ESG Symposium 2025 ร่วมมือเพื่อขับเคลื่อน เปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้นภายใต้มาตรฐานสีเขียวของโลก เมื่อทุกภาคส่วนต้องเร่ง “เปลี่ยนผ่าน” สู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ESG Symposium 2025” โดยเอสซีจี เป็นเวทีสำคัญแห่งปีที่รวมพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย และภาคประชาสังคม เพื่อเร่งให้ประเทศไทย “รอดด้วยกัน” อย่างยั่งยืน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เอสซีจีได้เปิดข้อเสนอที่ได้จากการระดมสมองในงานดังกล่าว เพื่อหาทางออกจากปัญหาต่าง ๆ และขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านของประเทศอย่างยั่งยืน งาน ESG Symposium 2025 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘GREEN BREAKTHROUGH AMID THE PERFECT STORM – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน’ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนให้วางแผนและขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “ESG Symposium เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อร่วมออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายและโครงการที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้และยั่งยืน ในปีนี้ หากเราจะเร่งเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องเร่งวางกรอบกลยุทธ์ที่ “แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมสร้างรากฐานอย่างยั่งยืน 

“ในเวที ESG Symposium เราเห็นทั้งโอกาสและปัญหา จึงอยากแสดงให้เห็นว่า ‘ความร่วมมือ’ เป็นไปได้ และต้องทำลงถึงระดับรากหญ้า” นายธรรมศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากเวที ESG Symposium 2025  เอสซีจี ได้สรุปข้อเสนอเป็น White Paper เพื่อเสนอรัฐบาล ใน 3 วาระสำคัญ ได้แก่ 1. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) 2. การยกระดับ SMEs สู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำครบวงจรและเป็นธรรม (Just Transition for SMEs) และ 3. การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) เสริมขีดความสามารถแข่งขันระดับสากล รับมือความผันผวนทั้งโลกรวนและเศรษฐกิจโลกอย่างทันท่วงที

ถึงเวลาฟังเสียง ‘พลังงานสะอาด’

ข้อเสนอนี้ได้จากการระดมสมองกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คือการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นหัวใจสำคัญของการลดคาร์บอน โดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ระบบพลังงานของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตาม NDC 3.0 การตอบรับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป และความจำเป็นในการยกระดับดัชนี Energy Transition Index เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค

“ประเทศไทยต้องการพลังงานสะอาด 40% ภายในปี 2030 เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การตั้งเป้า 51% ในปี 2037 นับว่าช้ากว่าความต้องการจริงของประเทศ” ดร.อารีพร กล่าว

ที่ประชุมเสนอกรอบแนวทาง “ชัด คล่อง เป็นจริง” โดยมุ่งเน้นการเปิดตลาด Direct PPA ที่โปร่งใสเพื่อดึงดูดการลงทุนพลังงานหมุนเวียน การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และไฮโดรเจน พร้อมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวางรากฐาน Green Infrastructure ที่มั่นคงและยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาแรงงานทักษะสีเขียว

“ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องฟังเสียงจากภาคประชาชนและภาคเอกชนในการออกแบบเครื่องมือให้ได้พลังงานสะอาด ไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เป็นการอยู่รอดอย่างยั่งยืนขององค์กร เป็นการรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจและป้องกันผลกระทบทางลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” ดร.อารีพร กล่าว

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

3 มาตรการปิดช่องโหว่ MSMEs

ข้อเสนอถัดมาคือ การยกระดับและช่วยเหลือ SMEs ให้ตรงจุด โดย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวถึงความท้าทายของผู้ประกอบการ MSMEs (Micro, Small & Medium Enterprises) ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทยกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน ที่ยังคงเผชิญกับอุปสรรค 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน การเชื่อมโยงตลาดใหม่ กฎระเบียบที่ซับซ้อน และการขาดทักษะอนาคต

“เมื่อรัฐมีมาตรการช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ คนที่มีโอกาสเข้าถึงมาตรการคือคนที่มีความพร้อม ส่วนใหญ่เป็น Medium ผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าไม่ถึงกลไกรัฐ” ดร.ณพพงศ์ กล่าว

ดร.ณพพงศ์ กล่าวต่อว่า จากปัญหาและอุปสรรค นำมาสู่การระดมสมองและกำหนดเป็นมาตรการ 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะสั้น: เติมทุนหมุนเวียนให้ Micro และ Small Entrepreneurs โดยให้ความสำคัญกับ การสร้างช่องทางการเงินใหม่ๆ ที่ไม่ผูกติดอยู่กับระบบธนาคารที่มีความเข้มงวดต่อการพิจารณาสินเชื่อสูง อาทิ กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Micro & Small Entrepreneurs) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3-4% ต่อปี เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันต่อไป
  • ระยะกลาง: การยกระดับทักษะและนวัตกรรมทาง Digital, AI and Green Transformation เพื่อให้เกิดความพร้อมในการเชื่อมโยงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงตลาด Online ตลอดจนการสร้าง One Stop Service และ Ecosystem ครบวงจร
  • ระยะยาว: ปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อกับผู้ประกอบการ MSME ให้เติบโตอย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในระยะยาว

ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

รับมือโลกรวนด้วยการปรับตัว – Climate Adaptation

ข้อเสนอสุดท้าย การเตรียมพร้อมรับมือโลกรวน (Climate Adaptation) ด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ โดยวาระนี้ นายธรรมศักดิ์ ได้อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างภัยแล้งและน้ำท่วมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ จะไม่มีทางทำเสร็จได้ในเวลาอันสั้น

“การเร่งเตรียมพร้อมอย่างรอบด้านจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็นโดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้มาใช้ ยกระดับความสามารถในการปรับตัว ลดความเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ” นายธรรมศักดิ์ กล่าว

นายธรรมศักดิ์ เสริมประเด็น Climate Adaptation ว่า เอสซีจีต้องช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ทั้งกลไก การสนับสนุน เทคโนโลยี โดยช่วยทั้งบริษัทในห่วงโซ่และที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อีกด้วย

เอสซีจีได้นำเสนอแนวทางการปรับตัวแบบบูรณาการ เช่น

  • การใช้เทคโนโลยีข้อมูลและ AI คาดการณ์ภัยพิบัติ
  • การเชื่อมโยงข้อมูลชุมชนในพื้นที่เสี่ยงเพื่อวางแผนรับมือ
  • การขยายความร่วมมือในรูปแบบ PPP – Public, Private, People Partnership

พร้อมกับย้ำถึงการต่อยอดโครงการ Saraburi Sandbox ที่กลายเป็นต้นแบบอุตสาหกรรมระดับโลก ลำดับที่ 21 ของ World Economic Forum รวมถึงโครงการ Go Together และ Net Zero Accelerator Program ที่ช่วยยกระดับความพร้อมของบุคลากรและองค์กรกว่า 1,300 รายทั่วประเทศ

จากข้อเสนอสู่โอกาสเกิดขึ้นจริง

สิ่งที่น่าสนใจของ ESG Symposium คือการตรวจการบ้านข้อเสนอจากปีก่อน โดยนายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า ทุกปีจะมีการตรวจการบ้านและให้เป็นเกณฑ์คะแนน 3 สี คือ สีเขียว เหลือง และแดง ขึ้นกับความคืบหน้า โดยข้อเสนอหลายเรื่องที่ได้รับการตอบรับที่ดี เช่น โครงการนำร่อง PPP สระบุรีแซนด์บ็อกซ์, การผลักดันการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-tourism) หรือการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์

นายธรรมศักดิ์ ย้ำว่า ข้อสรุปสำคัญจาก ESG Symposium 2025 สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐที่ต้องปรับปรุงกฎระเบียบและสร้างกลไกสนับสนุน ภาคเอกชนที่ต้องลงทุนและนำเทคโนโลยีมาใช้ และภาคประชาสังคมที่ต้องร่วมขับเคลื่อนและสร้างความตระหนักรู้ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต โดยพลังงานสะอาดคือฐานราก SMEs คือแรงขับเคลื่อน และการปรับตัวต่อโลกรวนคือเกราะป้องกันประเทศ

“เราเห็นแล้วว่ามันมีโอกาส และข้อเสนอทั้งหมดนี้ต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน คือพันธกิจของทุกภาคส่วน ที่จะพาประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคง” นายธรรมศักดิ์ ทิ้งท้าย

นวัตกรรม ‘แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง’

ภายในงาน Sustainability Expo 2025 เอสซีจีได้จัดแสดงนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Green Breakthrough – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน” เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและแนวทางสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยตอกย้ำว่าการเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่ได้อาศัยเพียงนวัตกรรมเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องอาศัย Collaboration Action หรือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

แนวคิดหลักของปี 2025 คือ “แข่งขันได้ เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนได้จริง” ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของ SCG ที่ต้องการเปลี่ยน “แนวคิดสีเขียว” ให้กลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจสีเขียว” ที่เดินหน้าได้จริงในทุกระดับ

การจัดแสดงแบ่งเป็น 3 ไฮไลต์สำคัญ

  • Green Manufacturing – ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • Green Innovative Solutions –  นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดร้อม ตอบโจทย์การทำธุรกิจเพื่อโลกยั่งยืน โซลูชันนวัตกรรมกรีนที่ตอบโจทย์ทั้งทั้งด้าน B2B (Green Business Solutions) และ B2C ( Green Innovation for Better Living)
  • Green Synergy – ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero

โดยเอสซีจีซีได้นำเสนอนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ

SCGC GREEN POLYMER นวัตกรรมพอดีลิเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนำพลาสติกที่ใช้แล้วมาหมุนเวียนรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และลดการปล่อยคาร์บอน

พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง HIGH QUALITY PCR นวัตกรรมรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานระดับสากล สะอาดและปลอดภัย เช่น การนำถุงน้ำยาทางการแพทย์มาผ่านกระบวนการทำความสะอาดที่ได้มาตรฐาน ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ผลิตรองเท้าพีวีซีรีไซเคิล (rPVC) จากอุปกรณ์และถุงบรรจุน้ำยาทางการแพทย์ใช้แล้ว แบรนด์ “Monobo” รุ่น Charlotte, “โครงการเครื่องใช้ไฟฟ้ารักษ์โลกจากพลาสติกรีไซเคิล” ร่วมกับ HomePro นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลระบบปิด (Closed-Loop) เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง นำมาผลิตเป็นสินค้ารักษ์โลก เช่น ตู้เย็นและเครื่องซักผ้ารักษ์โลก Samsung

SCG Decor นำเสนอ COTTO Bio-Ceramic – เปลือกหอย/เปลือกไข่

Turn Waste to Worth เปลี่ยนเปลือกไข่ เปลือกหอย สู่สุขภัณฑ์รักษ์โลก การวิจัยและพัฒนาสินค้าที่มีส่วนผสมของเปลือกไข่ เปลือกหอยไปใช้แทนหินปูน 100% จนได้สินค้าสุขภัณฑ์ และอ่างล้างมือสู่ผู้บริโภคนั้น กระบวนการที่เปลี่ยนไปนี้จะช่วยลดการปล่อย CO2 จากกระบวนการผลิตหินปูน และ กระบวนการเผาจากปฏิกิริยา Calcination โดยการนำเปลือกหอยมาบดผสมรวมกับวัตถุดิบอื่นๆ โดยนำเปลือกหอยไปใช้แทนหินปูน 100% ผลิตเป็นน้ำสีเคลือบสูตรผสมเปลือกหอย ไปพ่นบนชิ้นงานสุขภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นรูปแล้วส่งไปเผาที่เตาเผา หลังจากสีเคลือบบนสุขภัณฑ์จะเปลี่ยนเป็นผลึกแก้วเซรามิก(เปลือกหอยที่ใช้คือเปลือกหอยเชอรี่สีทอง ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และได้เลือกใช้เปลือกหอยจากฟาร์มที่แจ้งขออนุญาตกับกรมประมงถูกต้องตามกฎหมาย) และยังมุ่งสู่ Net Zero ในอนาคต และนอกจากนี้ยังมีการวิจัยวัสดุอื่นๆ ที่รอให้มีการค้นคว้า วิจัยและนำมาใช้เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และพัฒนาอุตสาหกรรมให้โดดเด่นในมุม ESG เพื่อผลิตเป็นสินค้า Green ในอนาคต

SCGP นำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อสัตว์เลี้ยง

ในยุคนี้ กระแสการเลี้ยงสัตว์กำลังมาแรง จากผลสำรวจของ The 1 Insight และ CRC VoiceShare พบว่าเทรนด์ Pet Parent หรือการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายเดือนต่อสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวเฉลี่ยถึง 1-2 หมื่นบาทต่อปี แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้สัตว์เลี้ยงที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของเล่น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าน้อง ๆ จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี นอกจากคุณภาพของสินค้าแล้ว ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับ ‘บรรจุภัณฑ์’ ที่ต้องสวยงาม ใช้งานได้สะดวก และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม SCGP เข้าใจถึงความต้องการของทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค จึงได้พัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าสัตว์เลี้ยงที่หลากหลายและมีคุณภาพ รวมถึงตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลกในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น Recyclable Barriered Food Packaging – ถ้วยและถาดอาหารที่ช่วยยืดอายุอาหารสัตว์เลี้ยงให้เก็บได้ยาวนานขึ้น12–18 เดือนภายใต้สภาวะอุณหภูมิห้อง และสามารถรีไซเคิลได้ บรรจุภัณฑ์ผลิตจากโพลิโพรพิลีน (PP) ผสมเอทิลีนไวนิลแอลกอฮอล์ (EVOH) ซึ่งทำหน้าที่เป็นชั้นกั้นก๊าซ (barrier layer) เพื่อช่วยรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึง ของเล่นน้องแมวจากกระดาษ – ทำจากกระดาษรีไซเคิล และเมื่อไม่ใช้แล้วสามารถนำไปรีไซเคิลได้

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน อาทิ Low Carbon Cement (LC3) นวัตกรรมกรีน ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ถึง 30–40% เมื่อเทียบกับปูนปอร์ตแลนด์ทั่วไป โดยใช้เทคโนโลยีเผาที่อุณหภูมิ 750–800 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าการเผา Clinker ปกติที่ ~1,450 องศาเซลเซียส รวมไปถึง Renewable Energy Integration  ใช้ Biomass และ Solar Power เป็นแหล่งพลังงานทดแทนในการผลิต และใช้ระบบ Waste Heat Recovery เพื่อดึงความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ผลิตไฟฟ้าหรือให้ความร้อนในกระบวนการ