
แผ่นดินไหวขนาด 6.9 เขย่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ส่งผลให้บริการรถไฟหยุดชะงัก แต่ไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิ ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลาเผชิญแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ขนาด 7.1 และ 7.5 สร้างความกังวลเกี่ยวกับความสูญเสียและความเสียหายต่อโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
แผ่นดินไหวรุนแรงเขย่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น
แผ่นดินไหวรุนแรงที่มีขนาดเบื้องต้น 6.9 ได้เขย่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นในเช้าวันพฤหัสบดี( 25 มิถุนายน 2569) ส่งผลให้พื้นที่กว้างทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสั่นสะเทือน และทำให้บริการขนส่งหยุดชะงักชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ทางการระบุว่าไม่มีภัยคุกคามจากคลื่นสึนามิ ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของจังหวัดอิวาเตะ เมื่อเวลาประมาณ 7.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความลึก 50 กิโลเมตร ตามข้อมูลของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น
สำนักงานฯ รายงานว่า แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวอยู่ที่ระดับ 6 ขอบบนซึ่งเป็นระดับที่พบได้ยาก จากระดับความรุนแรงแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งหมด 7 ระดับ วัดได้ที่เมืองฮาชิกามิ และระดับ 6 ขอบล่างที่เมืองฮาจิโนะเฮะ ซึ่งทั้งสองเมืองตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ นอกจากนี้ยังตรวจพบแรงสั่นสะเทือนระดับ 5 ขอบบน ที่เมืองซันโนะเฮะในจังหวัดอาโอโมริ และที่เมืองโมริโอกะ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งในจังหวัดอิวาเตะ
แรงสั่นสะเทือนรุนแรงรู้สึกได้ทั่วจังหวัดมิยางิ ฮอกไกโด อาคิตะ ยามากาตะ และฟุกุชิมะ ขณะที่ความสั่นไหวยังรู้สึกได้ในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียง ตามรายงานของสำนักข่าวเคียวโด
ระดับ 6 ขอบบน คือระดับที่ผู้คนสามารถคลานได้เท่านั้นและไม่สามารถเดินได้ในขณะเกิดแผ่นดินไหว และเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้ยึดติดจะล้มคว่ำ ตามข้อมูลของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA)
รถไฟชินคันเซ็นสายโทโฮกุได้ระงับการเดินรถระหว่างเมืองเซนไดและอาโอโมริ และเส้นทางรถไฟอีกหลายสายในจังหวัดอิวาเตะและอาโอโมริก็ถูกระงับการเดินรถเนื่องจากแผ่นดินไหวดังกล่าว โดยยังไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการได้เมื่อใด

สำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้
นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ไม่มีความน่ากังวลเรื่องสึนามิ” และขอให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ “ยังคงเฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้งในขนาดที่ใกล้เคียงกัน”
ในการแถลงข่าวเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) ได้เตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้ Japan Trench หรือ ร่องลึกบาดาลญี่ปุ่น) และ Kuril Trench หรือ ร่องลึกคูริล (ร่องลึกก้นสมุทรสองแห่งที่ตั้งอยู่ในแนววงแหวนไฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น เป็นจุดกำเนิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ และสึนามิ) ให้เฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวอีกครั้งในช่วงเวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า โดยหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ มีความเป็นไปได้ 10-20% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อีกครั้งในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันถัดไป
นายมิโนรุ คิฮาระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงข่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ ขณะที่สถานีโทรทัศน์ฟูจิทีวีรายงานว่าอาจมีผู้คนหลายคนติดอยู่ในลิฟต์ที่เมืองฮาจิโนะเฮะ หลังจากลิฟต์หยุดทำงานเนื่องจากแผ่นดินไหว
ในขณะเดียวกัน นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้กองกำลังป้องกันตนเองดำเนินการปฏิบัติการเก็บข่าวกรองทางอากาศในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
ภาคเหนือของญี่ปุ่นเผชิญกับแผ่นดินไหวต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ซึ่งวัดความรุนแรงได้ในระดับ 5 ขอบล่างตามมาตราวัดความรุนแรงแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น ในภูมิภาคโทโฮกุ ขณะที่ในเดือนเมษายน เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในพื้นที่เดียวกัน ส่งผลให้ทางการต้องออกประกาศแจ้งเตือนพิเศษให้เฝ้าระวังความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่านี้
ในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี นายอายากิ เอบิตะ หัวหน้าฝ่ายเฝ้าระวังแผ่นดินไหวและสึนามิของสำนักงานฯ กล่าวว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวสูงกว่าปกติ และโดยทั่วไปแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีขนาด 7 ขึ้นไปจะเกิดขึ้นในพื้นที่นี้ทุก 10 ถึง 20 ปี
สำนักงานใหญ่ด้านการวิจัยแผ่นดินไหวของรัฐบาลระบุเมื่อต้นเดือนนี้ว่า มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้งในพื้นที่ดังกล่าวหลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยสำนักงานฯ เชื่อว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนรูปของพื้นดินหลังเกิดแผ่นดินไหว (post-seismic deformation) ในจังหวัดอิวาเตะ และระบุว่าพื้นที่นี้เป็นเขตที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แบบเมกะทรัสต์ (megathrust)
นอกจากนี้ สำนักงานฯ ยังระบุว่า จากการวิเคราะห์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นซ้ำในพื้นที่โดยรอบ บ่งชี้ว่าขณะนี้กำลังเกิดการเลื่อนไถลของรอยเลื่อน (seismic slip) อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องนี้ในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

แผ่นดินไหวรุนแรงสองครั้งติดต่อกันถล่มเวเนซุเอลา ก่อความเสียหายเป็นวงกว้าง
แผ่นดินไหวรุนแรงสองครั้งติดต่อกันได้ถล่มเวเนซุเอลาในช่วงเย็นวันพุธ (24 มิถุนายน 2569) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง อาคารพังถล่ม และทำให้ประชาชนแตกตื่นวิ่งออกมายังถนน
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุในตอนแรกว่าแผ่นดินไหวครั้งแรกมีขนาด 7.1 ก่อนจะปรับแก้เป็น 7.2 ในเวลาต่อมา โดยจุดศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกของชุมชนโมรอน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของประเทศ ห่างจากกรุงการากัสไปทางตะวันตกประมาณ 168 กิโลเมตร และมีความลึก 22 กิโลเมตร
USGS รายงานว่าเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สองซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าคือ 7.5 ในเวลาเพียงหนึ่งนาทีต่อมา โดยมีความลึก 10 กิโลเมตร และจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองโมรอนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 16 กิโลเมตร
แผ่นดินไหวครั้งนี้มีความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าตื้น และอาจส่งผลให้ความรุนแรงในการทำลายล้างเพิ่มมากขึ้น
แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดที่เคยถล่มเวเนซุเอลาในรอบกว่าศตวรรษ โดยเกิดขึ้นในช่วงหลัง 18.00 น. เล็กน้อย
ประชาชนในกรุงการากัสซึ่งเป็นเมืองหลวงต้องอพยพออกจากอาคารที่สั่นไหว หลายคนยังตกตะลึงเมื่อเห็นกำแพงทั้งแถบพังถล่มลงมา จนสามารถมองเห็นเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านได้จากถนน ขณะที่ฝุ่นควันลอยฟุ้งให้เห็นในสองย่านของเมืองหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปกติแล้วร้านอาหารและธุรกิจต่าง ๆ จะคึกคักอยู่เสมอ
แผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วภูมิภาค โดยมีการอพยพออกจากอาคารในเมืองที่ห่างไกลออกไปถึงป่าแอมะซอนของบราซิล ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงการากัสประมาณ 1,700 กิโลเมตร
ในการแถลงต่อประชาชนอย่างสั้น ๆ เมื่อค่ำวันพุธ เดลซี โรดริเกซ ผู้รักษาการประธานาธิบดี กล่าวว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายในหลายรัฐ แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขจำนวนบ้านเรือนและอาคารที่ได้รับผลกระทบ หรือจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
โรดริเกซกล่าวว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้สนามบินหลักของประเทศ ซึ่งคือท่าอากาศยานนานาชาติซีมอน โบลิวาร์ ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนต้องปิดให้บริการ และอล่าวอีกว่ามีการยกเลิกการเรียนการสอนเป็นเวลาหลายวัน
โรดริเกซกล่าวว่า “เราขอเรียกร้องให้ประชาชนของเรารักษาความสงบ เราขอเรียกร้องให้เกิดความเป็นเอกภาพ”
โรดริเกซยังได้เรียกร้องให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในประเทศไปรายงานตัวที่โรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการระบุเมื่อค่ำวันพุธว่าโรงเรียนบางแห่งจะถูกใช้เป็นที่พักพิงและศูนย์รับบริจาค

คาดยอดผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน
สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) เตือนว่าภัยพิบัติครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
อาคารในกรุงการากัสพังถล่ม มีผู้ติดอยู่ใต้เศษซากอาคาร และส่งผลให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่ทีมกู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต
USGS ระบุว่า “มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากและความเสียหายขยายไปทั่ว และภัยพิบัติครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบในพื้นที่กว้าง” โดยประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตน่าจะอยู่ในช่วง 10,000 ถึง 100,000 คน
การประเมินเบื้องต้นของ USGS ที่ระบุว่าอาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 100,000 คนนั้นยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น และอาจมีการปรับเปลี่ยนเมื่อมีข้อมูลใหม่จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
เจ้าหน้าที่รายงานว่ามีอาคารพังถล่มและมีการปฏิบัติการกู้ภัยในหลายพื้นที่ ทีมฉุกเฉินทำงานต่อเนื่องจนถึงช่วงเย็นในกรุงการากัส ซึ่งภาพจากที่เกิดเหตุแสดงให้เห็นทีมกู้ภัยค้นหาในซากอาคารที่เสียหาย ขณะที่ญาติพี่น้องรอคอยข่าวคราวของสมาชิกในครอบครัวที่สูญหาย
ดิออสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศไม่นานหลังเกิดแผ่นดินไหวว่า “เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งสัญญาณทุกอย่างบ่งชี้ว่ามีขนาดเกิน 7 โดยรู้สึกได้รุนแรงที่สุดในรัฐตรูคิลโล ยาราคุย การาโบโบ อารากัว มิรันดา กรุงการากัส และลากวาอิรา”
กาเบโยยืนยันว่ามีอาคารพังถล่มในกรุงการากัส และหลายพื้นที่ของเมืองหลวงเผชิญกับสถานการณ์ที่ “น่าเป็นกังวล” รวมถึงย่านปาโลสกรันเดส ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นเขตที่มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว และย่านอัลตามิรา ซึ่งมีอาคารพังถล่มทั้งหมดอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
กาเบโยกล่าวผ่านโทรทัศน์ของรัฐว่า “เรามีอาคาร บ้านเรือน และที่อยู่อาศัยที่พังถล่ม และเรากำลังดูแลจัดการด้วยทุกสิ่งที่เรามีในด้านความปลอดภัยและการช่วยเหลือประชาชน”
กุสตาโบ ดูเก นายกเทศมนตรีเขตชาเกาในกรุงการากัส กล่าวว่ามีอาคารหลายแห่งพังถล่ม และมีผู้ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากอาคารหนึ่งแห่งถึง 18 คน เขาเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่เปิดโล่งเนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากแรงสั่นสะเทือนตาม (aftershock)
ในรัฐฟัลกอนซึ่งตั้งอยู่ชายฝั่ง วิกเตอร์ คลาร์ก ผู้ว่าการรัฐ กล่าวว่ามีผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 32 คน และผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมงหลังเกิดแผ่นดินไหวก็ยังมีผู้ติดอยู่ในที่เกิดเหตุอีก 15 คน
ผู้ว่าการรัฐกล่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุด”
แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในวันหยุดราชการ ทำให้ประชาชนวิ่งออกมายังถนนขณะที่อาคารต่าง ๆ ทั่วกรุงสั่นสะเทือน
แอสตริด รามิเรซ นักประชาสัมพันธ์อายุ 41 ปี จากฝั่งตะวันตกของกรุงการากัส ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “พอมันเริ่ม เราก็ได้ยินเสียงคนกรีดร้อง ทุกคนวิ่งลงบันไดกันหมด”
ผู้อยู่อาศัยอีกคนหนึ่งชื่อโคโร มาร์ติเนซ กล่าวว่าสิ่งของต่าง ๆ ตกหล่นรอบบ้านของเธอขณะที่แรงสั่นสะเทือนมาถึง
มาร์ติเนซกล่าวว่า “มีเสียงดังครืนมาก ของในบ้านตกหมด ฉันไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต”
โรงพยาบาลในกรุงการากัสได้เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาเพิ่มเพื่อช่วยรักษาผู้บาดเจ็บ ขณะที่ทางการได้ปิดสนามบินหลักของประเทศที่ไมเกเตียเนื่องจากความเสียหาย และมีการยกเลิกการเรียนการสอนตลอดสัปดาห์ที่เหลือ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้
ทีมกู้ภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขาดแคลนอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน โดยกำลังขอรับบริจาคเชือกและไฟฉาย

ประชาชนยังต้องอยู่นอกบ้าน
ประชาชนยังคงอยู่บนถนนเป็นเวลาหลายชั่วโมง แม้กระทั่งหลังพระอาทิตย์ตกดิน บางคนนั่งบนพื้นกอดสัตว์เลี้ยงของตนไว้ ขณะที่ฝุ่นควันลอยฟุ้งอยู่รอบตัว อาคารที่พังถล่ม เสาไฟฟ้าที่หักโค่น และเศษซากต่าง ๆ ปิดกั้นถนนหลายสาย บางส่วนของเมืองหลวงไฟดับและสัญญาณโทรศัพท์มือถือขาดหาย
เฮกเตอร์ ริชชี ผู้อยู่อาศัยในกรุงการากัส กล่าวว่า “มันเริ่มต้นเบา ๆ แล้วค่อย ๆ รุนแรงขึ้น จนในที่สุดเราทุกคนต้องออกจากบ้าน ออกไปข้างนอกและมารวมตัวกัน”
โรดริเกซ ผู้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กล่าวว่าบริการรถไฟใต้ดินและแก๊สธรรมชาติในกรุงการากัสถูกระงับ และยังเรียกร้องให้ชาวเวเนซุเอลารายงานความเสียหายต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชันของรัฐบาล
ดิออสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ขอให้ผู้ขับขี่รถยนต์เปิดทางให้รถพยาบาลและยานพาหนะฉุกเฉินอื่น ๆ
กาเบโยกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “เราเข้าใจว่าบางคนอาจรู้สึกสิ้นหวัง แต่เรากำลังปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อเริ่มการให้ความช่วยเหลือและปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษกับเด็กและผู้สูงอายุ ติดต่อกันและตรวจสอบว่าไม่มีใครได้รับอันตราย”
กาเบโยยังเรียกร้องให้ประชาชนอยู่นอกอาคารต่อไป เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนตามอาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมแก่โครงสร้างบางส่วน
โรเบอร์โต กามาส ผู้อยู่อาศัยในกรุงการากัส กล่าวว่า “ตึกสั่นไปมาจริง ๆ ไม่น่าเชื่อเลย แรงสั่นสะเทือนรุนแรงมากอย่างเหลือเชื่อ เรากำลังเดินอยู่แล้วมันเหวี่ยงเราไปมา ของในอพาร์ตเมนต์ตกหมด แต่ก็ขอบคุณพระเจ้าที่เราออกมาได้”
ส่งความสนับสนุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์
ปฏิกิริยาตอบรับหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมข้อเสนอให้ความช่วยเหลือจากหลายรัฐบาล รวมถึงสหรัฐอเมริกา ชิลี และเอลซัลวาดอร์
คริสโตเฟอร์ แลนเดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวผ่าน X ว่า “สหรัฐฯ ยืนเคียงข้างประชาชนชาวเวเนซุเอลาภายหลังเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในช่วงค่ำคืนนี้ เรากำลังติดต่อกับทางการและระดมความช่วยเหลือ”
นายาอิบ บูเกเล ประธานาธิบดีเอลซัลวาดอร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับรัฐบาลเวเนซุเอลา กล่าวว่าเขาได้เสนอความช่วยเหลือเมื่อค่ำวันพุธผ่านโพสต์บน X
บูเกเลเขียนว่า “เราขอส่งความเป็นเอกภาพและคำอธิษฐานทั้งหมดของเราไปให้ทุกท่าน ขอให้เข้มแข็งไว้นะ เวเนซุเอลา”
ดาเนียล โนโบอา ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประชาชนชาวเวเนซุเอลา และกล่าวว่า เขาได้สั่งการให้ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปยังเวเนซุเอลาโดยทันทีเพื่อช่วยรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้
โนโบอาเขียนว่า “เอกวาดอร์จะตอบสนองด้วยความรวดเร็วและความมุ่งมั่นตามที่สถานการณ์นี้ต้องการ เพราะแม้เราจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก แต่หลักมนุษยธรรมจะต้องเป็นสิ่งที่ชี้นำการกระทำของผู้นำเสมอ”
การที่สัญญาณโทรศัพท์มือถือขาดหายในหลายพื้นที่ของเวเนซุเอลาทำให้หลายครอบครัวยิ่งทุกข์ใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนกว่า 7.7 ล้านคนที่ได้อพยพออกจากประเทศในช่วงวิกฤติที่ยืดเยื้อมานาน
มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา ซึ่งลี้ภัยอยู่นอกประเทศหลังเดินทางออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนธันวาคม ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อส่งคำอธิษฐานและให้กำลังใจชาวเวเนซุเอลา
ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวผ่าน X ว่า “ขอให้ความเข้มแข็ง ความสงบ และความเป็นเอกภาพจงดำรงอยู่ในหมู่พวกเรา เพื่อเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”
ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค
อาคารต่าง ๆ ในเมืองมาเนาส์ เบเลง และมาคาปา ในเขตป่าแอมะซอนของบราซิล ต้องอพยพประชาชนออกมา ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ทีวีโกลโบ
แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวยังรู้สึกได้ในภูมิภาคชายฝั่งทะเลแคริบเบียนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย แต่ไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ
ศูนย์เตือนภัยสึนามิแห่งชาติของสหรัฐฯ ระบุว่าแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งนี้ก่อตัวเป็น “seismic doublet” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แผ่นดินไหวขนาดใหญ่สองครั้งเกิดขึ้นในบริเวณเดียวกันภายในเวลาไม่กี่วินาที
ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกของสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยสึนามิหลายครั้งภายหลังเกิดแผ่นดินไหว แต่ได้ยกเลิกประกาศดังกล่าวอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา
คำเตือนภัยสึนามิที่ออกหลังเกิดแผ่นดินไหวสำหรับเปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ และอังกฤษได้ถูกยกเลิกในเวลาต่อมา
แผ่นดินไหวรุนแรงเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับเวเนซุเอลา
กรุงการากัสเคยประสบกับแผ่นดินไหวรุนแรง ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในขณะนั้น เมื่อปี 1967 อาคารหลายแห่งในกรุงการากัสพังถล่ม และสนามบินไมเกเตียได้รับความเสียหาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 236 คน และบาดเจ็บประมาณ 2,000 คน โดยมีขนาดความรุนแรง 6.7 ตามมาตราริกเตอร์
เวเนซุเอลาตั้งอยู่ในเขตที่มีการเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาสูง ซึ่งเป็นบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนและอเมริกาใต้มาบรรจบกัน
แม้เวเนซุเอลาจะตั้งอยู่ใกล้กับรอยเลื่อนหลายแห่ง แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่คาบเกี่ยวระหว่างแผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้และแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียน ทำให้แผ่นดินไหวเกิดขึ้นไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ๆ ในละตินอเมริกา
ตัวอย่างเช่น บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างในเม็กซิโกและชิลี แผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่ามาก เนื่องจากทั้งสองประเทศนี้ตั้งอยู่บนแนวเขตเปลือกโลกที่มีการเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาสูงซึ่งรู้จักกันในชื่อ “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) ซึ่งเป็นบริเวณที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวถึง 90% ของแผ่นดินไหวทั้งหมดในโลก ตามข้อมูลของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS)
เรียบเรียงจาก


