
วิกฤติพลังงานโลก สะเทือนพลังงานไทย แนะปรับแผน PDP ขยับ “SMR” เร็วขึ้น รองรับความผันผวนในอนาคต – New Demands – Night Peak เปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ชี้ “มาเร็วกว่ากำหนด ดีกว่าสายเกินไป”
เมื่อเส้นเลือดใหญ่ทางด้านพลังงานของโลก…ถูกตัดขาด จากการอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ส่งผลให้พลังงานที่เคยไหลเวียนไปทั่วโลกกว่า 20% ต้องสะดุดทันที และแรงสะเทือนนี้ส่งมาถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ หรือ “LNG” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% มีราคาแพงขึ้นจากความยากในการจัดหา ขณะเดียวกันก๊าซธรรมชาติราคาถูกจากอ่าวไทยกลับมีปริมาณการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของไทยเพิ่มสูงขึ้น และต้องเผชิญความผันผวนจากราคาตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกจนยากที่จะควบคุม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ “กฟผ.” ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า จึงต้องบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกมิติ ทั้งในมิติของความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างไม่มีสะดุด และในมิติของราคาที่ต้องรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ทำให้ กฟผ.ต้องเร่งปรับกลยุทธ์การใช้เชื้อเพลิงอย่างเร่งด่วน โดยนำโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ทยอยปลดระวาง กลับมาเดินเครื่องเต็มกำลังอีกครั้ง เนื่องจากถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นแหล่งเชื้อเพลิงภายในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า LNG ต่างประเทศในช่วงสงคราม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการรับซื้อ และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า LNG ในช่วงวิกฤติ รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และเลื่อนงานซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซทั้งในอ่าวไทยและเมียนมาออกไปก่อน เพื่อให้มีปริมาณก๊าซธรรมชาติป้อนโรงไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้มีการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงให้เหมาะสมกับสถานการณ์รายวัน ซึ่งการปรับเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงตามที่กล่าวข้างต้นนั้น จะช่วยสร้างสมดุลด้านราคา และรักษาความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

นอกจากวิกฤติพลังงานโลกที่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทยแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ “การเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ” จากข้อมูลผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่า พฤติกรรมการใช้ไฟของคนไทยเปลี่ยนไป จากเดิมช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง หรือ “Peak Load” อยู่ที่เวลาบ่ายสองครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกออฟฟิศเปิดแอร์กันจนมิเตอร์ไฟหมุนติ้ว ปัจจุบันย้ายไปอยู่ในช่วงเวลา 3 – 5 ทุ่ม แทน คาดว่าจะเป็นผลจากการที่ภาครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมเริ่มติดตั้งโซลาร์ รูฟ ท็อป ผลิตไฟใช้เอง เพื่อช่วยประหยัดไฟในตอนกลางวัน ขณะที่ช่วงเวลากลางคืนกลายเป็นเวลาเสียบปลั๊กชาร์จ ‘รถ EV’ คันโปรด
แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับ “New Demands” ตัวจริง อย่าง ธุรกิจ Data Center และ ธุรกิจ AI ของโลกหลายบริษัทที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟมาก โดยคาดว่าธุรกิจประเภทนี้จะมีความต้องการใช้ไฟสูงถึง 8,811 MW ดังนั้น ระบบจ่ายไฟต้องเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง แบบชนิดที่ว่า “ห้ามดับ ห้ามวูบ ห้ามเบรก”

นี่ก็เป็นอีกโจทก์ที่ทำให้ กฟผ.ต้องเร่งปรับแผนระยะยาวกันใหม่ นอกจากจะรับมือกับวิกฤติพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตแล้ว ยังต้องสอดรับกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป ซึ่ง กฟผ. เองก็ได้ทำการศึกษา และเตรียมความพร้อมที่จะนำเทคโนโลยี “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” หรือ “Small Modular Reactor : SMR” เข้ามาใช้เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานควบคู่ไปกับการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ทั้ง 19 ด้าน ตามข้อกำหนดของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโรงไฟฟ้า SMR อาทิ การเร่งพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับเทคโนโลยี SMR โดย กฟผ. ได้สั่งสมประสบการณ์ในด้านนี้มากว่า 50 ปี ในส่วนด้านนโยบายของประเทศก็มีการบรรจุโรงไฟฟ้า SMR จำนวน 2 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 600 MW เอาไว้ในช่วงปลายแผน PDP 2026 รวมทั้งเตรียมความพร้อมของโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้า SMR เข้าสู่ระบบ และเร่งการสร้างความเข้าใจและการยอมรับของสังคม เป็นต้น
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จัดเป็นพลังงานสะอาดและมีความมั่งคง โดยเชื้อเพลิงยูเรเนียม 1 กิโลกรัม ให้พลังงานความร้อนเทียบเท่าถ่านหินถึง 100,000 กิโลกรัม เติมเชื้อเพลิงครั้งเดียวใช้ได้นานหลายปี และที่สำคัญเชื่อเพลิงยูเรเนียมมีปริมาณสำรองเป็นจำนวนมาก และกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้อีกด้วย

ถามว่าทำไมต้อง SMR? เพราะเขาคือ “โรงไฟฟ้าฐาน” (Base Load Power Plant) ที่ไว้ใจได้ดีที่สุดในยามนี้ แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบสุดๆ เมื่อนำ SMR นำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสูตรใหม่ อย่างโซลาร์เซลล์ทุ่นลอยน้ำแบบไฮบริด พ่วงระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ที่ กฟผ.ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ อย่างที่เขื่อนภูมิพล เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ เป็นต้น เราก็จะได้ “พลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหลับ” ทันทีสามารถรองรับโหลดจำนวนมหาศาล รวมถึงความต้องใช้ “ไฟฟ้าสีเขียว” ที่มีเสถียรภาพสูงของธุรกิจ Data Center ธุรกิจ Ai และการชาร์จของรถ EV ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ดังนั้น SMR ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นที่ต้องเร่งผลักดัน เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งรองรับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้ง New Demand และ Night Peak เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ตามแผนงานเดิมบรรจุ SMR (600 เมกะวัตต์) ไว้ในช่วงปลายของแผน PDP 2026 อาจจะดู “ใจเย็น” ไปนิด สำหรับโลกที่หมุนเร็วขนาดนี้ การขยับ SMR ให้ขึ้นมาอยู่ในลำดับต้น ๆ ของแผน จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวเลขในกระดาษ แต่มันคือการ “วางรากฐาน” เพื่อพาประเทศ ก้าวข้ามวิกฤตพลังงานไปสู่ยุคพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
บางครั้ง… การมาเร็วกว่ากำหนด ก็ดีกว่าการมาในวันที่สายเกินไปนะครับ…



