สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

เมื่อพูดถึงโครงสร้างตามธรรมชาติใต้ทะเล หลายคนมักจะนึกถึงแนวปะการัง (Coral reef) ที่มีปลาการ์ตูนสีสันสดใสแหวกว่ายอยู่ไปมา ขณะที่แทบไม่เคยได้ยินคำว่าแนวหอยเปลือกแข็ง (Shellfish reef) ทั้งที่แนวหอยเปลือกแข็งก็เป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญและตกอยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างรุนแรง
ในอดีต แนวหอยเปลือกแข็งเคยเคยแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตรตามแนวชายฝั่ง ทำหน้าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยกรองน้ำให้ใสสะอาด และเป็นแนวป้องกันชายฝั่งจากการกัดเซาะ แต่ปัจจุบันกลับสูญหายไปเพราะมลพิษและถูกมนุษย์เก็บกินมากเกินไป
ทุกวันนี้ มีโครงการฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งขนาดใหญ่หลายแห่งที่กำลังดำเนินการอยู่ทั่วโลก แต่โครงการ “Reef Builder” ซึ่งเป็นโครงการฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย โดดเด่นขึ้นมาด้วยด้วยสถิติที่จับต้องได้และเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นอยากเจริญรอยตาม
คล้ายคลึงแต่แตกต่าง
แนวหอยเปลือกแข็งและแนวปะการังเป็นระบบนิเวศใต้ทะเลที่มีความคล้ายคลึงกันในหลายด้าน แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญทั้งปะการังและหอยเปลือกแข็งต่างก็เป็นวิศวกรประจำระบบนิเวศ (ecosystem engineers) นั่นก็คือสิ่งมีชีวิตที่สร้างสภาพแวดล้อมสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งคู่รังสรรค์โครงสร้างสามมิติที่ซับซ้อนจนกลายเป็นเสมือนอาคารที่อยู่อาศัยใต้น้ำ โดยแนวปะการังเกิดจากการที่ปะการังสร้างเปลือกแคลเซียมคาร์บอเนตซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ในขณะที่แนวหอยเปลือกแข็งเกิดจากหอยที่ยึดติดเกาะเกี่ยวกันจนกลายเป็นแนวโครงสร้างคล้ายหิน
ทั้งสองระบบเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ให้ที่พักพิง อาหาร และที่เพาะพันธุ์แก่ปลา กุ้ง ปู หอย ฟองน้ำ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ช่องว่างและรอยแยกในโครงสร้างให้ความคุ้มครองจากผู้ล่า ทำให้เป็นสถานอนุบาลที่สำคัญสำหรับลูกปลาและสัตว์น้ำเล็กๆ
แนวปะการังและแนวหอยเปลือกแข็งยังทำหน้าที่เป็นเขื่อนกันคลื่นตามธรรมชาติ โครงสร้างที่มั่นคงช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยลดแรงของคลื่นและปกป้องชุมชนชายฝั่งจากพายุและน้ำท่วม
ระบบนิเวศทั้งสองยังมีมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง ช่วยสนับสนุนการประมง การท่องเที่ยว และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชุมชนชายฝั่งนับล้านคนทั่วโลกต่างก็พึ่งพาระบบนิเวศทั้งสองอย่างนี้เพื่อการยังชีพและการสร้างรายได้
โดดเด่นเหนือชั้น
แต่ความโดดเด่นที่เหนือกว่าของแนวหอยเปลือกแข็งคือความสามารถในการกรองน้ำ แม้ว่าปะการังจะกรองน้ำได้บ้างผ่านการจับแพลงก์ตอน แต่หอยนั้นเป็นนักกรองน้ำที่เชี่ยวชาญ หอยนางรมหนึ่งตัวสามารถกรองน้ำได้ถึง 50 แกลลอน (ประมาณ 189 ลิตร) ต่อวัน และหอยแมลงภู่หนึ่งตัวสามารถกรองได้ถึง 57 ลิตรต่อวัน การกรองนี้ช่วยกำจัดตะกอน สารอาหารส่วนเกิน และมลพิษออกจากน้ำ ปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจกล่าวได้ว่าหอยเปลือกแข็งคือไตของแหล่งน้ำ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือที่แฮริส ครีก (Harris Creek) รัฐแมริแลนด์ ในสหรัฐฯ แนวหอยเปลือกแข็งที่ได้รับการฟื้นฟูสามารถกรองน้ำทั้งหมดในแฮริส ครีกได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบวันในช่วงฤดูร้อน ขณะที่แนวปะการังไม่มีความสามารถในการกรองน้ำแบบนี้
นอกจากจะกรองน้ำแล้ว แนวหอยเปลือกแข็งยังช่วยกำจัดไนโตรเจนส่วนเกินในน้ำได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งไนโตรเจนส่วนเกินถือเป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ชายฝั่งหลายแห่ง เพราะกระตุ้นให้สาหร่ายเติบโตเร็วเกินไป ทำให้เกิด “การสะพรั่งของสาหร่าย (algae bloom)” และ “เขตมรณะ (Dead Zone)” ซึ่งคือการที่พื้นที่ใต้น้ำมีปริมาณออกซิเจนต่ำมาก จนสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ทำให้ปลาและสัตว์ทะเลต้องอพยพหนีไปหรือเสียชีวิต
แนวหอยเปลือกแข็งช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยการดูดซับไนโตรเจนไว้ในเปลือกและเนื้อเยื่อ และแบคทีเรียบนตะกอนรอบๆ แนวหอยเปลือกแข็งจะเปลี่ยนไนโตรเจนให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจนที่ไม่เป็นอันตรายและปล่อยกลับสู่บรรยากาศ
ฟื้นฟูรวดเร็ว
แม้จะมีความแตกต่าง แต่น่าเศร้าที่ทั้งสองระบบนิเวศกลับต้องเผชิญภัยคุกคามเดียวกัน ทั้งการทำประมงเกินขีดจำกัด มลพิษ การพัฒนาชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และการเป็นกรดของมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น มีการประมาณการว่ามากกว่า 85 % ของแนวหอยเปลือกแข็งทั่วโลกได้หายไปแล้ว ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติของแนวปะการังที่กำลังเผชิญวิกฤติ
แต่เรื่องที่ทำให้ความกังวลใจลดลงได้ส่วนหนึ่งก็คือ ศักยภาพอันน่าทึ่งในการฟื้นตัวของแนวหอยเปลือกแข็ง แนวหอยเปลือกแข็งมีความยืดหยุ่นมากกว่าแนวปะการัง สามารถเจริญได้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมถึงอ่าว ปากแม่น้ำ และน้ำกร่อย พบได้ทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น และสามารถอยู่ในน้ำที่ขุ่นได้ดีกว่า
แนวปะการังยังเติบโตช้ามาก บางชนิดเติบโตเพียง 1-2 เซนติเมตรต่อปี และต้องใช้เวลาหลายพันปีในการสร้างแนวปะการังขนาดใหญ่ แต่แนวหอยเปลือกแข็งสามารถเติบโตได้เร็วกว่ามาก หอยสามารถเจริญเติบโตจนเต็มวัยได้ภายใน 1-3 ปี และในสภาวะที่เหมาะสม แนวหอยเปลือกแข็งสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อหอยตัวใหม่มาตั้งรกรากบนหอยตัวเก่า
ดังนั้น หากมีโครงการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพด้วยการเพาะเลี้ยงหอยลงบนโครงสร้างที่เตรียมไว้ ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้ภายในเวลาเพียง 1-3 ปีเท่านั้น ขณะที่การฟื้นฟูแนวปะการัง ต้องใช้เวลานานหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษจึงจะกลับมามีสภาพเหมือนเดิม
ออสเตรเลียเอาจริง
เมื่อสองศตวรรษที่แล้ว ชายฝั่งทะเลทางใต้ของออสเตรเลียเต็มไปด้วยแนวหอยเปลือกแข็งขนาดมหึมาที่ทอดยาวมากกว่า 8,000 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างสามมิติที่ซับซ้อนบนพื้นทะเล บางแห่งหนาหลายเมตรและลึกลงไปถึง 40 เมตร
อย่างไรก็ตาม หลังการตั้งถิ่นฐานของชาวยุโรปที่อพยพมายังออสเตรเลีย แนวหอยเปลือกแข็งถูกขุดออกจากพื้นทะเลในปริมาณมหาศาล ไม่เพียงเพื่อใช้เป็นอาหารเท่านั้น แต่ยังเพื่อนำเปลือกไปใช้ผลิตปูนขาวสำหรับการก่อสร้างอาคารและถนนในเมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
การทำลายล้างที่เกิดขึ้น ทำให้แนวหอยเปลือกแข็งสูญหายไปจำนวนมาก เฉพาะในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย เพียงแห่งเดียว แนวหอยเปลือกแข็งสูญสิ้นไปถึง 99 % ตั้งแต่ทศวรรษ 1950
จนถึงปี 2015 องค์กรชื่อ The Nature Conservancy (TNC) ได้เริ่มต้นความพยายามที่จะฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งในออสเตรเลีย จากการทดลองเล็กๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นจนเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายทะเยอทะยาน นั่นคือการฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งให้ได้ 30 % ของพื้นที่เดิม ภายในปี 2030
ในปี 2021 TNC ร่วมมือกับรัฐบาลออสเตรเลียเปิดตัว “โครงการ Reef Builder” มูลค่า 20 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ420 ล้านบาท) ถือเป็นโครงการฟื้นฟูนิเวศทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย โดยมีวัตถุประสงค์สองประการ คือ ฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งที่ใกล้สาบสูญและกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และไฟป่าในปี 2019
ระหว่างปี 2021-2023 “โครงการ Reef Builder” ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูแนวหอยเปลือกแข็งมากกว่า 40 เฮกตาร์ (ประมาณ 250 ไร่) ใน 13 โครงการ ที่กระจายอยู่ทั่วรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย แทสมาเนีย นิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์
โดยมีการเพาะเลี้ยงหอยกว่า 30 ล้านตัว เพื่อเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟู หนึ่งในเทคนิคน่าทึ่งที่มีการนำมาใช้ คือการใช้เสียงใต้น้ำเพื่อเพิ่มการตั้งถิ่นฐานของลูกหอย
หลังจากที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอดิเลดค้นพบว่าลูกหอยซึ่งมีขนาดเพียง 170-189 ไมโครเมตร (ประมาณความหนาของเส้นผมมนุษย์) สามารถรับรู้และตอบสนองต่อเสียงใต้น้ำได้ จึงมีการบันทึกเสียงธรรมชาติจากแนวหอยเปลือกแข็งที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงของกุ้ง ปลา และสัตว์ทะเลอื่นๆ แล้วนำไปเปิดผ่านลำโพงใต้น้ำในบริเวณพื้นที่ฟื้นฟู
ผลลัพธ์นั้นน่าประทับใจอย่างมาก มีการสำรวจพบว่า บริเวณที่เปิดเสียงใต้น้ำมีลูกหอยตั้งถิ่นฐานมากกว่าบริเวณที่ไม่ได้เปิดเสียงเฉลี่ยถึง 5,000 ตัวต่อตารางเมตร ในบางพื้นที่ตัวเลขสูงถึง 17,000 ตัวต่อตารางเมตรเลยทีเดียว
กลายเป็นต้นแบบ
“โครงการ Reef Builder” ไม่เพียงช่วยปรับปรุงระบบนิเวศ แต่ยังสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ 425 ตำแหน่งในชุมชนท้องถิ่น สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางมากกว่า 50 แห่ง และคาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องเกือบ 14 ล้านเหรียญออสเตรเลียต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์ทางทะเลไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับชุมชนได้อีกด้วย
หลายองค์กรระบุว่า “โครงการ Reef Builder” ควรได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่าง เนื่องจากเป็นโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศที่มีสถิติชัดเจน มีการแสดงผลเป็นตัวเลข (จำนวนเฮกตาร์ที่ฟื้นฟู, จำนวนลูกหอยที่เพาะ, น้ำหนักเปลือกหอยที่นำไปรีไซเคิล ฯลฯ)
มีการตรวจสอบและติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าโครงการกำลังบรรลุเป้าหมาย มีการใช้กล้องวิดีโอสเตอริโอและซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ในการติดตามประชากรปลาซึ่งมีประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลในปริมาณมากโดยไม่รบกวนระบบนิเวศ
อีกทั้งยังเป็นการร่วมมือระหว่างรัฐบาล องค์กรไม่แสวงหากำไร นักวิชาการ ชุมชนท้องถิ่น และธนาคาร ทุกการตัดสินใจยังคำนึงถึงมิติสังคมและวัฒนธรรม และมีเป้าหมายเชิงนโยบายที่ชัดเจน จนเป็นที่ยอมรับและชื่นชมในเวทีระหว่างประเทศ จนน่าจะกลายเป็นต้นแบบของโครงการฟื้นฟูระดับโลกอื่นๆ ต่อไป
ข้อมูลอ้างอิง :
https://www.environment.sa.gov.au/topics/coasts/rebuilding-sa-lost-shellfish-reefs
https://www.themarinediaries.com/tmd-blog/one-fish-two-fish-three-fish-shellfish
https://www.scimex.org/newsfeed/australias-shellfish-reefs-restoration-recognised-by-the-un


