ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์: เสี่ยเจียงฟ้อง “จา พนม” คนไทยโวยอดดู Fast & Furious 7 – น้ำท่วมหนัก คนกรุงโวย คุณชายชี้ “ไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ไปอยู่ดอย”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 22 – 28 มีนาคม 2558

  • เสี่ยเจียงฟ้อง “จา พนม” บอกต้องทำตามสิทธิ์ คนไทยโวยอดดู Fast & Furious 7
  • น้ำท่วมหนัก คนกรุงโวยบริหารไม่ดี – คุณชายชี้ “ไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ไปอยู่ดอย”
  • นายกฯ ฉุนสื่อคุมอารมณ์ไม่ได้ – โยนเอกสารใส่นักข่าว ให้ฐปณีย์พบเจ้าหน้าที่
  • นักบินที่ 2 ตั้งใจพาเยอรมันวิงส์โหม่งเขาดับทั้งลำ – ยังไม่พบสาเหตุ
  • เสียชีวิตแล้ว “ลี กวน ยู” อดีตผู้นำสิงคโปร์วัย 91 ปี

เสี่ยเจียงฟ้อง “จา พนม” บอกต้องทำตามสิทธิ์ คนไทยโวยอดดู Fast & Furious 7

ที่มาภาพ : http://img1.mydrivers.com/img/20131201/e1bce2c8c13348ddbf3db6132dde2742.jpg
ที่มาภาพ : http://img1.mydrivers.com/img/20131201/e1bce2c8c13348ddbf3db6132dde2742.jpg

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแสข่าวฮือฮาสะเทือนวงการหนังขึ้น และยังไม่มีสัญญาณว่าจะจบลงอย่างไร เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2558 เว็บไซต์แนวหน้า รายงานว่า ที่ศาลแพ่ง ถ. รัชดาภิเษก นายสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ หรือเสี่ยเจียง ผู้ก่อตั้งบริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และประธานสหมงคลกรุ๊ป ผู้ประกอบธุรกิจภาพยนตร์ มอบอำนาจให้ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพนม หรือทัชชกร ยีรัมย์ หรือจา พนม อายุ 38 ปี พระเอกนักบู๊ชื่อดังจากภาพยนตร์เรื่องต้มยำกุ้ง และองค์บาก พร้อมบริษัท ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ซึ่งเป็นบริษัทอำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 (ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส ภาค 7) และบริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด หรือยูไอพี ประเทศไทย เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด ผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจำนวน 1,600 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากกรณีที่ จา พนม ได้กระทำผิดสัญญาการแสดงกับบริษัท สหมงคลฟิล์มฯ ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2566 หรือเหลือสัญญาอีก 8 ปี พร้อมได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามไม่ให้มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 ที่ จา พนม ได้ร่วมแสดง และมีกำหนดฉายในประเทศไทยในวันที่ 1 เม.ย. นี้

นายสุวัตร ทนายความบริษัท สหมงคลฟิล์มฯ โจทก์ เปิดเผยว่า หลังจากมีการไต่สวนแล้ว ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโจทก์ โดยมีคำสั่งให้ระงับการฉายภาพยนตร์ Fast and Furious 7 ในประเทศไทย ไว้เป็นการชั่วคราว

งานนี้เลยทำเอาแฟนหนังจำนวนมากไม่พอใจ ต่างวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข่าวที่ออกมาอย่างหนัก พร้อมเข้าไปคอมเม้นท์โจมตีที่หน้าเฟซบุ๊ก Sahamongkolfilm International และบอกว่า จะไม่ดูหนังของค่ายนี้อีกต่อไป นอกจากนี้ ยังมีผู้สร้างเพจ “คนไทยต้องการดู Fast & Furious 7” ขึ้นมาในเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งก็มีผู้กดไลก์แล้วกว่า 30,000 ราย

ล่าสุด เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 27 มีนาคม กรุงเทพธุรกิจรายงานความคืบหน้าว่า มีคำแถลงขอโทษจากสหมงคลฟิล์ม อ้างว่าทำไปเพราะทำตามสิทธิ์ที่มีอยู่ ของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดย คุณสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ และผู้บริหารทุกท่าน ขอแสดงความขอโทษต่อผู้ชมภาพยนตร์ ต่อแฟนภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อทุกท่าน บริษัทฯ ขอยืนยันว่า ไม่ได้มีความต้องการที่จะสร้างผลกระทบต่อการเข้าฉายภาพยนตร์เรื่อง Fast and Furious 7 แต่สิ่งที่บริษัทฯ ทำก็เพื่อปกป้องสิทธิ์ที่บริษัทฯ มี ระหว่างบริษัท สหมงคลฟิล์ม กับ คุณจา พนม หนึ่งในนักแสดงเรื่องดังกล่าว

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายสมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ แถลงข่าวเพื่อชี้แจงประเด็นฟ้องร้อง จา พนม ยีรัมย์ โดยระบุว่าได้ทำขั้นตอนการฟ้องไปแล้วตามข่าวข้างต้น เนื่องจาก จา พนม ยังมีสัญญากับสหมงคลฟิล์ม และที่ผ่านมาทางสหมงคลฟิล์ม ก็ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยัง Universal และ จา พนม แล้วแต่ก็ยังผิดสัญญา จึงจำเป็นที่จะต้องยื่นเรื่องฟ้อง ประกอบกับที่ผ่านมาไม่ได้รับการติดต่อจากคู่กรณี เบื้องต้นจึงขอให้ จา พนม มาเจรจาว่าจะเอาอย่างไร หากไม่มาก็ยังไม่สามารถฉายภาพยนตร์ Fast And Furious 7 ในประเทศไทยได้จนกว่าจะมีข้อสรุป และเตรียมฟ้องหนังทุกเรื่องที่ จา พนม เล่นกับค่ายอื่นๆ ด้วย

press
จดหมายแสดงความขอโทษของ บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ด้าน โทนี่ จา หรือ “จา พนม ยีรัมย์” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจโดยไม่ขอพูดเรื่องอดีต ยันไม่เคยลืมบุญคุณใคร ปฏิเสธตอบปัญหาสัญญากับสหมงคลฟิล์ม รับครอบครัวอยู่ในใจเสมอ “เรื่องสัญญากับสหมงคลฟิล์ม อดีตก็คืออดีต ความสำเร็จในเมืองไทย เป็นอีกก้าวหนึ่ง สหมงคลฟิล์มเป็นผู้มีพระคุณ ผมนึกอยู่เสมอว่าผมจะทำอะไรให้กับประเทศไทยได้ และจะทำยังไงให้เป็นพลังบวก ในเมื่อโอกาสมา ผมต้องพัฒนาต่อไป ถ้าเราหยุดอยู่กับที่ ท้อถอย ก็จะไม่มีวันนี้เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ผมทำในวันนั้น ก็คือวันนี้ มันเป็นการต่อยอด (คดีความฟ้องร้อง) ผมมาแถลงข่าวภาพยนตร์ ผมไม่ขอชี้แจงอะไร ถามว่าได้คุยกับเสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) หรือยัง ผมไม่ขอชี้แจง เราตั้งใจว่ามาที่นี่เพื่อจะมาแถลงเรื่อง skin trade และมาบอกว่า ผมได้ไปทำอะไรมาบ้าง และถ้าผมพูดอะไรที่เป็นทางลบ จะฉุดดึงกัน มันไม่สร้างสรรค์ และผมคิดว่าอดีตคืออดีต เราต้องเดินหน้าต่อไป (เรื่องครอบครัวยังไม่ได้เคลียร์)

ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในใจผมตลอด พ่อแม่อยู่ในใจ ผมไม่เคยลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ผมทำ คือทำเพื่อทุกคน หน้าที่ ที่ผมทำมันยิ่งใหญ่มาก พอผมมองย้อนกลับมาที่เมืองไทย เรื่องมันเล็กนิดเดียว ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน มันยิ่งใหญ่สำหรับผมนะ เพราะผมฝันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า อยากให้มวยไทยออกสู่ตลาดโลก และผมไปยืน ณ จุดนั้น และผมคิดว่าเราคิดถูกแล้ว” จากล่าว

น้ำท่วมหนัก คนกรุงโวย – คุณชายชี้ “ไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ไปอยู่ดอย”

sukhumpan
ที่มาภาพ: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1427270028

มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อ 25 มีนาคม 2558 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แถลงข่าวชี้แจงกรณีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่า สาเหตุเกิดจากฝนตกนอกฤดู และฝนตกหนักมาก ซึ่งมากถึง 60-70 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะตกมากขนาดนี้ ซึ่ง กทม. ได้ระบายน้ำในถนนสายหลักได้ใน 1-2 ชั่วโมง เว้นช่วงอโศกที่ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง เนื่องจากปริมาณน้ำที่มาก บวกกับไม่ได้พร่องน้ำคลองแสนแสบไว้ เพราะต้องสำรองน้ำไว้ใช้ในเหตุการณ์สำคัญอย่างภัยแล้ง

ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่า เกิดจากความผิดพลาด แต่เป็นความผิดพลาดทั้งประเทศที่ไม่รู้ว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้ โดยยืนยันว่าหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะมีความพร้อมรับมือมากกว่านี้ จึงได้เร่งดำเนินการอุโมงค์ยักษ์ จุดที่ 2 ซึ่งอยู่ใต้คลองบางซื่อ การดำเนินการตรงเป้าหมาย และจะเปิดใช้บริการได้ในเดือนกันยายน ปี 2559 ส่วนเรื่องฤดูฝน กทม. จะบูรณาการร่วมกับรัฐบาลในการแก้ปัญหา ต้องยอมรับเมืองเราเป็นเมืองน้ำถ้าไม่อยากมีน้ำท่วมต้องไปอาศัยบนดอย

ต่อมาจึงได้มีหลายฝ่ายออกมาติงถึงท่าทีการแถลงข่าวของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดย ดร.เสรี วงษ์มณฑา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ผิดหวังกับผู้ว่าฯ กทม. กับกรณีแถลงข่าวแก้น้ำท่วมกรุงบอก “ไม่ใช่เทวดา ไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ไปอยู่ดอย” พร้อมอัดว่า EQ ต่ำ ควรรับผิดบ้าง และให้เกียรติประชาชนไม่ใช่มาแสดงความสำราก เกรี้ยวกราดใส่

jjjj
ที่มาภาพ: https://www.facebook.com/Ruthless.satV2/photos/a.328198013935388.79970.328185533936636/805455036209681/?type=1

โดย หลังฝนตกถล่มกรุงเทพมหานคร ทำให้หลายพื้นที่หลายแห่งเกิดน้ำท่วมขัง ไม่ว่าจะเป็นย่านอโศก เพชรบุรี ดินแดง สีลม ฯลฯ แต่เหตุการณ์ที่ฮือฮาในสังคมออนไลน์มากที่สุด เห็นจะเป็นภาพน้ำท่วมบริเวณชั้นใต้ดินภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน บริเวณ ท็อป ซูเปอร์มาร์เก็ต ในช่วงเที่ยงของวันที่ 24 มีนาคม โดยหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมดังกล่าว ก็กลายเป็นกระแสให้ผู้คนในสังคมออนไลน์ หันมาตัดต่อภาพในเหตุการณ์น้ำท่วมกันยกใหญ่

นายกฯ ฉุนสื่อคุมอารมณ์ไม่ได้ – โยนเอกสารใส่นักข่าว ให้ฐปณีย์พบเจ้าหน้าที่

nayok
ที่มาภาพ: http://www.thairath.co.th/content/489195

เมื่อ 25 มีนาคม เว็บไซต์ now26 รายงานว่า ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนบรูไน เป็นการให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โกรธและโมโหตลอดการให้สัมภาษณ์ 23 นาที ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ. ประยุทธ์ มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงถึงขนาดบางช่วงเสียงสั่นชัดเจน และมีการโยนเอกสารใส่ผู้สื่อข่าว

โดยเริ่มตั้งแต่ชี้แจงว่ากรณีที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเข้าพบเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่า ไม่มีการพูดคุยในเรื่องปัญหาความขัดแย้งอะไร พร้อมเปรียบเทียบกับการทำงานของสื่อว่าต้องปรับใครเข้าออกเพื่อให้ขายดีหรือไม่ และว่าสื่อเองต้องมีวิจารณญาณ จรรยาบรรณ ไม่สร้างความแตกแยก โดยได้มีการหยิบยกการทำงานของสื่อบางฉบับระหว่างการให้สัมภาษณ์อีกด้วย

มติชนออนไลน์รายงานเพิ่มเติมถึงคำให้สัมภาษณ์ว่า “เสรีภาพให้ก็ให้แล้ว ทุกอย่างไม่เคยห้ามอะไรเลย ไม่มีใครเขาให้แบบนี้หรอก เดี๋ยวผมจะดูอีกระยะหนึ่งนะสำหรับการทำงานของสื่อ ที่ผมและรัฐบาลทำมาทั้งหมดก็เพื่อคนไทยทุกคน แต่พอจะมีกลไกอะไรต่างๆ ออกมาก็ไม่ยอมกันจะกลับไปยืนที่เก่า สื่อก็คล้อยตามกันไปเรื่อย ยิ่งทำให้สังคมแตกแยก แล้วผมจะได้อะไรขึ้นมากับสิ่งที่ผมทำ ผมไม่ใช่การเมือง ผมไม่ได้ผลประโยชน์ ผมไม่มีธุรกิจ ที่พูดไม่ได้มาทวงบุญคุณอะไร ทั้งหมดผมทำให้คนไทย ถ้าใครมันไม่เข้าใจ มันก็ไม่ใช่คนไทย สื่อต้องช่วยกัน ต่อจากนี้ผมจะดูทุกสื่อและถ้าจำเป็นผมก็จะใช้อำนาจของผมทุกคน ไม่ได้ ไม่ให้มาวิจารณ์ วิจารณ์ได้แต่ต้องเข้าใจเสียหน่อย วันนี้คำสั่ง คสช. มีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ หรือลืมกันไปหมดแล้ว ลืมหรืออย่างไร สบายกันเกินไปแล้วมั้ง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่า ถ้าสื่อเสนอข่าวลักษณะที่ทำให้แตกแยกจะพิจารณาใช่หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “สื่อใดที่เสนอข่าวสร้างความแตกแยกก็จะให้ทางสมาคมดำเนินการสอบมา แล้วถ้าสมาคมไม่ได้เรื่อง ผมก็จะให้คณะข้างบนเขาสอบต่อ เอามาตีดูสิว่าไอ้นี่มันสร้างความแตกแยกหรือไม่ ถ้าวิจารณ์ทั่วๆ ไปผมไม่ว่า ติติงนิดหน่อยผมก็รับได้นะ แต่ถ้าพูดทุกวันว่าล้มเหลว มันจะล้มเหลวได้อย่างไรวะ ก็ของเก่ามันยิ่งกว่าล้มเหลวอีก เมื่อเราเข้ามาแก้ จากความล้มเหลวเดี๋ยวมันก็ดีขึ้น คิดแบบนี้กันบ้างสิ”

เมื่อถามว่า จะถึงขั้นปิดสื่อเลยหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า อย่ามาหาเรื่องให้ตนต้องไปรบกับสื่อเลย เมื่อถามย้ำว่าบทลงโทษคืออะไร พล.อ. ประยุทธ์กล่าวทันทีว่า “ประหารชีวิตมั้ง ถามส่งเดชไปได้ ก็อย่าทำกันสิ ระมัดระวังกันหน่อย สื่อต้องมีวิจารณญาณ มีจรรยาบรรณกันหน่อย เห็นเรียกร้องอยากได้จรรยาบรรณกันหนักหนา ให้ไปแล้วก็ใช้ไม่เป็น ไม่รู้จักใช้ อะไรที่เป็นความร่วมมือเพื่อทำให้ประชาชนก็ต่องมาร่วมมือกัน อะไรที่เป็นความขัดแย้งก็ต้องพอๆ เพราะเห็นว่ารัฐบาลเขากำลังทำงานอยู่ แต่ทุกวันนี้ไม่เคยเห็นสักฉบับไม่มีเลย มีน้อยมากหรือมีแค่บางคนเท่านั้น ผมไม่ได้ขอให้เชียร์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์มาถึงจุดดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะสร้างบรรยากาศ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีรีบเดินทางขึ้นเครื่องบินเพื่อให้ทันตามกำหนดการเยือนบรูไน แต่ พล.อ. ประยุทธ์ก็ยังคงติดพันและกล่าวกับผู้สื่อข่าวต่อ ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวกล่าวว่าไม่มีคำถามจะถามแล้ว เกรงจะถูกคำสั่งประหาร พล.อ. ประยุทธ์จึงกล่าวว่า “ใช้เครื่องประหารหัวสุนัขเลย เดี๋ยวจะจัดการกับสื่อสักหน่อย รักกันอยู่แล้ว ขอร้องให้ช่วยกันหน่อย ไม่ใช่ให้มาแก้ตัวให้ผม แต่ขอให้ช่วยกันสร้างความรัก ความสามัคคี ไหนๆ เราก็มาถึงจุดนี้แล้ว เอาวิกฤติให้เป็นโอกาส ในการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ทำวิกฤติให้เป็นวิกฤติ”

เมื่อถามว่าทำไมนายกฯ ไม่มองว่าคำวิจารณ์ต่างๆ เป็นความเห็นและการเสนอแนะ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็ไปดูคำวิจารณ์ของพวกสื่อสิ เป็นทางบวกหรือ ถามว่าชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ พล.อ. ประยุทธ์จะทำได้หรือไม่ ก็เข้ามาวันนี้ก็เพื่อสิ่งเหล่านี้ จะถามทำไม สร้างสรรค์ตรงไหนวะ ปัดโธ่”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์พูดมาถึงจุดนี้ได้หันไปสั่งให้ ทส. คนสนิทไปหยิบหนังสือพิมพ์ในรถมา โดยกล่าวว่า “เอามากันสักที แล้วช่วยกันตัดสินดูสิว่า ไอ้นี่มันเขียนดีหรือไม่ เดี๋ยวฉันจะบอกว่าไม่ต้องไปซื้อ ตกงานกันให้หมด”

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวได้บอกนายกฯ ว่าไม่มีคำถามแล้ว และถ้าช้าไปกว่านี้อาจจะทำให้กำหนดการเยือนบรูไนคลาดเคลื่อน พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ถ้าฉันไปถึงช้า ฉันจะบอกสมเด็จพระราชาธิบดีว่าเป็นเพราะพวกเธอ วันนี้ไม่ได้โกรธแต่อารมณ์ไม่ดี”

หลังการให้สัมภาษณ์จบ ทส. คนสนิทได้หยิบหนังสือพิมพ์ มติชน และ ASTV ผู้จัดการ มาให้ พล.อ. ประยุทธ์ตามคำสั่ง ซึ่ง พล.อประยุทธ์ได้หันไปชี้ พร้อมระบุว่า มีหลายฉบับมาก พร้อมหันมาถามกลุ่มผู้สื่อข่าวว่า “ไหนเครือมติชนอยู่ไหน ไปดู เขียนให้ดี อย่าเขียนให้มันเข้าข้างฝ่ายโน้นให้มากนักนะ ผมจะบอกให้ รัฐบาลที่แล้ว มติชนน่ะ ขายกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด คุณไปรื้อดู กระทรวงมหาดไทยสั่งให้ซื้อเฉพาะมติชน ทำให้ฉบับอื่นขายกันไม่ออก”

นอกจากนี้ไทยรัฐออนไลน์รายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าวช่อง 3 ว่า “ผมบอกจริงๆ ฐปนีย์ (เอียดศรีไชย) มาหาเจ้าหน้าที่เสีย พูดอยู่ข้างนอกมันได้อะไรขึ้นมา ถ้าผมทำผมไม่ได้ทำเพราะฐปนีย์ผมทำเพราะผมอยากจะทำ รู้หมดว่าใครอยู่ที่ไหนอย่างไร ผมถามว่ามันง่ายหรือไม่ และผิดกฎหมายหรือเปล่า ไม่ยอมรับอะไรสักอย่างแล้วจะเอาแต่สิทธิเสรีภาพ จะไปไหนก็ได้หรือจะไปประเทศโน้นประเทศนี้ ได้โดยที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตหรือเปล่า เรือสี่ห้าลำชื่อเดียวกันได้หรือไม่ วันนี้รัฐบาลกำลังขึ้นทะเบียนเรือ และติดจีพีเอสบนเรือ จับปลาที่ไหนมาต้องแสดงให้เห็นว่าจับมาจากไหน ไม่ใช่นอกน่านน้ำ ต้องไปในพื้นที่ถูกต้อง คนงานต้องมีใบอนุญาต ไม่เช่นนั้นจะถูกหลอกอย่างที่ว่า และผมถามว่าถูกหลอกสมัยผมหรือเปล่า ซึ่งวันนี้ก็แก้ทุกอัน แล้วมันแก้ได้ไวหรือไม่”

หลังจากมีสัมภาษณ์นี้ออกไป ประชาไทรายงานว่า สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์ เรื่องการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนระบุ “ประยุทธ์” เข้าใจการทำงานของสื่อคลาดเคลื่อนกรณีฐปณีย์ทำข่าวลูกเรือประมงไทย ชี้ท่าทีเกรี้ยวกราดและคำพูดที่รุนแรงต่อการทำงานของสื่อมวลชนต่อสาธารณะนั้นถือเป็นความสุ่มเสี่ยงที่นายกจะถูกเข้าใจว่าเป็นเผด็จการได้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ได้ออกมาขอโทษ กรณีมีอารมณ์โมโหใส่สื่อ โดยกล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ระบุว่า “บางสื่อก็คุมไม่ได้ อะไรไม่ได้ เขียนส่งเดชไปเรื่อย แล้วจะไม่ให้ผมโมโหมีอารมณ์รุนแรงได้อย่างไรในบางครั้ง ผมขอโทษผู้ที่สุภาพอาจจะไม่ชอบ แต่ท่านต้องเห็นใจผม พอบอกให้ไปดูแล บอกไม่เห็นผิดตรงไหนเลย ผิดตรงไหนไปอ่านดูที่เขียน อันนี้สร้างสรรค์ สนับสนุนท่านทุกอย่าง”

นักบินที่ 2 ตั้งใจพาเยอรมันวิงส์โหม่งเขาดับทั้งลำ – ยังไม่พบสาเหตุ

Screen Shot 2558-03-27 at 10.00.01 PM
ที่มาภาพ: https://www.youtube.com/watch?v=qXvy0Lm_1fw

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ไทยรัฐออนไลน์รายงานความคืบหน้าจากสำนักข่าวต่างประเทศ ถึงกรณีเครื่องบินโดยสารแบบ แอร์บัส A320 ของสายการบิน เยอรมันวิงส์ เที่ยวบิน 4U 9525 บาร์เซโลนา-ดุสเซลดอร์ฟ ประสบเหตุตกบริเวณเชิงเขาแอลป์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตหมดทั้งลำ 150 ราย ว่า อัยการฝรั่งเศส ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ระบุ ข้อมูลที่ได้จากกล่องดำ ในเบื้องต้น ทำให้ทราบว่า นักบินที่ 2 หรือผู้ช่วยนักบิน คือนักบินที่อยู่ในห้องนักบินเพียงคนเดียว และเขามีเจตนาหรือจงใจที่จะทำให้เครื่องบินตก หรือต้องการทำลายเครื่องบิน

ไบรซ์ โรแบง อัยการฝรั่งเศส แถลงด้วยว่า พวกเขาได้ยินเสียงนักบินบอกกับนักบินที่ 2 ให้รับช่วงควบคุมเครื่องบิน และในเวลาเดียวกัน ก็ได้ยินเสียงเก้าอี้เคลื่อนไปด้านหลังและเสียงประตูปิด โดยโรแบงเชื่อว่านักบินอาจไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นในห้องนักบินก็เงียบสนิท ในขณะที่นักบินที่ 2 ซึ่งอยู่คนเดียวได้กดปุ่มควบคุมเพื่อสั่งลดระดับความสูงของเครื่องบิน พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นได้โดยผ่านการไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วเท่านั้น ก่อนที่จะมีเสียงกัปตันพยายามจะเปิดประตูเพื่อกลับเข้าไปในห้องนักบิน แต่นักบินที่ 2 ไม่ยอมเปิดประตูให้เข้าไป

นอกจากนั้น อัยการฝรั่งเศส เผยว่า นักบินคนที่ 2 ชื่อ นายแอนเดรียส ลูบิตซ์ อายุ 28 ปี เป็นชาวเยอรมนี ซึ่งเขามีชีวิตจนกระทั่งเครื่องบินชนเทือกเขาแอลป์ ขณะที่เหล่าผู้โดยสารไม่รู้ว่าเครื่องบินกำลังจะตก จนกระทั่งในช่วงวินาทีสุดท้าย กล่องดำสามารถบันทึกเสียงผู้โดยสารกรีดร้องดังลั่นเอาไว้ได้ และผู้โดยสาร 144 ราย และลูกเรือ 6 ราย เสียชีวิตหมดทั้งลำ

ไทยรัฐออนไลน์รายงานต่ออีกว่า ข้อมูลจากกล่องดำที่พบในบริเวณเครื่องบินตก บ่งชี้ว่า ลูบิตซ์ ได้ฉวยโอกาสตอนกัปตันลุกเดินออกจากห้องนักบินไปทำธุระส่วนตัว รีบล็อกประตู และไม่ยอมให้กัปตันเข้ามาในห้องได้อีก ในช่วงก่อนเครื่องบินตก อีกทั้งข้อมูลจากเครื่องรับส่งเรดาร์ ยังแจ้งว่า มีคนในห้องนักบินตั้งระบบ ‘ออโตไพลอต’ หรือระบบขับเคลื่อนเครื่องบินโดยอัตโนมัติ ด้วยการเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ปรับระดับเพดานบินใหม่ จาก 38,000 ฟุต ให้เหลือเพียง 100 ฟุต

นสพ.แทบบลอยด์เยอรมนีรายงานอ้างคำบอกเล่าของเพื่อนนักบินว่า นายลูบิตซ์ เคยเข้ารับการรักษาอาการของโรค Burn-Out Syndrome หรือความเครียดที่เกิดจากภาวะคาดหวังเกี่ยวกับตัวเองสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองไม่แล่น นอนไม่หลับ และทำให้ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง

ตามรายงานของเยอรมัน นิวส์ เว็บไซต์ สปีเกล ระบุว่า ลูบิตซ์ ได้เข้ามาทำงานกับสายการบินเยอรมันวิงส์ เมื่อเดือนกันยายน 2556 เริ่มจากการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน รวมทั้งการมอนิเตอร์ หรือติดตามดูอุปกรณ์ต่างๆ, การติดต่อสื่อสารกับหอควบคุมการบิน รวมทั้ง การเป็นนักบินผู้ช่วย โดยจะคอยช่วยกัปตันขับเครื่องบินในช่วงที่กัปตันพัก หรือรู้สึกไม่สบาย

บริษัทลุฟต์ฮันซ่า แจ้งว่า ลูบิตซ์ มีชั่วโมงบินรวม 630 ชั่วโมง ก่อนเที่ยวบิน 4U 9525 จะประสบเหตุตก ที่เชิงเทือกเขาแอลป์ หลังทะยานขึ้นจากสนามบินนานาชาติเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เพื่อจะมุ่งหน้าไปยังเมืองดุสเซลดอร์ฟ ของเยอรมนี เมื่อ 24 มีนาคม

ส่วน เจ้าหน้าที่ทางการเมืองดุสเซลดอร์ฟ เปิดเผยว่า ลูบิตซ์ได้เข้ารับการตรวจเช็กร่างกายเป็นประจำ ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา และผลการตรวจเช็กร่างกายก็ปกติแข็งแรงดี โดยซีอีโอบริษัทลุฟต์ฮันซา กล่าวว่า ลูบิตซ์แข็งแรงเต็ม 100 % ในการทำหน้าที่เป็นนักบินผู้ช่วย

อย่างไรก็ดี ตามความเห็นของนาย คลาวส์ รัดคี สมาชิกชมรมเครื่องร่อน บอกกับผู้สื่อข่าวเอพีเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เขาเพิ่งเจอลูบิตซ์ เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ซึ่งลูบิตซ์ ก็ยังบอกเล่าเกี่ยวกับอาชีพนักบินของเขาด้วยความกระตือรือร้น โดยตามความเห็นของนายรัดคี ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับคำแถลงของอัยการฝรั่งเศส ที่บอกว่า ลูบิตซ์จงใจบังคับเครื่องบินพุ่งชนเทือกเขาแอลป์

ขณะที่นายสปอห์ร ซีอีโอของบริษัทลุฟต์ฮันซา ซึ่ง มีสีหน้าเศร้ามาหลายวัน กล่าวสั้นๆ ว่า เขาพูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำแถลงของอัยการฝรั่งเศส และยังคงไม่สามารถเรียกหายนะครั้งนี้ ว่า เป็นการก่อการร้าย หรือ เป็นการ ฆ่าตัวตาย ของนักบินผู้ช่วยคนนี้ เพราะหากคนๆ เดียวคิดฆ่าตัวตายแล้วละก็ คงไม่ลากคนอื่นอีก 149 คนมาตายพร้อมเขาไปด้วยแน่

เสียชีวิตแล้ว “ลี กวน ยู” อดีตผู้นำสิงคโปร์วัย 91 ปี

li
ที่มาภาพ: http://city365.ca/van/113699

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา ข่าวสดออนไลน์รายงานความคืบหน้าอาการป่วยของ นายลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ วัย 91 ปี ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานให้ประเทศ ล่าสุด นายลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตผู้นำ ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า อาการของนายลีทรุดลงอีกครั้ง หลังเข้ารักษาโรคปอดบวมตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ กระทั่งเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตผู้นำสิงคโปร์มีแนวโน้มอาการทรุดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคณะแพทย์ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และให้ยาปฏิชีวนะกับนายลีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อาการป่วยของนายลียังเกิดขึ้นในปีเดียวกับที่สิงคโปร์จะฉลองครบ 50 ปี การประกาศเอกราชในเดือนสิงหาคมนี้ด้วย

รายงานระบุว่า มีประชาชนเข้าไปเขียนข้อความแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจทั้งต่อตัวนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้นำสิงคโปร์ผ่านเฟซบุ๊กจำนวนมาก อาทิ “เรากุมมือท่านอยู่นะ พวกเราจะช่วยสวดภาวนาเพื่อท่าน” และว่า “ขอภาวนาให้ท่านไม่ต้องเจ็บปวด” รวมทั้ง “โปรดช่วยเป็นตัวแทนบอกท่านด้วยว่า พวกเรารักและซาบซึ้งในตัวท่าน” ขณะที่ นายกรัฐมนตรีเขียนข้อความไว้ว่า “คุณพ่อครับ ขอให้หายเร็วๆ นะครับ!”

ส่วนที่ด้านหน้าโรงพยาบาลสิงคโปร์ เจเนอรัล ซึ่งเป็นสถานที่รักษาอาการป่วยของอดีตนายกรัฐมนตรี ชาวสิงคโปร์จำนวนมากต่างทยอยเดินทางไปวางสิ่งของ ดอกไม้ เพื่อแสดงความคารวะ และเขียนข้อความสรรเสริญต่อนายลี ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

หลังจากอาการทรุดลงไม่นาน นายลี กวน ยู ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 91 ปี โดยมีคนดัง เช่น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เข้าร่วมพิธีศพที่ประเทศสิงคโปร์ด้วย

1-down
นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค ลูกชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ในเพจ Oak Panthongtae Shinawatra ระบุข้อความ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้รับเกียรติ ให้เข้าร่วมพิธีศพตั้งแต่ 2 วันแรก ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะญาติสนิท และบุคคลที่ใกล้ชิด

สำหรับประวัติของ นายลี กวน ยู เว็บไซต์ไทยพีบีเอสระบุว่า เกิดวันที่ 16 กันยายน 2466 เป็นบุตรชาวจีนอพยพรุ่นที่ 3 ที่เกิดในสิงคโปร์ อิทธิพลจากอาชีพของบรรพบุรุษพลอยทำให้นายลี กวน ยู คุ้นเคยภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กและต่อมาได้ศึกษาด้านกฎหมายจนจบปริญญาถึง 2 ใบจาก The London School of Economics and Political Science และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ

นายลีเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ โดยหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ สิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียเป็นเวลา 2 ปีก่อนจะแยกประเทศออกมา ตลอดระยะเวลา 31 ปีที่นายลีบริหารประเทศ ได้ใช้นโยบายที่ถูกเรียกกันว่า “ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ” คือ แนวทางผสมระหว่างทุนนิยมเอกชนกับรัฐ จนสามารถสร้างสิงคโปร์ที่เป็นเพียงเกาะเล็กๆ และไม่มีทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นชาติมั่งคั่งระดับโลก