‘วิจารย์ สิมาฉายา’ มองสิ่งแวดล้อมไม่ควรเป็นเรื่องการเมือง ชูความหลากหลาย เน้น ‘BCG’ – ชี้ไทยจะเป็นทุกอย่างไม่ได้

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI)

ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 0.88% ของโลก หรืออันดับที่ 20 แต่กลับมีความเสี่ยงติด 10 อันดับแรกของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะด้านการเกษตรและท่องเที่ยว

ในแต่ละปี ภาพซ้ำเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ไฟป่าในภาคเหนือ น้ำท่วม ไปจนถึงน้ำเสียไหลลงชายหาด แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ยังไม่นับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่ถูกทำลาย ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่และระบบเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้สืบเนื่องจากโครงสร้างปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งนโยบาย กฎหมาย การจัดการทรัพยากร และการเมืองที่แทรกซึมอยู่ในทุกประเด็น

ไทยพับลิก้า พูดคุยกับ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) ถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทย บทบาทของภาคนโยบายและภาคประชาสังคม ตลอดจนแนวคิด Nature Positive ที่กำลังเป็นกระแสสำคัญในเวทีโลก

3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก กับโจทย์ Mitigation และ Adaptation

ดร.วิจารย์ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญอยู่มีสามเรื่อง ซึ่งส่งผลกระทบและเชื่อมโยงกัน ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
  2. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
  3. ปัญหามลพิษ (Pollution)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญจาก climate change ทำให้อากาศแห้งจนเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดวิกฤติไฟป่า โดยเฉพาะในภาคเหนือ ระบบนิเวศในพื้นที่ป่าจึงถูกทำลาย สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะเดียวกันก็เกิดมลพิษฝุ่น PM2.5

วิกฤติสิ่งแวดล้อม 3 ประเด็นข้างต้น ทุกประเทศในโลกร่วมกันแก้ปัญหา ควบคู่ไปกับมาตรการบรรเทา (mitigation) ขณะเดียวกันก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างๆ (adaptation)

Adaptation คือการปรับตัว เราจะอยู่กับมันได้อย่างไร ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการเกษตร เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพ ถ้าอุณหภูมิของโลกเปลี่ยนไป ทั้งวิกฤติน้ำท่วม น้ำแล้ง… เราจะทำเกษตรแบบไหน เราต้องเริ่มปรับตัวสู่เกษตรน้ำน้อย ทำอย่างไรให้ข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ หรือทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ถ้าทำได้จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้น้ำ ลดการเผา”

นี่คือสิ่งที่เร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อม ถ้าไม่พร้อม ถึงเวลานั้นอยู่ไม่ได้ เพราะปรับตัวไม่ทัน ทั้งหมดคือประเด็นที่รัฐบาลต้องทำความเข้าใจ

“บางครั้ง Mitigation คือมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นเรื่องของการเมือง ทุกประเทศประกาศเป้าหมาย Net Zero แต่เดิมไทยตั้งเป้า บรรลุเป้าหมายปี ค.ศ. 2065 ตอนหลัง COP30 ที่บราซิล เราประกาศร่นเข้ามา 15 ปี  เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วคือปี 2050…

การลดเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น เหมือนเป็นความมุ่งมั่นที่เราจะทำ แต่เราแทบไม่ทำอะไรเลย

ตอนนี้กําลังร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือก๊าซเรือนกระจก กว่า 70% มาจากภาคพลังงาน ถ้าเขาไม่ขยับ ก็ยากที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมาย และบางเรื่องต้องรอเทคโนโลยี อาทิ การกักเก็บคาร์บอน (CCS และ CCUS) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)

ในมิติการค้าระหว่างประเทศ ดร.วิจารย์ มองว่า สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องกลางที่เชื่อมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ทั้งมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เก็บ Carbon Tax จากสินค้าที่ผลิตด้วยพลังงานสูงกว่าเกณฑ์ และกฎระเบียบห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทาง เช่น ไก่ที่ส่งออกกินข้าวโพดจากพื้นที่บุกรุกป่าหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือแรงกดดันใหม่ที่ไทยต้องเร่งปรับตัว

ถามว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไร ดร.วิจารย์ ตอบว่า มลพิษเป็นปัญหาที่จัดการง่าย เพียงแต่รัฐบาลต้องมีนโยบายและการปฏิบัติที่ชัดเจน ส่วน climate change ต้องเน้นที่การปรับตัวหรือ adaptation ให้ประชาชนเข้าใจและอยู่รอด สุดท้ายความหลากหลายทางชีวภาพจะต้องเริ่มจากแก้ปัญหา 2 เรื่องข้างต้น และปรับวิธีคิดให้คนเข้าใจว่าการอนุรักษ์ไม่ใช่การห้ามใช้ทรัพยากร หากเป็นการใช้อย่างยั่งยืน ทำให้ธรรมชาติได้ประโยชน์จากการใช้งานของมนุษย์

จาก Net Zero ถึง BCG การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม

ดร.วิจารย์ มองว่า ปัญหาของประเทศไทยคือการไม่มีกฎหมายที่จะบังคับใช้ หรือต่อให้ภาครัฐจะมีนโยบายและแผนงานต่างๆ แต่แผนเหล่านั้นไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดผลได้จริง

“ทุกวันนี้ได้แต่พูด Net Zero เพราะเป็นเป้าหมายของโลก แต่การปฏิบัติของแต่ละประเทศต้องมองให้สมดุล ไม่รู้ว่าผู้บริหารของประเทศเข้าใจประเด็นนี้หรือเปล่า

“ประเทศไทยอีก 10-20 ปีจะเป็นอย่างไร จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมหรือบริการ ถ้ามุ่งเป็นอุตสาหกรรมบริการ ต้องอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ เพราะเราขายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นประเทศอุตสาหกรรม แข่งกับประเทศอื่นได้หรือเปล่า…สำคัญที่สุด เราต้องกําหนด position ให้ชัดเจนว่าจะเป็นอะไร ซึ่งตอนนี้ยังตอบไม่ได้ จะเป็นทุกอย่าง แต่ไม่มองให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนา กับการรักษาสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”

ความคิดผม มองว่านโยบาย BCG เหมาะกับเรา เป็นคอนเซปต์ไม่ยุ่งยาก แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อตอบโจทย์หลายส่วน ไม่ใช่แค่รายได้

ทั้งนี้ นโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) คือแนวคิดโมเดลการพัฒนาประเทศจากเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เสนอโดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“BCG ตอบโจทย์หลายอย่างพร้อมกัน ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นประเทศเกษตร เพราะฉะนั้น B (Bio) จะบอกว่าเราใช้ประโยชน์อย่างไรให้มูลค่าสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น การทำผลิตภัณฑ์จากข้าวให้มีมูลค่าสูง ต้องเอาความรู้และวิทยาศาสตร์ใส่เข้าไป ส่วน C (Circular) เพราะเรามีของเสียเยอะ ถ้าเอาของเสียตรงนี้กลับมาเป็นทรัพยากร มันตอบหลายโจทย์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำไปสู่ G (Green) คือเศรษฐกิจสีเขียว”

ดร.วิจารย์ เสริมว่า การขับเคลื่อน BCG ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูล ตัวอย่างเช่น สวนทุเรียน ถ้าชู BCG ใช้เทคโนโลยี่เข้ามา ต้องเริ่มจากเป็น Smart Farmer โดยให้น้ำตามความต้องการของทุเรียน มีการวัดคุณภาพดิน ใช้แอปพลิเคชันควบคุมการให้น้ำและปุ๋ย เมื่อให้น้ำและปุ๋ยตรงตามความพอดีแล้ว จะลดการสูญเสีย ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายของเกษตรกรก็ลดลง ผลผลิตสูงขึ้น เป็นต้น

แต่หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ดร.วิจารย์มองว่า ฝังรากลึกที่สุดคือมิติการเมืองของประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งแวดล้อม โดยธรรมชาติ ไม่ควรเป็นเรื่องการเมือง เพราะทุกคนได้รับผลกระทบ แต่ในทางปฏิบัติ ประเด็นนี้มักถูกมองข้ามหรือถูกแทรกแซงโดยผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เสมอ

“สิ่งแวดล้อมมันไม่ควรเป็นการเมือง เพราะทุกคนได้รับผลกระทบหมด มันเป็นตัวกลางเชื่อมกับการพัฒนา แต่หลายส่วนไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ต่อให้เป็นโครงการขนาดใหญ่…สิ่งแวดล้อมก็มาทีหลัง แต่เวลาพัฒนาไปแล้ว ถ้าไม่ดูสิ่งแวดล้อม สุดท้ายปัญหาจะกลับมา”

นอกจาก BCG ที่ถูกพับเก็บเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว อีกตัวอย่างคือ PM2.5 ที่ถูกประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี แต่พอฝุ่นจางหายไปก็ลืมเรื่องนี้ และวนกลับมาประกาศใหม่ในปีถัดไป รวมถึงการเผาในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งจุดเผาส่วนใหญ่อยู่ในอุทยานแห่งชาติที่ควบคุมดูแลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเหตุผลที่ยังมีการเผาเพราะชาวบ้านอาศัยในพื้นที่ บางส่วนอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ทำให้โยงไปถึงปัญหาที่ดินซึ่งยังรอการจัดการมาเป็นทศวรรษ

รื้อระบบ-รับมือภัยพิบัติซ้ำซาก

ดร.วิจารย์ยังวิเคราะห์ถึงรูปแบบที่ซ้ำซากหลังเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่และเชียงราย ซึ่งทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติขึ้น ก็เริ่มต้นใหม่ ขาดการซ้อม ขาดข้อมูล สับสนในสายงานบังคับบัญชา ไม่มี Single Command อีกทั้งผู้บริหารบางคนใช้ความรู้สึกตัดสินใจ

“กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ หรือน้ำท่วมเชียงราย ต้องมีการปรับตัวอย่างไร ปัจจุบันระบบเตือนภัยเราไม่ค่อยพร้อม ระบบฝึกซ้อมเป็นอย่างไร ถ้ามีน้ำท่วมจะไปไหน คนไหนอยู่ที่ไหน กลุ่มเปราะบางจะจัดการอย่างไร อาหารต้องเตรียมอย่างไร ทุกวันนี้เวลาเกิดปัญหาเราสับสนไปหมด”

Climate Change มันจะเกิดขึ้น แล้วเราจะอยู่กับมันอย่างไร ต้อง adaptation ให้ได้ หลายคนเสนอให้ย้ายเมืองหาดใหญ่…มันเป็นไปไม่ได้ สำคัญคือเราต้องมีแผน เราต้องรื้อระบบการจัดการภัยพิบัติใหม่

เมื่อถามว่า ทำอย่างไรให้มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ดร.วิจารย์ ตอบว่า ภาครัฐควรเริ่มจากทำความเข้าใจเชิงพื้นที่ว่า เมื่อเกิดเหตุแล้วใครมีบทบาทบ้าง ต้องมีฝึกซ้อม พัฒนาระบบเตือนภัย ประเมินสถานการณ์บนฐานวิชาการและฐานข้อมูลที่ถูกต้อเป็นเรื่องที่จัดทำข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องจัดทำเพื่อการวางแผนได้อย่างถูกต้อง แม่นยำในการรับมือภัยพิบัติ

ทั้งนี้ ตัวอย่างการถอดบทเรียนเรื่องนี้ที่ประเทศไทยควรนำเป็นต้นแบบคือ จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะภูมิศาสตร์คล้ายหาดใหญ่ แต่สามารถจัดการน้ำท่วมได้ เพราะทำงานบนฐานข้อมูล มีศูนย์เรียนรู้ให้เด็กในพื้นที่เข้าใจธรรมชาติของปัญหา และมีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนก่อนเกิดเหตุ

Nature Positive ฟื้นธรรมชาติเป็นบวก

ดร.วิจารย์ยังอธิบายแนวคิด Nature Positive ซึ่งเกิดขึ้นราวปี 2019 และถูกนำมาเป็นกรอบสำคัญในการประชุม COP15 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework แก่นของแนวคิดนี้คือไม่ใช่แค่หยุดทำลายธรรมชาติ แต่ต้องทำให้ธรรมชาติ “เป็นบวก”

ดร.วิจารย์ อธิบายว่า ถ้าตอนนี้ธรรมชาติติดลบ 50 การทำ Nature Positive ไม่ใช่แค่กลับไปเป็น 0 แต่คือการทำให้มันเป็นบวกไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะบวกเท่าไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น คนตัดไม้ 10 ไร่ ต้องปลูกคืน 20 และการปลูกคืนต้องคำนึงถึงความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้เพิ่ม

ในแง่ของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ดร.วิจารย์มองว่ามีโอกาสที่จะทำให้เป็น Nature Positive ได้จริง เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว ปลูกหญ้าทะเล หรือฟื้นฟูปะการัง นี่คือตัวอย่างที่ทำให้การใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์ไปด้วยกันได้

“Positive ทั้งเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายความหลากหลายชีวภาพ ปริมาณและสัดส่วนสิ่งมีชีวิตต้องไม่สูญเสีย ไม่ใช่ว่าเราทำให้เหมือนเดิม แต่ทำให้ดีกว่าเดิม เพราะตอนนี้ติดลบอยู่ กลับมาเหมือนเดิมก็ยากแล้ว… Nature Positive เป็นคอนเซปต์ที่ฟังแล้วดูดี แต่จะทำได้อย่างไรเป็นอีกเรื่อง”

TEI เชื่อมงานพื้นสู่การผลักดันนโยบาย

ดร.วิจารย์ กล่าวว่า สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้เข้ามาต่อจิ๊กซอว์การทำงานคู่ขนานใน 2 ระดับ คือการสร้างโมเดลในพื้นที่จริง และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายโดยใช้ข้อมูลวิชาการเป็นฐาน

ยกตัวอย่างโครงการที่ TEI ขับเคลื่อน เช่น โมเดลจัดการขยะบนเกาะลันตาที่เชื่อมต่อหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ โครงการพลาสติกที่สนับสนุนให้ซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่ามีแพลตฟอร์มลงทะเบียนประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย และการโปรโมตแนวทาง Nature-Based Solutions ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทาน ซึ่งแนวทางนี้เน้นการเลียนแบบธรรมชาติแทนการสร้างโครงสร้างแข็งที่ขาดความยืดหยุ่น

ด้านการสื่อสาร ดร.วิจารย์ เล่าถึงการทำคลิปในช่วงวันแรงงานที่ให้ข้อมูลแรงงานกลางแจ้งรับมือความร้อนเพื่อลดความเสี่ยงจาก Heat Stroke ซึ่งตอนนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นทุกปี และการใช้แมสคอตผึ้ง “BeeZii” แทนสัญลักษณ์ของห่วงโซ่ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งผึ้งเป็นแมลงผสมเกสรตามธรรมชาติ สะท้อนบทบาทของ TEI ในการเป็นนักประสานทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน ประชาสังคม

ในระดับนโยบาย ดร.วิจารย์ ย้ำว่า TEI ทำงานบนฐานข้อมูลและวิชาการ ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะสิ่งที่จะเสนอต่อภาครัฐต้องมีน้ำหนักและยืนยันได้ ปัจจุบัน TEI ยังทำงานข้ามพรมแดนในประเด็นหมอกควันข้ามแดนที่ลาวและพม่า รวมถึงพยายามหาโมเดลธุรกิจที่จัดการพลาสติกได้กำไรจริง เพื่อดึงนักลงทุนให้เห็นว่าดูแลสิ่งแวดล้อมกับทำธุรกิจไปด้วยกันได้

แม้ว่า TEI จะมีโมเดลสำเร็จรูปในหลายพื้นที่ แต่ ดร.วิจารย์ มองว่า ถ้านโยบายไม่ไปต่อ การขยายผลทั่วประเทศก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นสิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือรัฐบาลที่มีนโยบายชัดเจน บังคับใช้กฎหมายจริงจัง และพร้อมลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ที่เกินกว่าจะ mitigation และ adaptation