกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน แต่สิ่งที่ทำให้อินโดนีเซียน่าสนใจยิ่งกว่าคือ บทบาทของภาคเอกชนที่มีสัดส่วนสูงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายเฮรียันโตอธิบายว่า ในหลายประเทศของยุโรป ภาครัฐมีบทบาทสูงมาก โดยการใช้จ่ายและกิจกรรมของภาครัฐคิดเป็นกว่า 50-60% ของ GDP ทำให้พื้นที่ของภาคเอกชนค่อนข้างจำกัด แตกต่างจากอินโดนีเซียและไทย ซึ่งเศรษฐกิจขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนเป็นหลัก ส่งผลให้โอกาสในการสร้างธุรกิจและการลงทุนเปิดกว้างกว่าหลายประเทศ

“นี่ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ หรือมีประชากรอายุน้อยเท่านั้น แต่ยังเป็นเศรษฐกิจที่ภาคเอกชนมีพื้นที่ในการเติบโตสูงมาก ซึ่งสำหรับนักลงทุนแล้ว นั่นคือโอกาสที่สำคัญอย่างมากแน่นอน” นนายเฮรียันโตกล่าว

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ นายเฮรียันโตมองว่า ภาคบริการกำลังเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย แม้ว่าภาคการผลิตจะยังเผชิญความท้าทาย แต่ธุรกิจบริการยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของรายได้และชนชั้นกลาง

นายเฮรียันโตมองว่า กลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด ได้แก่ ธุรกิจเฮลธ์แคร์ และสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว การขยายตัวของกำลังซื้อ และความต้องการด้านคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะธุรกิจเฮลธ์แคร์ โอกาสไม่ได้อยู่เฉพาะการรักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงธุรกิจด้านการป้องกันโรค (Preventive Healthcare) เช่น การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และบริการด้านสุขภาพรูปแบบใหม่ ซึ่งยังมีอัตราการเติบโตสูงและมีช่องว่างให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนได้อีกมาก

“หากคุณกำลังมองหาตลาดที่มีประชากรวัยหนุ่มสาว เศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงเติบโต และภาคเอกชนที่มีบทบาทสูง อินโดนีเซียยังเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาค และเฮลธ์แคร์ก็มีมากในการเข้าลงทุน” นายเฮรียันโตกล่าว

“ตลาดยิ่งยาก ยิ่งมีโอกาส” แนะธุรกิจไทยหาพันธมิตรท้องถิ่นก่อนลงทุน

นายเฮรียันโตกล่าวต่อว่า ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุปสรรค แต่ควรมองเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่พร้อมเรียนรู้ตลาดและสร้างเครือข่ายในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่อินโดนีเซียควรให้ความสำคัญกับการมีพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเข้าใจตลาด เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน

นายเฮรียันโตกล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติมักตั้งคำถามถึงความยากในการดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ การดำเนินงาน หรือความซับซ้อนของตลาด แต่หากย้อนมองประวัติศาสตร์ ความท้าทายเหล่านี้กลับเป็นปัจจัยที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่กล้าลงทุนก่อนสามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ในระยะยาว

นายเฮรียันโตยกตัวอย่างช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกกังวลต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองของอินโดนีเซีย ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติจำนวนมากชะลอการลงทุน ขณะที่กลุ่มธุรกิจท้องถิ่นรายใหญ่ของอินโดนีเซียกลับมองต่างออกไป โดยเห็นว่าการที่นักลงทุนต่างชาติยังลังเล คือโอกาสในการเร่งลงทุนก่อนที่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น

“พวกเขาลงทุนอย่างหนัก ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างเครือข่ายกระจายสินค้า และการลงทุนด้านเทคโนโลยี ขณะที่คนอื่นกำลังรอดูสถานการณ์” นายเฮรียันโตกล่าว

ผลลัพธ์คือ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวหลังวิกฤติการเงินโลก และบริษัทข้ามชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียอีกครั้ง โดยมองเห็นศักยภาพของชนชั้นกลางที่ขยายตัวและการเติบโตของเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าลงทุนก่อนกลับสร้างความได้เปรียบไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งด้านแบรนด์ เครือข่าย และส่วนแบ่งตลาด ทำให้ผู้เล่นรายใหม่ต้องเผชิญต้นทุนการแข่งขันที่สูงกว่ามาก

“บทเรียนจากอดีตคือ คนที่กล้าลงทุนในช่วงที่คนอื่นมองเห็นแต่ความเสี่ยง กลับเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว” นายเฮรียันโตกล่าว

นายเฮรียันโตมองว่า ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะหลีกเลี่ยงการลงทุน ตรงกันข้าม อุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดกลับทำหน้าที่เป็น “กำแพงการแข่งขัน” (Barrier to Entry) ที่ช่วยลดจำนวนคู่แข่ง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สามารถปรับตัวได้สร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า

“ถ้าหากว่าการทำธุรกิจในอินโดนีเซียไม่มีความท้าทาย โอกาสก็คงไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะทุกคนคงเข้ามาลงทุนหมด” นายเฮรียันโตกล่าว

นายเฮรียันโตยอมรับว่า อินโดนีเซียยังเผชิญความท้าทายด้านความสามารถในการแข่งขันเมื่อวัดจากดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (World Competitiveness Index) และการดำเนินธุรกิจอาจซับซ้อนกว่าหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แต่สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจวิธีรับมือ ความซับซ้อนเหล่านี้กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยสร้างช่องว่างระหว่างผู้ที่เข้าใจตลาดกับผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่

นายเฮรียันโตกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนต่างชาติไม่ใช่เพียงเงินทุนหรือเทคโนโลยี แต่คือ “ข้อมูลเชิงลึก” (Local Intelligence) และเครือข่ายในพื้นที่ เพราะจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจทั้งกฎระเบียบ วัฒนธรรมการทำธุรกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และแนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ นายเฮรียันโตจึงชื่นชมบทบาทของธนาคารกรุงเทพและ Permata Bank ที่ทำหน้าที่มากกว่าการให้บริการทางการเงิน แต่ยังช่วยเชื่อมโยงนักลงทุนไทยกับพันธมิตรท้องถิ่น ถ่ายทอดข้อมูลเชิงลึก และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่จำเป็นต่อการดำเนินงานในอินโดนีเซีย

“การพูดถึงโอกาสของประเทศเป็นเรื่องง่าย แต่หากไม่มีข้อมูลเชิงลึก ไม่มีเครือข่าย และไม่มีพันธมิตรที่เหมาะสม ความเสี่ยงในการลงทุนก็จะสูงมาก” นายเฮรีบันโตกล่าว พร้อมแนะนำให้นักลงทุนไทยเรียนรู้จากประสบการณ์ของบริษัทอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จในการฝ่าฟันความท้าทาย จึงจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพของตลาดขนาดใหญ่ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง

นายเฮรียันกล่าวว่าว่า นักลงทุนควรทำตัวเป็น “นักเรียนวิชาประวัติศาสตร์” ศึกษาบทเรียนจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในอดีต เพราะการเข้าใจว่าบริษัทชั้นนำของอินโดนีเซียสามารถเติบโตท่ามกลางความท้าทายได้อย่างไร จะช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสามารถวางกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดอินโดนีเซียได้ในระยะยาว

ถอดบทเรียน Kalbe “บริษัทที่แข็งแกร่ง คุยเรื่องความท้าทายมากกว่าโอกาส”

นายเฮรียันโต กล่าวถึง กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จว่า ไม่ได้เริ่มต้นจากการมองหา “โอกาส” แต่เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ “ความท้าทาย” ของตลาดอย่างลึกซึ้ง พร้อมระบุว่า บริษัทที่แข็งแกร่งมักใช้เวลาพูดคุยถึงความเสี่ยงและอุปสรรค มากกว่าการพูดถึงศักยภาพการเติบโตเพียงอย่างเดียว

นายเฮรียันโตยยกตัวอย่างกลุ่มบริษัท Kalbe Farma หนึ่งในบริษัทด้านเฮลธ์แคร์รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งกรรมการของกลุ่มบริษัทว่า ประสบการณ์จากการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัททำให้เห็นว่า สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญไม่ใช่การพูดถึงโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นการวิเคราะห์ความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของนโยบายภาครัฐ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรม

“ผมจะกังวลมาก หากวันหนึ่งบริษัทหยุดพูดถึงความท้าทาย เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทอาจมองไม่เห็นความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่” นายเฮรียันโตกล่าว พร้อมมองว่า การตระหนักรู้ถึงปัญหาเป็นจุดเริ่มต้นของการวางกลยุทธ์ที่ดี

นายเฮรียันโตกล่าวว่า ตลาดอินโดนีเซียมีพลวัตสูง ทั้งจากการเปลี่ยนผ่านของนโยบายรัฐบาล วัฏจักรเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เป็นความท้าทายในวันนี้ อาจกลายเป็นโอกาสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะที่นโยบายที่ยังเผชิญอุปสรรคในช่วงเริ่มต้น (Teething Problems) ก็อาจได้รับการปรับปรุงจนสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างในระยะยาว

“ตลาดมีความซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจทุกอย่างได้เพียงลำพัง” นายเฮรียันโตกล่าว พร้อมระบุว่า การพยายามรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดด้วยตนเองเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

นายเฮรียันโตแนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย คือการสร้างเครือข่ายกับผู้ที่มีประสบการณ์จริงและเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลหลายยุค ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจหลายรอบ และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา เพราะประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอน และเปลี่ยนความซับซ้อนของตลาดให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันได้

นายเฮรียันโตกล่าวว่า บทบาทของธนาคารกรุงเทพและ PermataBank จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้บริการทางการเงิน แต่ยังเป็นผู้เชื่อมโยงนักลงทุนกับองค์ความรู้ เครือข่าย และข้อมูลเชิงลึกของตลาด ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้เงินทุนในการตัดสินใจลงทุน

สรุป 4 ปัจจัย ชี้จังหวะธุรกิจไทยบุกตลาดอินโดนีเซีย

นายเฮรียันโต กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปัจจุบันจะเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงิน ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และบรรยากาศการลงทุนที่ยังเปราะบาง แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มพิจารณาขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย พร้อมสรุป 4 ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจไทย

ข้อแรก คือมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดต่ำลงในปัจจุบัน (Depressed Valuation) โดยชี้ว่าค่าเงินรูเปียะฺ์อินโดนีเซียถูกลงถึง 17% เมื่อเทียบกับช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดในโลกจริง

ข้อสอง คือขนาดตลาดที่ใหญ่มาก โดยเป็นระบบเศรษฐกิจมูลค่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก และ 90% ของเศรษฐกิจขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน จึงเปิดโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการเอกชน

ข้อสาม คือความซับซ้อนของตลาดเองที่สร้างโอกาสในการแข่งขัน โดยยกดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ล่าสุดซึ่งดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 50 มาอยู่ที่ 46 สะท้อนว่าแม้แต่นักลงทุนรายเดิมก็ยังไม่มั่นใจนัก แต่คือจุดที่โอกาสในระยะกลาง 3-5 ปีข้างหน้าซ่อนอยู่

โอกาสที่สี่ คือการมีพันธมิตรที่ใช่ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สามโอกาสข้างต้นเกิดขึ้นได้จริง

นายเฮรียันโตปิดท้ายถึงค่าเงินรูเปียะฮ์ที่อ่อนค่ามากว่า บทเรียนสำคัญที่สุดคือ “อย่าไปต่อสู้กับตลาด” เพราะตลาดสามารถคงความไร้เหตุผลไว้ได้นานกว่าที่นักลงทุนจะรักษาฐานะทางการเงินไว้ได้ พร้อมยืนยันว่าตลาดกำลังสะท้อนราคาสิ่งที่เห็นในปัจจุบันได้อย่างถูกต้องแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับนักลงทุนระยะยาวคือทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

นายเฮรียันโตย้ำอีกครั้งว่า ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ย่อมมาพร้อมวาระใหม่ ความทะเยอทะยานใหม่ ความมุ่งมั่นใหม่ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่การนำไปปฏิบัติย่อมมีปัญหาในช่วงเริ่มต้นเสมอ อย่างไรก็ตาม รากฐานภาคการเงินขององค์กรธุรกิจและระบบธนาคารของอินโดนีเซียมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต้านทานความผันผวนระยะสั้นนี้ได้ หากปราศจากรากฐานที่แข็งแกร่งดังกล่าว ความอ่อนแอของค่าเงินอาจลุกลามกลายเป็นปัญหารูปแบบอื่นไปแล้ว

นายเฮรียันโตกล่าวตามตรงว่า ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า ค่าเงินรูเปียะฮ์จะฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับ 16,000-17,000 ต่อดอลลาร์หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือต้องมองในบริบทที่ว่า อินโดนีเซียเคยผ่านค่าเงินในระดับ 10,000 และ 15,000 มาแล้วก่อนจะมาถึงระดับ 17,900 ในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฝ่าฟันความท้าทายของรากฐานเศรษฐกิจอินโดนีเซียตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา