รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future ของ Dan Wang จากมหาวิทยาลัย Standford ที่เพิ่งออกวางตลาด เป็น 1 ในหนังสือที่ Financial Time กำลังพิจารณาเลือกเป็นหนังสือธุรกิจปี 2025 ผู้เขียนให้ตัวเลขไว้ว่า จีนมีกำลังการผลิตรถยนต์ปีหนึ่ง 60 ล้านคัน ขณะที่ตลาดโลกมีความต้องการ 90 ล้านคัน จีนมีแรงงานภาคอุตสาหกรรม 100 ล้านคน สหรัฐฯมีน้อยกว่า 13 ล้านคน ปี 2022 จีนกำลังต่อเรือ 1,800 ลำ สหรัฐฯทำแค่ 5 ลำ ในปี 2030 ภาคอุตสาหกรรมจีนจะมีกำลังการผลิต 45% ของโลก ส่วนสหรัฐฯและประเทศรายได้สูงทั้งหมดรวมกัน จะมีแค่ 38%
ความพยายามของจีน ที่ Dan Wang เรียกว่า “การมุ่งมั่นที่จะวางแผน ออกแบบและสร้างอนาคต” ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ความสำเร็จของจีนจาก การสร้างเขื่อน สะพาน ทางด่วน เครือข่ายรถไฟความเร็วสูง เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง และการเป็น “โรงงานโลก” มีนัยยะความหมายอย่างไรต่อโลก โดยเฉพาะต่อสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจที่เป็นคู่แข่งของจีน
วิศวกรกับนักกฎหมาย
Breakneck บอกว่า จีนเป็น “รัฐวิศวกรรม” (engineering state) ที่หยุดยั้งตัวเองไม่ได้ในเรื่องการก่อสร้าง ส่วนอเมริกาคือ “สังคมแบบนักกฎหมาย” (lawyerly society) ที่ขัดขวางทุกอย่างที่ทำได้ จีนเป็นประเทศที่สร้างอนาคต ส่วนอเมริกาเป็นประเทศที่หยุดชะงักการก่อสร้างทางกายภาพ นวัตกรรมส่วนใหญ่ของอเมริกาเกี่ยวกับโลกเสมือนจริงและการเงิน (virtual and financial world)
การเปรียบเทียบอเมริกากับจีน ทำให้เห็นว่า การมองโลกด้วยแนวคิดทุนนิยม สังคมนิยม หรือเสรีนิยมใหม่ อาจเป็นคำอธิบายที่ไม่สมบูรณ์ในศตวรรษ 21 ทุนนิยมเสรีของอเมริกาเต็มไปด้วยกฎระเบียบ และการเก็บภาษี พร้อมกับสวัสดิการส่วนหนึ่ง ส่วนสังคมนิยมจีนกลับใช้นโยบายอนุรักษ์นิยมของตะวันตก คือรัฐสวัสดิการแบบจำกัด กีดกันผู้อพยพ และกำหนดให้สตรีมีบทบาทแบบดั่งเดิม
นักวิศวกรคือผู้ปกครองจีนสมัยใหม่ ปี 2002 สมาชิกกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน 9 คนเป็นวิศวกร เช่นหู จิ่นเทา อดีตเลขาพรรคฯเรียนมาทางวิศวกรชลศาสตร์ ทำงานมานับ 10 ปีในการสร้างเขื่อน สี จิ้นผิงเรียนด้านวิศวกรรมเคมี ปี 2022 ได้แต่งตั้งผู้บริหารด้านการบินกับอวกาศ และอุตสาหกรรมอาวุธ มาเป็นสมาชิกกรมการเมือง ผู้นำจีนจึงล้วนมีประสบการณ์การในการบริหารเมกะโปรเจกต์
สิ่งที่วิศวกรนิยมทำคือการก่อสร้าง รัฐวิศวกรรมจะอาศัยการก่อสร้าง มาแก้ปัญหาที่ไม่แน่นอนต่างๆ เช่น การสร้างถนน สะพาน อุโมงค์ เขื่อน โรงงานไฟฟ้า หรือเมืองใหม่ นับจากเริ่มปฏิรูปประเทศปี 1980 จีนสร้างทางด่วนมีความยาวสองเท่าของที่มีอยู่ในสหรัฐฯ เครือข่ายรถไฟความเร็วสูงมีความยาวมากกว่าญี่ปุ่น 20 เท่า สมรรถนะด้านพลังงานแสงแดดและลม มากกว่าทั่วโลกมารวมกัน
ไม่เพียงแต่รัฐบาลจีนเท่านั้น ที่ทุ่มเทเรื่องก่อสร้าง ภาคธุรกิจก็ประกอบไปด้วยผู้ที่มีกำลังการผลิตล้นเกินเช่นกัน กฎเกณฑ์ง่ายๆก็คือว่า จีนผลิต 1 ใน 3 หรือครึ่งหนึ่งของแทบจะทุกสินค้าอุตสาหกรรมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล้า เรือขนส่งสินค้า หรือแผลงพลังงานแสงแดด
ตรงกันข้าม สหรัฐฯมีรัฐบาลของนักกฎหมาย โดยนักกฎหมาย และเพื่อนักกฎหมาย ประธานาธิบดี 10 คนหลังสุด 5 คนเรียนด้านกฎหมาย ในบางสมัย ครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา มีปริญญาทางกฎหมาย มีจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
อเมริกามีนักกฎหมาย 400 ต่อประชากรทุกๆ 100,000 คน สัดส่วน 3 เท่าของยุโรป นักกฎหมายมีเครื่องมือหลายอย่างที่จะใช้ชะลอ หรือกีดกันไม่ให้มีการก่อสร้าง อเมริกาไม่มีทักษะการประกอบการผลิตอีกแล้ว การสูญเสียอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมด ส่วนใหญ่ให้แก่จีน ทำให้เกิดการพังทลายทางเศรษฐกิจ โดนัลด์ ทรัมป์พยายามดึงอุตสาหกรรมกลับมาสหรัฐฯ แต่ปัญหาที่อเมริกาจะประสบคือ วิกฤติจากการสูญเสีย “องค์ความรู้ในกระบวนการผลิต” (process knowledge) ซึ่งก็คือประสิทธิภาพ ที่มาจากประสบการณ์ทางภาคปฏิบัติ
ปี 2008 เป็นปีที่ช่วยให้เห็นความเร็วเปรียบเทียบ ระหว่างรัฐคาลิฟอร์เนียกับจีน ในปี 2008 ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในรัฐนี้ เห็นชอบข้อเสนอการใช้งบประมาณในโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง ซานฟรานซิสโก-ลอสแอนเจลิส ปีเดียวกันนี้ จีนเริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทาง ปักกิ่ง-เซียงไฮ้ ทั้งสองเส้นทางมีความยาวประมาณ 1,200 กม.
ปี 2011 จีนเปิดใช้บริการรถไฟปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ ด้วยเงินลงทุน 36 พันล้านดอลลาร์ 10 ปีแรกในการดำเนินงาน มีผู้โดยสารเดินทาง 1.3 พันล้านเที่ยว ส่วนรถไฟความเร็วสูงของคาลิฟอร์เนีย ช่วงเวลา 17 ปีต่อมา สร้างเสร็จบางส่วนประมาณ 35% จากการคาดการณ์หลังสุด จะใช้เงินลงทุน 128 พันล้านดอลลาร์ แพงขึ้นเพราะนักการเมืองต้องการให้รถไฟผ่านเขตเลือกตั้งตัวเอง คาดว่าจะเปิดใช้บางส่วนในปี 2030-2033 ระยะเวลาไม่แน่นอน 3 ปีที่จะเปิดใช้นั้น จีนสามารถเอาเวลานี้มาสร้างเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้
Breakneck บอกว่า ทุกวันนี้ คนอเมริกันมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการผุผังของอารยธรรมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานของอเมริกา มีเพียงแค่การดูแลรักษา แทบไม่มีการขยายและก่อสร้างใหม่ มณฑลยากจนที่สุดของจีนยังมีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าเมืองที่ร่ำรวยที่สุดของอเมริกา
ทางออกของอเมริกา
Breakneck กล่าวว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว การแข่งขันระหว่างอเมริกากับจีน จะไม่ได้ตัดสินกันว่า ใครมีโรงงานใหญ่ที่สุด หรือใครมีองค์กรธุรกิจที่มีมูลค่าสูงสุด ประเทศที่จะชนะการแข่งขันคือประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการสร้างความพึงพอใจได้ดีที่สุด แก่ประชาชนที่มีชีวิตอยู่ในประเทศนั้น
อเมริกามีความได้เปรียบเหนือจีนในเรื่องนี้ แต่ประเทศที่เป็น “รัฐวิศวกรรม” ก็มีความได้เปรียบหลายอย่าง ใช้ประโยชน์จากการมีพลวัตทางกายภาพ จีนมีความสามารถด้านประกอบการผลิต มีโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนทันสมัย มีฐานอุตสาหกรรมปกป้องประเทศที่เข้มแข็ง และมีบ้านพักอาศัยเหลือเฟือ ในศตวรรษต่อไป สหรัฐฯจะสามารถพิสูจน์ตัวเองว่า แข็งแกร่งกว่าจีน หากสามารถรักษา “ความหลากหลาย” (pluralism) ในขณะที่มีการก่อสร้างมากขึ้น
แต่ทุกวันนี้ อเมริกาล้มเหลว ไม่สามารถจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไม่สามารถสร้างผลงานเศรษฐกิจที่ดีกว่า ไม่สามารถให้มาตรการความเท่าเทียมทางสังคมที่กระจายมากขึ้น แม้โลกทางโครงสร้างกายภาพยังด้อยพัฒนา ระบอบธรรมาภิบาลอเมริกาจะเข้มแข็งขึ้น หากแสดงให้เห็นว่า ระบบการเมืองสามารถเสนอบริการสำคัญแก่ประชาชน เช่น ความปลอดภัยบนถนน ระบบขนส่งมวลชลที่มีประสิทธิภาพ และบ้านพักอาศัยที่มีอยู่มากมาย หากอเมริกาสามารถฟื้นฟูทัศนะคติในเรื่องการก่อสร้าง จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจส่วนใหญ่ลงได้
ปี 2025 ธนาคารโลกจัดให้จีนเป็นประเทศ “รายได้ปานกลางระดับน” ภายใน 1-2 ปีก็จะก้าวข้ามเส้นแบ่งการเป็นประเทศ “รายได้สูง” แต่จีนจะไม่เฉลิมฉลองความสำเร็จนี้ สี จิ้นผิงประกาศว่า “จีนจะยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนาเสมอ”
Breakneck กล่าวว่า ความคิดดังกล่าวของจีน เป็นความคิดที่สวยงาม สหรัฐฯควรจะมีแนวคิดแบบเดียวกัน ปล่อยให้คำว่า “พัฒนาแล้ว” เป็นสถานะของยุโรป ที่มีเศรษฐกิจซบเซาแต่สวยงาม เพราะคำว่า “พัฒนาแล้ว” เพราะหมายถึงการเดินทางมาถึงจุดปลายถนนแล้ว หากอเมริกาประกาศตัวเองเป็นชาติกำลังพัฒนา ประเทศจะสามารถปฏิรูป ไม่จมปลักกับ “สภาพเก่า” และปลดเปลื้องศักยภาพมนุษย์ เพื่อการเปลี่ยนแปลงใหม่
เอกสารประกอบ
Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future, Dan Wang, W.W. Norton, 2025.



