
“การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) เป็นฆาตรกรเงียบ”
คำกล่าวจาก ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ต่อสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย
ดร.ธนิต ให้ข้อมูลว่า อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันสูงกว่าที่หลักวิทยาศาสตร์ยอมรับได้ถึง 100 เท่า มนุษย์บริโภคทรัพยากรโลกไปแล้ว 1.5 เท่าของที่โลกจะผลิตได้ในหนึ่งปี และการผสมเกสรของพืชในบางพื้นที่ลดลงไปถึง 30-50% ซึ่งหมายความว่าห่วงโซ่อาหารของมนุษย์กำลังสั่นคลอนอย่างเงียบๆ โดยที่เราแทบไม่รู้สึกตัว
หากสถานการณ์ข้างต้นยังไม่ลดลง โลกจะเผชิญกับ Mass Extinction ครั้งที่ 6 (การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่)
แม้คำว่า Biodiversity จะเริ่มเป็นกระแส โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ แต่ ดร.ธนิต มองว่า ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพยังไม่ได้รับความสนใจจากสังคมเท่าที่ควร แม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดก็ตาม นี่คือเหตุผลที่วิกฤตินี้เปรียบเป็นฆาตกรเงียบ และถูกมองข้าม
คำถามคือ สถานการณ์นี้ในปัจจุบันเป็นอย่างไร และอะไรคือทางออกที่โลกและประเทศไทยต้องทำ
วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพ “ระเบิดเวลา-ฆาตกร-ภัยเงียบ”
ดร.ธนิต มองว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่เข้าขั้น ‘วิกฤติ’ มีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์ 5 เรื่อง ได้แก่
- Land and Sea use การใช้พื้นที่ทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะการขยายตัวของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวที่ทำลายความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้นๆ
- Over-exploitation การใช้ทรัพยากรเกินตัว ทั้งการจับปลา ตัดไม้ และบริโภคสิ่งต่างๆ เกินความจำเป็น
- Climate Change การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต โดยมีตัวอย่างจากงานวิจัยเรื่องข้าวที่ตายยกแปลงจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ ตลอดจนจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถประเมินได้
- Pollution มลพิษ และไมโครพลาสติก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศ
- Invasive Alien Species สัตว์-พืชต่างถิ่น จากการนำเข้าพื้นที่ของมนุษย์ เช่น ปลาหมอคางดำ ผักตบชวา ฯลฯ
บางคนเรียก Biodiversity Loss ว่า Silent killer หรือฆาตกรเงียบ…มันเงียบ เราไม่รู้ว่าสัตว์หรือพืชอะไรหายไป ถ้าสัตว์ตัวใหญ่คนจะเห็น แต่แมลง 1 ตัว ถ้าไม่ใช่นักวิชาการด้านกีฏวิทยาไม่มีทางรู้ เพราะเราไม่เดือดร้อน ไม่เหมือนฝุ่นหรืออากาศร้อนที่กระทบค่าใช้จ่ายในการเปิดแอร์ เรื่องนี้เป็นภัยเงียบที่เป็นระเบิดเวลา วันไหนที่ตู้ม เราไม่ทันรู้ตัว
ส่วนสถานการณ์ของประเทศไทย ดร.ธนิต ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยโชคดีที่อยู่ในเขตร้อนชื้นซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทว่า ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ราว 20-30 ปีก่อน ประเทศไทยเคยติดอันดับ 6 ของโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ตัวเลขค่อยๆ ตกลงมาเรื่อยๆ เป็นอันดับ 8 16 และปัจจุบันอันดับ 22
ตัวอย่างคือ ‘ปลาหวีเกศ’ สิ่งมีชีวิตที่เคยมีชื่ออยู่ในบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 โดย ดร.ธนิต เล่าว่า ปลาหวีเกศเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาดุก แต่มีครีบที่สวยงาม และปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว นอกจากนี้ยังมี ‘สมัน’ สัตว์ตระกูลกวางที่สูญพันธุ์ไปแล้วจนเหลือแต่ปูนปั้น
ที่น่ากลัวกว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่มองเห็นได้ คือการผสมเกสร (Pollination) ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) โดย ดร.ธนิต มองว่า นี่คือจุดเปราะบางที่สุดของระบบนิเวศ เพราะถ้าสิ่งมีชีวิตที่ช่วยผสมเกสรลดลงในระดับวิกฤติ มนุษย์จะไม่มีผลไม้กิน และห่วงโซ่อาหารทั้งระบบจะพังทลาย
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า อีกปัญหาคือการสำรวจและวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (basic science) ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะงบวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพถูกมองว่าไม่สร้างรายได้ ทำให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ที่มีน้อยลงเรื่อยๆ และเมื่อไม่มีข้อมูล ก็ยิ่งไม่รู้ว่าสูญเสียอะไรไป วนเป็นวงจรที่ทำให้ปัญหามองไม่เห็น
ปรับที่ต้นตอ ‘มนุษย์’
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่หยุดการพัฒนา แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนา โดยตรงกับต้นตอทั้ง 5 สาเหตุ อันดับแรกคือหลีกเลี่ยง (avoid) การสร้างผลกระทบตั้งแต่ต้น หรือถ้าทำไม่ได้ก็ลดผลกระทบให้น้อยที่สุด (minimize)
สำหรับปัญหาการใช้พื้นที่ต้องทำเกษตรผสมผสานที่แทรกความหลากหลายเข้าไปในพื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยว แทนที่จะปลูกพืชชนิดเดียวตลอดทั้งแปลง แต่ใส่พืชชั้นกลางและชั้นล่างเพื่อให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ขึ้น เพื่อให้แมลงกลับมา และชาวบ้านก็มีรายได้ระหว่างรอการเก็บเกี่ยวหลัก เรื่องการใช้ทรัพยากรเกินตัว คำตอบอยู่ที่พฤติกรรมมนุษย์และกฎระเบียบ โดยเริ่มที่ตัวเองแล้วค่อยขยายไปทางกฎหมาย ส่วน climate change และมลพิษ ต้องลดต้นตอ สุดท้ายสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ต้องระวังและควบคุมการนำเข้า
“ทุกอย่าง รากคือมนุษย์ บางทีเราต้องรอให้เจ็บก่อนถึง action แต่เราไม่อยากให้ถึงจุดที่สูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่แล้วค่อยมานั่งทำ มันไม่ทันแล้ว หรือทำไม่ได้ด้วย”
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า หลายประเทศเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น ประเทศอังกฤษและออสเตรเลียออกกฎหมาย Nature Restoration ที่บังคับใช้กับภาคธุรกิจ หรือประเทศจีนประกาศปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อผลักภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่ Nature Positive
ส่วนประเด็นกฎหมายในประเทศไทย ดร.ธนิต ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่มีมาตราว่าด้วยการให้แรงจูงใจ (incentive) กับผู้ที่ทำดีต่อความหลากหลายทางชีวภาพ แทนที่จะเน้นบทลงโทษเพียงอย่างเดียว

Nature Positive “ส้มซ่า-พริกบางช้าง” ธรรมชาติต้องทำเงิน
ดร.ธนิต กล่าวถึงแนวคิด Nature Positive หรือ “ธรรมชาติเชิงบวก” ว่า ปัจจุบันกำลังกลายเป็นกระแสระดับโลก หลักการคือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ แต่ต้องคืนให้ธรรมชาติมากกว่าที่เอาไป โดยมีเป้าหมายร่วมกันว่าในปี 2050 โลกต้องฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์
“BEDO ก็พยายามปลุกกระแสเรื่องนี้ให้คนได้รู้ว่า เราอยู่ในจุดที่อันตรายเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เราต้องกลับมาดูว่าถ้ายังเหมือนเดิม โลกก็ร้อนอย่างรวดเร็ว มนุษย์บริโภคอย่างเกินตัวขึ้น โลกไม่รอด ธรรมชาติไม่รอด ธุรกิจไม่รอด เราไม่รอด…ผมถึงบอกว่าเป็น Silent Crisis และ Silent Killer มันน่ากลัวกว่าวิกฤติอื่น และอธิบายยากเพราะมันเกิดขึ้นทางอ้อม สมมติเคยมีสัตว์ 100 ตัว ตอนนี้เหลือ 70 ตัว ประชาชนไม่รู้เรื่อง แต่ตราบใดที่หมดไปแล้ว เราค่อยมารู้ทีหลังว่ามันหายไปไหน หรือผึ้งหยุดผสมพันธุ์ เราไม่มีผลไม้กิน”
ในระดับนโยบาย BEDO ยังผลักดันให้แนวคิด nature positive และ biodiversity credit ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า BEDO ทำงานมา 18-19 ปี บนหลักการ Nature Positive มาตั้งแต่วันแรก หรือก่อนที่ใครต่อใครจะพูดถึงแนวคิดนี้ โดยเกือบ 20 ปี BEDO ทำงานร่วมกับชุมชนมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ยึดหลักสามข้อ คือ (1) Local ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ไม่นำของนอกเข้ามาแทน (2) Biodiversity Friendly คือการหยิบใช้ต้องคืนมากกว่าที่เอาไป และต้องหลากหลาย ไม่ใช่แค่ปลูกพืชชนิดเดียวกลับ และ (3) Benefit Sharing รายได้ที่ชุมชนได้รับต้องถูกปันส่วนกลับมาดูแลทรัพยากรต้นทาง
ดร.ธนิตเล่าถึงกรณีศึกษาที่ชัดเจนหลายแห่ง หมู่บ้านวังส้มซ่า จังหวัดพิษณุโลก เคยมีส้มซ่าเหลืออยู่แค่ต้นเดียวในหมู่บ้าน เพราะพืชชนิดนี้ไม่ได้ถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนกระทั่ง BEDO เข้าไปทำงานโดยเอาเศรษฐกิจเป็นตัวนำ สร้างมูลค่าให้ส้มซ่า จนตอนนี้กลายเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI (Geographical Indication) และส่งต่อไปยังชุมชนอื่น
อีกกรณีคือพริกพันธุ์บางช้าง พริกในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ที่ปลูกแถวอัมพวาเพราะเนื้อเยอะแต่ไม่เผ็ดมาก เหมาะกับการตำน้ำพริกในวัง แต่เมื่อพืชเกษตรเชิงพาณิชย์เข้ามา พริกชนิดนี้ก็ค่อยๆ หายไป เมื่อ BEDO เข้ามาทำโครงการพริกพันธุ์บางช้างคืนถิ่น จึงค่อยๆ ตามหาเมล็ดพันธุ์ และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
ดร.ธนิต เสริมอีกว่า ชื่อหมู่บ้านหลายแห่งในไทยสะท้อนถึงสิ่งมีชีวิตที่เคยมีอยู่มากมาย แต่ตอนนี้หาไม่พบแล้ว
ต้นไม้อาจไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ คนก็ไม่เห็นคุณค่า ถ้ามนุษย์ไม่เห็นคุณค่าและไม่ได้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ใครจะมานั่งดูแล
“โจทย์ของเราคือ ทำอย่างไรให้ในชุมชนเองใช้ประโยชน์ทรัพยากรท้องถิ่น ทำให้ชุมชนเห็นและใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ห้ามแตะ ถ้าเก็บ กิน สร้างอาชีพได้ เขาจะรู้ว่ามันเป็นต้นทางรายได้ เขาต้องดูแล เราพยายามดึงของเก่าๆ กลับมา ทำให้เกิดการบริโภค และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของ BEDO ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขรายได้ แต่ใช้ตัวชี้วัด 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชน ความสุขของชุมชน (Gross Community Happiness) ที่ต้องไม่ต่ำกว่า 80% และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องเพิ่มขึ้น

กลไกการเงิน Biodiversity Credit
นอกจากการทำงานกับชุมชน BEDO ยังพัฒนากลไก Biodiversity Credit ซึ่งคล้ายกับ Carbon Credit แต่วัดการเพิ่มขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพแทนการลดการปล่อยก๊าซ โดยความท้าทายคือวิธีการประเมินที่มีกว่า 60 แบบทั่วโลก และต้องหาจุดที่เหมาะกับระบบนิเวศของไทยเพื่อให้ได้มาตรฐานสากล ขณะนี้อยู่ในขั้นศึกษาและออกแบบระบบ
Biodiversity Credit เป็นกลไกการเงิน เวลาการทำกิจกรรมที่ความหลากหลายทางชีวภาพเยอะขึ้น คุณเอาไปประเมินเป็น credit ถ้า carbon ดูเรื่องการลด biodiversity ดูเรื่องการเพิ่ม ถ้าเพิ่มได้เยอะ คุณจะได้เครดิตเยอะ
“แต่ละพื้นที่ในประเทศไทยมีวิธีการประเมินไม่เหมือนกัน บ้านเรามีกว่า 10 ระบบ ภูเขาลงมาถึงชายทะเล ป่ากี่ประเภท สิ่งมีชีวิตกี่ประเภท กี่ตัว นี่คือความยาก เอาแนวทางฟินแลนด์ใช้กับประเทศไทยก็ไม่ได้ เพราะระบบนิเวศคนละแบบ ไทยกับอาเซียนยังพอไหว แค่ระบบประเมินยังยาก แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ อนาคตมันอาจจะกลายเป็น BBAM เหมือน CBAM”
ดร.ธนิต เสริมว่า Biodiversity Credit พูดกันไม่กี่องค์กรในประเทศไทย โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น
BEDO เชื่อมเอกชน โมเมนตัม ESG และความยั่งยืน
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า กระแส ESG และความตื่นตัวด้านความยั่งยืนในภาคธุรกิจกำลังเป็นโอกาสใหม่ให้ BEDO เนื่องจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนกว่า 200 แห่งที่สะสมมาตลอด 18-19 ปี กลายเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ
BEDO พัฒนาโปรแกรม Biodiversity and Business Sustainability Program เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนเข้าใจว่าธุรกิจของตัวเองพึ่งพาและสร้างผลกระทบต่อระบบธรรมชาติอย่างไร หรือที่เรียกว่า biodiversity footprint ก่อนจะวางแผน biodiversity action plan ร่วมกัน แนวทางนี้ต่างจาก CSR แบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะภาคเอกชนไม่ใช่แค่สนับสนุนเงินแล้วปล่อยให้ชุมชนทำเอง แต่ต้องลงมือร่วมทำตั้งแต่ต้น
“เปลี่ยนจาก CSR ปลูก ถ่ายรูป ป้ายไวนิลแล้วกลับ หยุดการทำแบบ snapshot เป็นการทำงานร่วมกับเรา เช่น โครงการไม้มีค่า ป่าครอบครัว เราชวนชาวบ้านปลูกไม้มีค่า แต่กว่าจะได้ไม้ใหญ่ใช้เวลาเป็น 10 ปี ระหว่างนั้นเราให้ปลูกพืชเล็กๆ เก็บข้อมูลรอดกี่ต้น โตเท่าไร การทำแบบนี้เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สำคัญชาวบ้านมีกิน”
“เมื่อก่อน BEDO ดังที่บ้านนอก ป้ายเราตามจังหวัดต่างๆ แต่ตอนนี้พยายามกลับมาดังในกรุงเทพฯ เพราะ Biodiversity เริ่มเป็นกระแส มีโมเมนตัม”


