เหตุโจมตีในตะวันออกกลางดันราคา Brent ทะลุ 110 ดอลลาร์ เสี่ยงเกิดวิกฤติ “supply shock”

South Pars แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ที่มาภาพ: https://www.intellinews.com/iran-to-seal-deals-with-four-local-firms-to-boost-pressure-in-south-pars-gas-field-364706/

ราคาน้ำมันดิบโลก Brent พุ่งสูงขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านก็ได้ทำการโจมตีตอบโต้ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 (ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐ) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงราคาโลก ปิดตลาดที่ 107.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.8% จากช่วงก่อนหน้า ส่วนราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) สัญญาเดือนเมษายน ปิดที่ 96.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.1%

ส่งผลให้ส่วนต่างราคาระหว่าง WTI และ Brent พุ่งแตะระดับกว้างที่สุดในรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2019 เนื่องจากความกังวลเรื่องความขัดแย้งที่อาจยืดเยื้อ และเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางได้ผลักดันให้ราคาดัชนีอ้างอิงโลก (Brent) พุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณอุปทานที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ได้กลายเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการส่งออกน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังปิดตลาด โดยดีดตัวขึ้นไปแตะระดับ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลาประมาณ 16:48 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก นับเป็นครั้งแรกในรอบ 9 วัน (ตั้งแต่วันที่ 9) ที่ราคาเบรนท์ระหว่างวันพุ่งสูงถึงระดับ 110 ดอลลาร์ ขณะที่ WTI ก็ขยับขึ้นไปแตะระดับ 100.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในระหว่างวันเช่นกัน

การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 18 มีนาคม ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการโจมตีฐานพลังงานหลายแห่งในตะวันออกกลาง โดยอิสราเอลระบุว่าได้ทำการทิ้งระเบิดใส่ เซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ตั้งอยู่นอกชายฝั่งจังหวัดบูเชอร์ (Bushehr) ทางตอนใต้ รวมถึงศูนย์แปรรูปก๊าซธรรมชาติในเมือง อาซาลูเยห์ (Asaluyeh) บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านที่มีเส้นทางเชื่อมต่อโดยตรง

“ราคาเบรนท์กำลังพุ่งแรง (Ripping) จากเหตุการณ์ที่เซาท์พาร์ส การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาเบรนท์พุ่งสูงขึ้นต่อไปมากกว่าปัจจัยอื่นๆ และมักจะสะท้อนออกมาที่ราคาเบรนท์ชัดเจนกว่า WTI” นีล ครอสบี นักวิเคราะห์จาก Sparta Commodities กล่าว

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guard Corps:IRGC) ตอบโต้ ด้วยการออกมาเตือนว่าจะเข้าโจมตีฐานพลังงานในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และกาตาร์ พร้อมประกาศให้ประชาชนรีบอพยพออกจากพื้นที่โดยทันที ซึ่งในวันเดียวกันนั้น อิหร่านได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธถล่มกลุ่มนิคมก๊าซธรรมชาติ (cluster of gas facilities) ในกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ครองสัดส่วนการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของอุปทานทั่วโลก

ทางการกาตาร์รายงานว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่นิคมก๊าซราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) หลังจากถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถีจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์ระบุในภายหลังว่าสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว

บริษัท Qatar Energy เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขีปนาวุธลูกหนึ่งได้ตกใส่สถานีผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดมหึมาในเมือง ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) จนเกิดเพลิงไหม้และสร้างความเสียหาย “อย่างหนัก” ก่อนจะดับไฟลงได้ โดยทางบริษัทได้สั่งระงับการผลิตในพื้นที่ดังกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วเนื่องจากการโจมตีของอิหร่าน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ออกคำเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มีนาคม) ว่า การระดมยิงขีปนาวุธเพิ่มเติมจากอิหร่านได้สร้างความเสียหายแก่แหล่งก๊าซ LNG อีกหลายแห่งในประเทศที่มั่งคั่งด้วยพลังงานแห่งนี้ ซึ่งก่อให้เกิด “เหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่และความเสียหายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น” แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งควบคุมเพลิงอย่างสุดความสามารถ

ขณะเดียวกัน ทางการระบุว่าเกิดเหตุโจมตีจนไฟลุกท่วมเรือลำหนึ่งในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี บริเวณชายฝั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (United Kingdom Maritime Trade Operations center:UKMTO) รายงานว่า “เรือลำดังกล่าวถูกโจมตีโดยวัตถุที่ไม่ทราบชนิด ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ”

รายงานระบุว่าเรือลำนี้จอดอยู่นอกชายฝั่งเมือง คอร์ ฟักกาน (Khor Fakkan) ใน UAE ซึ่งอยู่ใกล้กับปากช่องแคบฮอร์มุซ โดยจนถึงขณะนี้มีเรือมากกว่า 20 ลำที่ถูกโจมตีในช่วงสงครามอิหร่าน เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานพยายามจะปิดเส้นทางน้ำสำคัญนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางจากอ่าวเปอร์เซียออกสู่มหาสมุทร ในขณะที่อิหร่านยังคงยืนกรานว่าช่องแคบนี้ยังเปิดอยู่ เพียงแต่ “ไม่เปิดให้สหรัฐฯ หรือพันธมิตรผ่าน” เท่านั้น

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการโจมตีตอบโต้ของเตหะรานต่อประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลาง และบีบให้ต้องหยุดการผลิตในหลายจุด

การสู้รบส่งผลให้การขนส่งเกือบทั้งหมดผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลง โดยเส้นทางนี้เป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของปริมาณการจัดหาทั่วโลก มีการประมาณการว่าปริมาณการผลิตน้ำมันรวมในตะวันออกกลางลดลงถึง 7 ล้านถึง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 7% ถึง 10% ของความต้องการใช้ทั่วโลก

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเมื่อวันพุธ ให้ระงับการบังคับใช้กฎหมายโจนส์ (Jones Act) เป็นเวลา 60 วัน เพื่ออนุญาตให้เรือที่จดทะเบียนในต่างประเทศสามารถขนส่งเชื้อเพลิง ปุ๋ย และสินค้าอื่นๆ ระหว่างท่าเรือต่างๆ ภายในสหรัฐฯ ได้เป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ได้ออกใบอนุญาตทั่วไป (General Licence) เพื่ออนุมัติให้สามารถดำเนินธุรกรรมบางประเภทกับ PDVSA ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐบาลเวเนซุเอลาได้

ในประเทศอิรัก แหล่งข่าวจากบริษัท North Oil Company (NOC) เปิดเผยว่า การส่งออกน้ำมันผ่านทางท่อขนส่งได้เริ่มกลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลแบกแดดและรัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถาน (Kurdistan Regional Government:KRG) บรรลุข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันอังคารเพื่อรื้อฟื้นการไหลของน้ำมัน

เจ้าหน้าที่ด้านน้ำมันสองรายระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อิรักตั้งเป้าที่จะสูบน้ำมันอย่างน้อย 100,000 บาร์เรลต่อวัน ผ่านทางท่าเรือดังกล่าว

ด้วยสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 20% ของโลก ถูกปิดลงอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากสงครามในอิหร่าน ประกอบกับการโจมตีฐานพลังงานน้ำมันและก๊าซที่ขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง มีแนวโน้มที่จะทำให้อุปสรรคด้านการจัดหาพลังงาน (Energy Supplies) ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

Citibank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้ยังประเมินว่าจะมีอุปทานขาดหายไปประมาณ 11 ล้านถึง 16 ล้านบาร์เรลต่อวันไปจนถึงเดือนเมษายน และหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเป็นระยะเวลานาน คาดว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบรนท์อาจสูงถึง 130 ดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากการหยุดชะงักนี้ยังคงดันราคาน้ำมันและก๊าซให้สูงค้างไว้เป็นเวลานาน เศรษฐกิจโลกอาจต้องเผชิญกับคลื่นเงินเฟ้อ (Inflation) ที่รุนแรงตามมา

ณ เวลา 10.47 น. ตามเวลาประเทศไทย

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 0.51 ดอลลาร์หรือ 0.53% ซื้อขายที่ 96.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 3.98 ดอลลาร์ หรือ 3.71% ซื้อขายที่ 111.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เรียบเรียงจาก