เมื่อเสด็จเยือน LSE ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทรงถามว่า “ทำไมไม่มีใครมองเห็นวิกฤติการเงินกำลังจะเกิดขึ้น”

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : Britannica

ในประวัติศาสตร์โลกเรา มีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ผู้คนมีความทรงจำว่า ในเรื่องการเงินโลก เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญขึ้นมา เหตุการณ์นั้นก็คือภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 1929 และ 2008 เมื่อปี 2009 Andrew Ross Sorkin ผู้สื่อข่าวของ New York Time เขียนหนังสือเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำปี 2008 ออกมาชื่อ “Too Big to Fail” ล่าสุด เขาเขียนถึงเศรษฐกิจโลกตกต่ำปี 1929 ออกมาเป็นหนังสือชื่อ “1929”

ในทศวรรษ 1920 ตลาดหุ้นอเมริกาพุ่งขึ้นถึง 500% เมื่อนับจากระดับต่ำในปี 1921 และสูงสุดในปี 1929 เมื่อมาถึงเดือนตุลาคม 1929 ฟองสบู่ก็ระเบิดขึ้นมา ในวันที่ 24 ตุลาคม 1929 ราคาหุ้นตลาดนิวยอร์กลดลง 11% ราคาหุ้นตกต่ำจนถึงปี 1932 กว่าจะราคาจะพริกกลับมาอยู่ระดับก่อนวิกฤติ ต้องรอถึงปี 1954

ช่วงปี 1929-1939 เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ปี 1933 การว่างงานในสหรัฐฯมากถึง 25% ธนาคาร 9,000 แห่งจากทั้งหมด 25,000 แห่งล้มละลายปิดกิจการ กล่าวกันว่า เมื่อมีนักธุรกิจเข้าพักโรงแรมในนิวยอร์ก พนักงานจะถามว่า จะมีพักค้างแรม หรือมาฆ่าตัวตาย

“ทำไมไม่มีใครมองเห็นวิกฤติกำลังเกิดขึ้น”

หนังสือ Can’t We Just Print More Money? ของ Bank of England เขียนถึงวิกฤติทางการเงินไว้ว่า เดือนพฤศจิกายน 2008 ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จไปเปิดอาคารใหม่ของ LSE (London School of Economics) เวลานั้นเป็นช่วงวิกฤติการเงินโลกกำลังขึ้นถึงจุดสูงสุด โลกเผชิญภาวะเลวร้ายสุดทางเศรษฐกิจ นับจากการเกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 ควีนเอลิซาเบธทรงหันไปถามนักเศรษฐศาสตร์ ในคำถามที่คนอังกฤษก็มีความประหลาดใจเช่นเดียวกันว่า “ทำไมไม่มีใครมองเห็นถึงวิกฤติการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น”

ที่มาภาพ : Penquin Books

หนังสือของ Bank of England อธิบายว่า คำถามของควีนเอลิซาเบธ เป็นคำถามที่นักเศรษฐศาสตร์ ใช้เวลานับสิบปีในการถกเถียงกันในเรื่องนี้ มีนักเศรษฐศาสตร์ไม่กี่คนที่มองเห็นวิกฤติล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น กลายเป็นคนมีชื่อเสียงในเวลาข้ามคืน อะไรคือคำตอบต่อคำถามดังกล่าว คำตอบมีทั้งแบบพุ่งเป้าเฉพาะ และแบบทั่วๆไป

วิกฤติการเงินโลกปี 2007-2008 มีสาเหตุพื้นฐานมาจากหนี้เสียที่ธนาคารปล่อยกู้ คือสินเชื่อจำนองบ้าน ที่ธนาคารปล่อยให้กับคนที่แทบไม่มีความหวังว่าจะสามารถชำระคืน นักเศรษฐศาสตร์เองมองไม่เห็นว่า วิกฤติหนี้เสียในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของธนาคาร จะส่งกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอื่นๆ

Luis Garicano นักเศรษฐศาสตร์ LSE ที่เป็นผู้ตอบคำถามควีนเอลิซาเบธ ต่อมาได้เขียนไว้ใน The Guardian ว่า “สิ่งที่ผมได้กล่าวกับควีนเอลิซาเบธก็คือ สิ่งที่ทำให้สถานการณ์พัฒนาแบบควบคุมไม่อยู่ก็คือ คนที่ทำงานในห่วงโซ่การปล่อยกู้ ยังกระตือรือร้นที่จะปล่อยเงินกู้ออกไป เพราะพวกเขาถูกจ้างมาให้ทำหน้าที่งานแบบนั้น”

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก LSE https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153280098238347&id=6127898346&set=a.431119798346

สาเหตุเกิดวิกฤติค่อนข้างซับซ้อน

ส่วนคำตอบแบบทั่วไปต่อคำถามของควีนเอลิซาเบธ ค่อนข้างจะซับซ้อน เมื่อนำไปโยงกับประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของวิกฤติเศรษฐกิจ ที่มีลักษณะความปั่นป่วนแบบควบคุมไม่ได้ และคาดหมายไม่ได้ วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่มีชื่อเสียงที่สุดเกิดขึ้นในวันที่ 24 ตุลาคม 1929 หลังเปิดตลาดได้ไม่กี่ชั่วโมง ตลาดหุ้นนิวยอร์กตกลงทันที 10% ในเวลา 5 วันต่อมา ตลาดหุ้นพังลงถึง 25%

การพังทลายของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท จุดชนวนทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของโลก (Great Depression) เกิดการว่างงานมหาศาล การแพร่ระบาดของความยากจน และความปั่นป่วนทางการเมือง ช่วงปี 1930-1932 รายได้เฉลี่ยต่อคนวัดจาก GDP ของโลก ลดไปเกือบ 20%

วิกฤติทางการเงินจึงเป็นปัญหาซับซ้อน คาดหมายไม่ได้ และไม่มีแบบแผนแน่นอน ปะทุขึ้นมาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า เกิดขึ้นกับภาคส่วนใดหนึ่งของเศรษฐกิจ หรือในหลายภาคส่วน นอกจากนี้ วิกฤติการเงินกับวิกฤติเศรษฐกิจก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

หนังสือของ Bank of England อธิบายว่า วิกฤติเศรษฐกิจหมายถึงการหดตัวของเศรษฐกิจหรือการที่ GDP ลดต่ำลง หากเศรษฐกิจหดตัวลดลงต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ภาวะถดถอย” (recession) วิกฤติเศรษฐกิจจะส่งผล กระทบมากกว่าที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้จ่ายเงิน และการตัดสินใจลงทุนของประชาชน แต่ไม่ใช่ทุกๆวิกฤติการเงินและธนาคาร จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป

การเกี่ยวพันระหว่างการเงินกับเศรษฐกิจ

Bank of England กล่าวว่า เพื่อตอบคำถามของควีนเอลิซาเบธ เราต้องศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการเงิน กับเศรษฐกิจที่กว้างออกไป และทำไมเป็นเรื่องยากที่จะพยากรณ์การเกิดขึ้นของวิกฤติการเงินและเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เราอาจจะลองพยากรณ์ ที่มีความยากลำบากมาก ถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คำถามที่ว่าวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินมาจากไหน คำตอบคือมาจากหลายปัจจัย ที่เป็นชนวนทำให้วิกฤติเกิดขึ้นมา เช่น การเก็งกำไรในฟองสบู่ทางการเงิน ธนาคารล้ม การพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ย การตกต่ำของราคาอสังหาริมทรัพย์ สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน สงคราม ความอดอยาก ความไม่สงบทางสังคม และจากปัจจัยรวมกันทั้งหมดเหล่านี้

แต่ส่วนใหญ่ วิกฤติเศรษฐกิจก็มีรูปแบบร่วมกันอย่างหนึ่ง คือมาจากวิกฤติทางการเงิน แต่การสะดุดลงชั่วคราวของเศรษฐกิจ ที่มาจากปัญหาทางการเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ วิกฤติการเงินเก่าแก่ที่สุด เกิดขึ้นในสมัยอาณาจักรโรมัน เมื่อราคาที่ดินตกต่ำลง ทำให้เจ้าของที่ดินที่ใช้ที่ดินประกันเงินกู้ ไม่สามารถชำระหนี้ คนปล่อยเงินกู้จึงระงับการให้การให้กู้ยืม

แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ปัญหาจากระบบการเงินส่งผลกระทบกว้างขวาง บางครั้งนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ทั้งนี้เพราะ ตลาดการเงินได้บูรณาการมากขึ้นกับส่วนอื่นๆของเศรษฐกิจ ดังนั้น ปัญหาทางการเงินสามารถกระจายเป็นคลื่น ออกไปกระทบต่อเศรษฐกิจภาคอื่นๆ

ฟองสบู่ South Sea 1720 ที่มาภาพ : Historic UK

ฟองสบู่จาก South Sea Company

การจะเข้าใจวิกฤติการเงินคือ การดูตัวอย่างการปรากฏตัวขึ้นมาของวิกฤติการเงินในอดีต ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงคือ กรณีฟองสบู่บริษัท South Sea Company ที่เกิดขึ้นในปี 1711 หรือ 314 ปีมาแล้ว South Sea ตั้งขึ้นมาปี 1711 ทำธุรกิจค้าทาสจากแอฟริกา ส่งไปยังดินแดนอาณานิคมสเปนในอเมริกาใต้ เวลานั้น อังกฤษทำสงครามกับสเปน ทำให้มีภาระด้านงบประมาณจำนวนมาก

ทางออกคือขายหนี้รัฐบาลอังกฤษให้กับ South Sea โดยรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้น South Sea ปี 1720 รัฐบาลเป็นหนี้ Soth Sea ทั้งหมด 30 ล้านปอนด์ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการทำธุรกิจที่มีกำไรยาก เพราะดินแดนทะเลใต้ หรือ South Sea เป็นอาณานิคมสเปนกับปอร์ตุเกส นอกจากนี้ การค้าทาสก็เสี่ยง เพราะทาสเสียชีวิตมากในช่วงการขนส่ง ทำให้ขาดทุนง่าย ตัวบริษัท South Sea เกิดความเสี่ยง การให้เงินกู้แก่รัฐบาลอังกฤษ

แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นของ South Sea เป็นที่ต้องการอย่างมากของนักลงทุน ตั้งแต่ขุนนาง นักการเมือง มาถึงคนชั้นกลางระดับล่าง จนราคาหุ้นพุ่งสูงถึง 1,000 ปอนด์ เทียบทุกวันนี้เท่ากับราคา 200,000 ปอนด์ บางคนซื้อแม้จะรู้ว่าราคาสูงเกินค่า เพราะต้องการขายต่อ บางคนกู้ธนาคารมาซื้อ บางคนเอาเงินออมมาซื้อ ทันใดนั้น ราคาหุ้นของ South Sea ก็ดิ่งลงหนัก ทันทีที่คนรู้ว่า South Sea ไม่ได้มีมูลค่าเท่ากับราคาหุ้นที่คนแห่กันไปซื้อ

การดิ่งลงของราคาหุ้น South Sea ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในวงกว้าง ปี 1720 คนจำนวนมากสูญเงินเก็บทั้งชีวิต Isaac Newton นักวิยาศาสตร์ชื่อดัง สูญเงินไป 20,000 ปอนด์ คิดเป็นเงินในปัจจุบันคือ 4 ล้านปอนด์ โดยกล่าวว่า “ผมสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของวัตถุท้องฟ้า แต่ไม่สามารถคำนวณความบ้าคลั่งของผู้คน” คำพูดของ Newton คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “พฤติกรรมอุปทานหมู่” ประชาชนตัดสินใจโดยเลียนแบบจากพฤติกรรม หรือการตัดสินใจเลือกของคนอื่น

การล้มละลายของ South Sea ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจวงกว้าง ธนาคารในลอนดอนปิดกิจการ เพราะเกิดหนี้เสียจำนวนมาก ส่งผลต่อราคาหุ้นอื่นๆ วิกฤติลักษณะนี้เกิดจากการเก็งกำไร คือมีการลงทุนในสินทรัพย์จำนวนมาก เพราะประชาชนคิดว่ามูลค่าจะสูงขึ้น แต่เมื่อประชาเริ่มตระหนักว่า สินทรัพย์มีค่าเกินจริง ฟองสบู่ก็แตก วิกฤตแบบเดียวกันนี้ ที่เกิดขึ้นในปี 1929, 1987 และ 2007-2008

ทำไมพฤติกรรมเก็งกำไรจึงเกิดการแพร่ระบาด Richard Shiller นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอธิบายว่า เมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น นักลงทุนต้องการมีส่วนร่วม แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุผล Shiller เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความคึกคักที่ไร้เหตุผล” (irrational exuberance) หากพรรคพวกเราตื่นเต้นกับการลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น Cryptocurrency และทุกคนบอกว่า ราคามีแต่จะสูงขึ้น เราอาจต้องการลงทุนด้วย เพราะยากที่จะเชื่อว่าพรรคพวกเราจะผิด ขณะที่เมื่อราคาสูงขึ้น คนก็เชื่อมั่นมากขึ้นตามไปด้วย การกลัวต่อความเสี่ยงก็น้อยลง เมื่อราคาสูงขึ้น คนก็ทุ่มลงทุนมากขึ้น ผลักดันให้ราคาสูงขึ้นไปอีก

เดือนกรกฎาคม 2009 นักเศรษฐศาสตร์อังกฤษจำนวนหนึ่ง เขียนจดหมายถึงควีนเอลิซาเบธ เพื่อตอบคำถามเรื่องวิกฤติทางการเงิน โดยอธิบายว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนได้คาดการณ์ถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้น แต่ประเด็นก็คือ พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่จะเป็นชนวนที่จะจุดระเบิดขึ้นมา เมื่อใดจะเกิดวิกฤติขึ้นมา และจะมีผลเลวร้ายขนาดไหน แบบเดียวกับนักพยากรณ์อากาศ คือพยากรณ์ว่าจะมีฝนตก แต่ไม่รู้ว่ามากขนาดไหน และจะตกเมื่อไหร

เอกสารประกอบ

1929, Andrew Ross Sorkin, Viking, 2025.

Can’t WE Just Print More Money? The Bank of England, Penguin Books, 2022.