ระบอบสีน้ำเงิน วางกำลังแบบอยู่ยาว “อนุทิน-เนวิน” ฝังลึกทุกผังอำนาจรัฐ

เสียงของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ดังขึ้นในทุกโครงสร้างอำนาจ-กลายเป็นญัติสาธารณะทางการเมือง

ในฝ่ายบริหาร-คณะรัฐมนตรี มีโควต้ารัฐมนตรี จากเครือข่ายสีน้ำเงินสังกัดพรรคภูมิใจไทย 27 คน 32 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 36 ตำแหน่ง มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ควบ 2 ตำแหน่งใหญ่ นายกรัฐมนตรี-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ระบอบสีน้ำเงิน-บนยอดภูเขาน้ำแข็ง

ในฝ่ายนิติบัญญัติ-สภาผู้แทนราษฎร สส.พรรคสีน้ำเงิน มี 192 เสียง มีนายโสภณ ซารัมย์ นักการเมืองบ้านใหญ่ ใกล้ชิด “บ้านตระกูลชิดชอบ” เป็นอย่างยิ่ง นั่งเป็นประมุขอันดับ 1

ส่วนสภาบน หรือวุฒิสมาชิก ที่ส่วนใหญ่มักลงมติไปในทิศทางเดียวกันกับเครือข่ายสีน้ำเงิน มี 147 เสียง จากทั้งหมด 200 เสียง ดัน นายมงคล สุระสัจจะ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์-อธิบดีกรมการปกครอง ได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภา-ประมุขสภาบน และมี พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก-แม่ทัพภาคที่ ที่ปรึกษา-พายเรือให้อนุทินนั่ง ได้รับเลือกให้เป็น รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง

ในองค์กรอิสระ ที่ผ่านการลงมติจาก สว.ที่เป็นกลุ่มสีน้ำเงิน อยู่ในกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) 4 คน จาก 9 ตำแหน่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านการโหวตผ่านไปแล้ว 4 ราย จาก 7 ตำแหน่ง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตั้งไปแล้ว 4 ราย จาก 7 ตำแหน่ง และโหวตตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด 1 ตำแหน่ง

ในส่วนโครงสร้างอำนาจในกระบวนการยุติธรรม วุฒิสภาล่าสุด เตรียมโหวตเห็นชอบ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21 ดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุด 2 ปี

แถวหน้าของข้าราชการฝ่ายปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ติดตัวนายกรัฐมนตรีไปทุกภารกิจทั้งใน-ต่างประเทศ

รวมทั้งสายตรงถึงนักปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมการปกครอง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รับสั่งตรง-สั่งได้

ภาพลักษณ์-ประวัติศาสตร์ การทำงานร่วมกับองค์กร-ที่อยู่นอกเหนือโครงสร้างอำนาจ แต่มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนด้านความจำเป็นพื้นฐาน ที่รัฐบาลภูมิใจไทย พยายามเกี่ยวโยง กรณีเพจไทยคู่ฟ้า เผยแพร่ภาพคณะองคมนตรี 9 คน เข้าร่วมติดตามการประชุมของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระรวงมหาดไทย ร่วมประชุมด้วย

พรรคสีน้ำเงิน-รีแบรนด์อยู่ยาว

ในการประชุมใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ก้าวสู่ปีที่ 17 เลือกวันประกาศ “วันก่อตั้งพรรค” 6 เมษายน ซึ่งทุกปีเป็น “วันจักรี” ก่อนที่อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุด เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 พรรครีแบรนด์-เปลี่ยนสัญลักษณ์ใหม่ ตัดส่วนที่เป็นสีแดงออกไป เป็นสีน้ำเงินล้วนทั้งหมด กำหนดทิศดำเนินงานทางการเมืองที่ยึดมั่นในวิถีของความเป็นไทย สื่อถึงความรักชาติ จรรโลงศาสนา และเทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยทั้งชาติ ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนหน้านั้น 20 ปี นายอนุทินฝังตัวอยู่กับเครือข่ายอำนาจของทักษิณ ชินวัตร และก่อนหน้านี้ 10 ปีเป็นอย่างน้อย ที่นายอนุทิน ทอดตัวเป็นรัฐมนตรีลูกข่ายคนใกล้ชิด พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

ทั้งอนุทิน ชาญวีรกูล และเนวิน ชิดชอบ เคยอยู่ในร่มพรรคบรรหาร ร่วมงานการเมืองกับสุเทพ เทือกสุบรรณ พลิกขั้วการเมืองกับค่ายประชาธิปัตย์

2 ทศวรรษที่อยู่ในฝ่ายชนะในเกมอำนาจ ดันฐานเสียงอนุทิน+เนวิน เป็นหัวขบวนให้ฝ่ายอนุรักษนิยม

ระหว่างที่นายอนุทิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 1 ไม่ถึง 100 วัน เขามีหมายกำหนดการ ทั้งงานบริหารและงานด้านวัฒนธรรม วัดและวัง รวมทั้งรับตำแหน่ง “รัฐมนตรีเกียรติยศ”

ภาพลักษณ์ที่เขาแสดงตัวตน ผ่านชุดข้าราชการสีกากี เสื้อทรงพระราชทาน ชุดอาสารักษาดินแดน เป็นไปอย่างปกติ แต่ขับเน้นขั้ว-ฝ่ายอนุรักษนิยม

ก้าวเข้าสู่อำนาจสมัยที่ 2 หลังถูกโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ถึง 24 ชั่วโมง ก็ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ณ ที่ทำการพรรค

ระบอบสีน้ำเงิน สนธิอำนาจอนุทิน-เนวิน

ในญัติสาธารณะ อย่างน้อย 3 เรื่อง มีแกนนำสูงสุดในพรรคภูมิใจไทยปรากฏตัวเป็นฝ่ายสาระสำคัญหลัก 1. กรณีฮั้วเลือก สว. 2. กรณีครอบครองที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ 3. กรณีครอบครองที่ดินสนามกอล์ฟ “แรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรีคลับ” จ.นครราชสีมา

ทั้ง 3 วาระ มีคนใน 2 ตระกูล มีผู้มีอำนาจ 3 ฝ่ายร่วมอยู่ในสำนวน ทั้ง “ชิดชอบ-ชาญวรีกูล” และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

เมื่อสังคมการเมืองไทย ก้าวไม่พ้นเครือข่ายชนชั้นนำ จับมือกับผู้มีอำนาจในฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า หากใครก้าวขึ้นเป็นผู้มีอำนาจ ทั้งในฝ่ายข้าราชการประจำ-ตำแหน่งการเมือง ย่อมไม่พ้นเงาของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” และเพื่อน-พี่-น้อง ของอนุทินและกลุ่มเพื่อนเนวิน

การจัดวางกำลังในโครงสร้างอำนาจหลัก-องค์กรอิสระ จึงถูกวางแผนผูกกับอายุราชการ และอายุของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย และอาจจะยาวนานกว่านั้น โดยฝ่ายตรงกันข้าม-ฝ่ายค้าน แทบมิอาจถ่วงดุล

ขณะที่อนุทิน ปฏิบัติหน้าที่เบ็ดเสร็จในทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย และ 77 จังหวัด คู่ขนานการบริหารอำนาจในลู่คู่ขนานกับเนวิน ชิดชอบ ที่ปักหลัก-ปักธงนำอยู่ในฐานที่มั่นโรงแรมใหญ่ใจกลางเมือง

ในทางฉากหน้า หากอนุทินไม่อยู่เมืองไทย มีรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยรักษาการ แต่ในทางฉากหลัง บ้างก็บอกว่ามีเนวิน ชิดชอบ ช่วยประจำการ

จากรัฐธรรมนูญ “ฉบับจักรี” สู่ฉบับสีน้ำเงิน

ด้วยจำนวนเสียงทั้งในสภาบน-และสภาล่าง-ผู้แทนราษฎร ทำให้นายอนุทิน มั่นใจที่จะได้เป็นผู้คุมอำนาจหลักในการทำพิมพ์เขียวประเทศใหม่ ในนาม “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ .. พ.ศ. …. “ แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560

หลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้มาแล้ว 9 ปี หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ กำหนดการประกาศพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในวันพฤหัสดีที่ 6 เมษายน ซึ่งตรงกับวันจักรี ทำให้มีนักวิชาการบางรายเรียกรัฐธรรมนูญ “ฉบับจักรี”

พรรคภูมิใจไทยจึงชิงเสนอ “ร่างแรก” อาศัยเสียงเพียง 134 สส. เข้าชื่อยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ) ด้วยท่าทีการเมืองเปิดทางการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แม้จะมีเสียงของผู้นำฝ่ายค้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แทรกสวนเข้ามาว่า “แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60…”

ตามด้วยเสียงของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ แกนนำพรรคส้ม ที่ระบุถึงพรรคภูมิใจไทยและกลไกรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบตั๋วสีน้ำเงิน

สาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน กำหนดให้ ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน และให้มีบัญชี สสร. สำรอง 3 เท่า หรือ 300 คน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะเป็น สสร. ตามจังหวัดต่าง ๆ จากนั้นรัฐสภาจะคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสำรองจังหวัดละ 3 คน รวม 231 คน

อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน กำหนด 8 คน มาจากการเปิดรับสมัคร โดย กกต.

กลไกลการเลือกจากทั่วประเทศ แม้ไม่ใช่ทางตรง และง่ายกว่าการเลือก สว. หลายเท่า ทำให้นักการเมือง-นักวิชาการ คาดหมายกันไว้ล่วงหน้าว่า สัดส่วน สสร. ผู้ร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่พ้นมือเครือข่ายคนสีน้ำเงิน

และหากใช้เสียงข้างมากเป็นกลไกหลัก ใน 2 สภา ก็ไม่ง่ายที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย จะฝ่าผ่านไปได้ ร่างที่อาจได้เข้าป้าย ขึ้นพานรัฐธรรมนูญฉบับหน้า จึงแช่แป้งรอไว้ได้ว่าเป็นร่างของชาวพรรคสีน้ำเงิน

จากระบอบเปรมสู่ระบอบทักษิณ ผ่านสู่ระบอบสีน้ำเงิน

ในห้วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยคู่ขนานกับระบอบเผด็จการพลเรือน หรือยุคประชาธิไตยครึ่งใบ หรือยุค “ระบอบเปรม-เปรมาธิปไตย” สมัยที่ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ยาวนาน 8 ปี 5 เดือน และเป็นองคมนตรีกว่า 20 ปี

ในช่วงเกือบ 3 ทศวรรษ ที่ผ่านมาเป็น “ระบอบทักษิณ” เป็นยุคที่เครือข่ายตระกูลชินวัตร ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในนามพรรคไทยรักไทย โดยชื่อทักษิณ ชินวัตร ครองตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 สมัย กินเวลาเกือบ 6 ปี จากนั้นคนในตระกูลและเครือข่ายทักษิณ รับอำนาจต่อ ทั้งสมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์-น้องเขย ต่อด้วยยุคพรรคเพื่อไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว และนายเศรษฐา ทวีสิน ล่าสุดนางสาวแพทองธาร ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร ติดคุก 1 ปี อาจถือว่าเป็นฉากจบซีรีส์ที่ยาวนานของระบอบทักษิณในโครงสร้างอำนาจ

ระบอบสีน้ำเงิน-ก่อตัวมาอย่างซึมลึกในสังคมการเมือง ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทย มี สส. 71 คน ในการเลือกตั้ง 2566 กระทั่งพลิกผัน ดันอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย สร้างชุมข่าย-จัดวางกำลังคน-ปักหมุดนักเลือกตั้งอาชีพ จนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง 2569

ทั้งระบอบเปรม-ระบอบทักษิณ และระบอบสีน้ำเงิน มีความเหมือนกันในยุคก่อร่างและสร้างตัว และทรงอิทธิพล คือมีเสียงข้างมากในฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ จับมือกับฐานอำนาจในกองทัพ ต่อยอดในเครือข่ายองค์กรอิสระ และการปกครองส่วนท้องถิ่น ไร้การถ่วงดุล

ฉากจบของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นับว่าแตกต่างจากระบอบทักษิณ และอาจจะไม่เหมือนกับจุดจบของระบอบสีน้ำเงิน ที่อาจยังยากที่จะคาดหมายทำนายผล