ประเทศที่ ‘ถูกทอดทิ้งอยู่ข้างหลัง’ ในการพัฒนาอะไรคือหนทางของการฟื้นตัวและกลับมาไล่ตาม

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

Paul Collier นักเศรษฐศาสตร์การพัฒนาของ Oxford เขียนหนังสือเล่มใหม่ออกมาชื่อ Left Behind: A New Economics for Neglected Places ที่เสนอบทเรียนจากหลายประเทศที่ถูกการพัฒนา “ทิ้งอยู่ข้างหลัง” ประเทศหรือชุมชนเหล่านี้ ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองจากการพัฒนา ต่อมาถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง ทำอย่างไรที่จะหยุดยั้งสถานการณ์ที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในประเทศดังกล่าว

การสร้างความมั่งคั่งกลับคืนมา และฟื้นฟูความหวังใน “ประเทศที่ถูกทอดทิ้ง” ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะคนที่อยู่อาศัยในประเทศเหล่านี้เท่านั้น แต่คะแนนเสียงจากคนในพื้นที่ที่ถูกละเลยมองข้ามในการพัฒนา คือสิ่งที่สร้างปรากฎการณ์ Brexit และทรัมป์ ให้เกิดขึ้นมา

ครั้งหนึ่ง แซมเบียที่อุดมด้วยแร่ทองแดง มั่งคั่งกว่าชิลี ที่มาภาพ ; Africa News

ความมั่งคั่งที่เลี้ยว U-Turn

หนังสือ Left Behind กล่าวว่า มีดินแดนทั่วโลกที่ครั้งหนึ่งเคยมั่งคั่ง แต่ปัจจุบันถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้แต่ประเทศที่มีรายได้สูงพัฒนาแล้ว ก็มีท้องถิ่นที่ยากจนและเสื่อมโทรม เช่น เขต South Yorkshire ในอังกฤษ ที่มีอุตสาหกรรมเหล็กมานานหลายศตวรรษ แต่ในทศวรรษ 1980 อุตสาหกรรมนี้ตกต่ำ ทำให้ South Yorkshire กลายเป็นภูมิภาคนี้ยากจนที่สุดของอังกฤษ

ครั้งหนึ่ง พื้นที่ Caribbean Atlantic ของโคลัมเบียเคยรุ่งเรือง ปัจจุบันยากจนกว่าภูมิภาคที่รุ่งเรือง ตั้งอยู่รอบๆ เมืองหลวงโบโกตา บางครั้ง แม้แต่ทั้งประเทศก็เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ ครั้งหนึ่ง แซมเบียเคยมั่งคั่งกว่าประเทศคู่แข่งส่งออกทองแดงอย่างชิลี ปัจจุบัน รายได้เฉลี่ยคนแซมเบียอยู่ที่ 1,400 ดอลลาร์ ส่วนคนชิลี 16,710 ดอลลาร์ หรือน้อยกว่า 1 ใน 10 ของชิลี

ปัจจุบัน แซมเบียกลายเป็นประเทศ “ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ผู้เขียนบอกว่า ตัวเองเคยทำงานในภูมิภาคเหล่านี้ และมักได้ยินคำถามสำคัญว่า “ทำไมเราถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง” และ “เราสามารถทำอะไรเพื่อกลับมาไล่ตามได้บ้าง”

Paul Collier บอกว่า ในฐานะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่ถูกฝึกมาจากสำนักคิดแบบอังกฤษ-อเมริกาจึงรู้ว่า คำตอบที่แนวคิดกระแสหลักมีต่อปัญหาของพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ คือ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน แล้วสิ่งที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นมา เช่น การตกต่ำของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ จะทำให้ค่าแรงและราคาอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่นตกต่ำลง ทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจขึ้นมา กลไกตลาดต้องการสิ่งนี้ เงินก็จะไหลเข้ามา ทำให้ค่าแรงและราคาต่างๆ สูงขึ้น

แต่ผู้เขียนเห็นว่า สาเหตุจากการละเลย และนโยบายที่ให้ผลตรงกันข้าม ที่มาจากรัฐบาลระดับชาติ องค์กรระหว่างประเทศ และชนชั้นนำ ทำโลกเราแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นดินแดนที่ประสบความสำเร็จ โดยรุ่งเรืองในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่มีแรงงานมีความรู้กระจุกตัว กับอีกส่วนหนึ่งที่ถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” ที่มีหลากหลาย ตั้งแต่ 60 ประเทศ ที่รายได้ต่ำและปานกลาง จนถึงเขต South Yorkshire ในอังกฤษ และ Caribbean Atlantic ในโคลัมเบีย

เมือง Sheffield ของเขต South Yorkshire ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตจากอุตสาหกรมเหล็ก ที่มาภาพ : thecrazytourist.com

แนวคิด Contributive Justice

หนังสือ Left Behind กล่าวว่า การที่ภูมิภาคหรือประเทศหนึ่ง จะฟื้นตัวจากการถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลับมาพัฒนาไล่ตามได้นั้น สังคมต้องมีความเข้าใจร่วมกันในสถานการณ์ที่ตัวเองเผชิญอยู่ เพื่อที่จะกำหนดเป้าหมายร่วมกัน และวางยุทธศาสตร์ที่เห็นพ้องกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

นักปราชญ์ในอดีต ตั้งแต่ Rousseau จนถึง Adam Smith อธิบายถึงธรรมชาติคนเรา ที่มีแนวโน้มจะร่วมมือกัน และความสัมพันธ์บนพื้นฐานความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน แต่ Michael Sandel นักปราชญ์ของฮาร์วาร์ด เป็นคนที่เสนอแนวคิด “การต่างตอบแทนจากผลประโยชน์ร่วมกัน” (reciprocity) และเสนอปรัชญาสังคมที่เรียกว่า “ความยุติธรรมที่ทุกคนเป็นฝ่ายให้” (contributive justice) ความยุติธรรมที่เรียกร้องให้คนในสังคมมีหน้าที่เป็นฝ่ายให้ตามที่ตัวเองทำได้ เพื่อเป้าหมายส่วนรวม

Paul Collier บอกว่า แม้แต่คนที่มีฐานะต่ำในสังคม ก็เป็นฝ่ายให้แก่สังคมได้ในหลายทาง เช่น การเรียกร้องและเสนอความเห็นในประสบการณ์ที่ตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คนฐานะต่ำก็สามารถบริจาคสิ่งของวัตถุเพื่อเป้าหมายส่วนรวม แบบเดียวกับในปี 1904 คนงานอุตสาหกรรมเหล็กในเมืองเชฟฟิลด์บริจาคเงินจากค่าแรง คิดเป็นเงินในปัจจุบัน 15 ล้านปอนด์ เพื่อตั้งมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ส่วนเจ้าของโรงงานเหล็ก ก็ต้องจ่ายแรงให้คนงานมีมาตรฐานชีวิตที่ดีด้วย

สิงคโปร์ ที่มาภาพ : Goway Travel

ผู้นำสำคัญต่อการยับยั้งการตกต่ำ

หนังสือ Left Behind กล่าวว่า ผู้นำที่ดีสามารถยับยั้งวงจรการตกต่ำทางเศรษฐกิจ สามารถหยุดยั้งพลังเศรษฐกิจและจิตวิทยา ที่ดึงให้ท้องถิ่นตกต่ำ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จในการสร้างชาติของสิงคโปร์ แต่ล้มเหลวในแทนซาเนีย

ในทศวรรษ 1960 ผู้นำ 2 คนจากประเทศที่ถูกทอดทิ้งอยู่ข้างหลัง ต้องการเปลี่ยนประเทศตัวเองจากความยากจนสู่ความมั่งคั่ง คือ ลีกวนยูของสิงคโปร์ กับจูเลียต ไนเยเรร์ ของแทนซาเนีย ทั้งสองคนเป็นผู้นำรัฐบาลในปี 1961 ทั้งคู่ต่างประสบปัญหาเหมือนกัน และใช้วิธีการแก้ปัญหาคล้ายกัน ทั้งคู่ไม่รู้แน่ชัดว่ายุทธศาสตร์อะไรจะได้ผล ไนเยเรร์ล้มเหลวที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจของแทนซาเนีย ทว่ายอมรับความเหลว และต่อมาลาออกจากตำแหน่ง

ผู้นำทั้ง 2 คนแสดงออกถึงความเสียสละส่วนตัว จนได้รับศรัทธาความไว้วางใจอย่างกว้างขวาง เมื่ออังกฤษถอนตัวจากแทนซาเนีย ผู้ว่าการชาวอังกฤษทิ้งบ้านพักรับรองและรถยนต์โรลส์-รอยซ์ ไนเยเรร์ปฏิเสธที่จะเข้าไปใช้บ้านพักรับรองและรถยนต์ เขาจึงสร้างมาตรฐานความเรียบง่ายและสมถะ วางตัวเป็นครูไม่ใช่นายใหญ่

ส่วนการเสียสละของลีกวนยูก็เป็นเรื่องน่าประทับใจ ปลายทศวรรษ 1950 สิงคโปร์ทั้งยากจนและเต็มไปด้วยคอร์รัปชัน การได้ชัยชนะในการเลือกตั้งมาจากการสนับสนุนทางการเงินของนักธุรกิจคนหนึ่ง ต่อมา ลีกวนยูตั้งให้เขามีตำแหน่งทางรัฐบาลแต่เขาใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ ลีกวนยูมีทางเลือกคือปลดออก แต่สิ่งที่เขาทำคือการสั่งฟ้องและจำคุกนักธุรกิจที่สนับสนุนทางการเงินคนนี้ กรณีนี้ช่วยพิสูจน์ให้คนสิงคโปร์เห็นว่า เขาเป็นคนที่ซื่อตรง คำพูดกับการกระทำตรงกัน

แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างเดียวเป็นสิ่งไม่พอ ประเทศที่คนส่วนใหญ่ยากจนมีความต้องการเรื่องการดำรงชีวิต สิงคโปร์มีปัญหาที่พักอาศัยแออัด ส่วนคนแทนซาเนียต้องการการศึกษาและอาหารสำหรับลูกหลาน ผู้นำสองคนรู้ว่า การสร้างสิ่งนี้ จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาที่มีการศึกษา และระบบราชการที่มาจากความสามารถ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้เป็นการเดินทางระยะไกล ที่อาศัยความอดทนและการเสียสละร่วมกัน

ต่อจากนั้น ทั้งสองผู้นำก็ปรับความคิดที่ดำรงอยู่ในสองประเทศนี้ ทั้งสิงคโปร์และแทนซาเนียขาดอัตลักษณ์ร่วม (shared identity) ในหมู่ประชาชน แทนซาเนียมี 50 เผ่าพันธุ์ที่ต่างกัน สิงคโปร์แม้จะเล็กแต่ก็ประกอบด้วยผู้คน 3 กลุ่ม คือ จีน มาเลย์ และอินเดีย ทั้งสองคนใช้การสื่อสารเพื่อปรับความคิดประชาชนเรื่องอัตลักษณ์ ในแทนซาเนียลดความสำคัญของอัตลักษณ์เผ่าพันธุ์ ให้ประชาชนถือว่าการเป็นคนแทนซาเนียมาก่อน ส่วนสิงคโปร์ให้ถือการเป็นคนสิงคโปร์มาก่อน

ลีกวนยูและไนเยเรร์เชื่อว่า เมื่อปรับแนวคิดอัตลักษณ์แล้ว จะทำให้ประชาชนยอมลดผลประโยชน์ตัวเอง เพื่อมาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม ทั้งสองคนต้องการสังคมที่มีพรรคการเมืองนำพรรคเดียว เพราะระบบหลายพรรคจะทำให้ไม่สามารสร้างอัตลักษณ์ร่วม สิ่งที่ต้องการต่อมาคือการสร้างข้าราชการระดับสูงที่มีพื้นฐานการศึกษาที่ดี กรณีสิงคโปร์คือเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง มาจากความหลักเกณฑ์ความสามารถ ถ้ามีคอร์รัปชันหรือผลงานต่ำจะถูกปลด

ทั้งลีกวนยูและไนเยเรร์ประสบความสำเร็จในการสร้างศรัทธาความไว้วางใจการเป็นผู้นำจากประชาชน และการสร้างอัตลักษณ์ร่วมในหมู่ประชาชน แต่สิ่งนี้เป็นแค่พื้นฐานเพื่อการบรรลุเป้ามายสำคัญ คือการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ ทำให้สังคมสามารถไล่ตามประเทศที่มั่งคั่ง สิ่งที่เป็นมาตรการสำคัญต่อไป คือประชาชนยอมรับและปฏิบัติตามมาตรการรัดเข็มขัด เช่น การบังคับการเก็บออม เพื่อรัฐจะนำไปลงทุนในความสามารถทางเศรษฐกิจ ในสิงคโปร์คือนโยบายรัฐเรื่องการควบคุมค่าแรง ส่วนในแทนซาเนียคือการรับซื้อผลิตผลการเกษตร ที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก

ที่มาภาพ : amazon.com

หนังสือ Left Behind กล่าวว่า การสื่อสารของลีกวนยูและไนเยเรร์คือ การเรียกร้องการเสียสละเพื่ออนาคตส่วนรวมที่ดีขึ้น ตัวอย่างดังกล่าวคือสิ่งที่ Michael Sandel นำไปพัฒนาออกมาเป็นแนวคิด Contributive Justice หรือความยุติธรรมที่ทุกคนมีส่วนเป็นฝ่ายให้ ความยุติธรรมที่ทุกคนมีส่วนต้องปฏิบัติตาม

อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา ภายในช่วงเวลาของชีวิตหนึ่งของคนเรา ลีกวนยูสามารถเปลี่ยนสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรฐานความอยู่สูงสุดของโลก ส่วนไนเยเรร์ล้มเหลว ลีกวนยูใช้การเสียสละของส่วนรวมไปลงทุนในจุดที่ทำให้สิงคโปร์เข้าสู่ตลาดโลก ส่วนไนเยเรร์เดินตามแนวคิดที่นิยมในสมัย 1960 คือนำเงินไปลงทุนในอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (industrial import substitution) เวลาต่อมา ยุทธศาสตร์นี้พิสูจน์ว่าเป็นความล้มเหลวของการพัฒนา

Left Behind สรุปว่า ความเป็นผู้นำ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพราะตัวผู้นำต้องมีและใช้ “ศิลปะการมีธรรมาภิบาล ที่ครอบคลุมทุกคน” (the art of inclusive governance) ศิลปะนี้ประกอบด้วยหลายอย่าง เช่น ทักษะการสื่อสารที่ได้ผลต่อประชาชน การบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ และการสร้างสถาบันรัฐที่มีประสิทธิภาพ

เอกสารประกอบ

Left Behind: A New Economics For Neglected Places, Paul Collier, PublicAffairs, 2024.